วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

ดูรถไฟญี่ปุ่น ละเหี่ยรถไฟไทย

"ญี่ปุ่น" เป็นประเทศที่มีระบบการขนส่งที่สะดวกสบาย ปลอด ภัย และตรงเวลาที่สุดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขนส่งในระบบราง ทั้งรถไฟแบบธรรมดา และรถไฟฟ้า ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ญี่ปุ่นได้รับการยอมรับไปทั่วโลกว่าเป็นผู้นำเทคโนโลยีด้านนี้
ใน อดีตการเดินทางขนส่งทางรถไฟของญี่ปุ่นดำเนินการภายใต้ระบบ "โคะกุยู เทะสึโด" หรือ "รถไฟแห่งชาติ" เป็นบริษัทแห่งชาติ ภายใต้การควบคุมของสถาบันรถไฟ ต่อมารัฐบาล โดย รมว.รถไฟ และ รมว.คมนาคมและการสื่อการ เข้าควบคุมการดำเนินการทำงานทั้งหมดของบริษัทรถไฟแห่งชาติ และเปลี่ยนชื่อเป็น "การรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่น" (Japanese Government Railways: JGR)
จนกระทั่งประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ถือเป็นภาวะลำบากมากที่สุดช่วงหนึ่งของการเดินรถ รัฐบาลต้องรื้อถอนรางรถไฟไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นแทน เนื่องจากประสบปัญหาขาดแคลนเหล็กกล้า
พอสงครามสิ้นสุด ญี่ปุ่นแพ้สงคราม การรถไฟญี่ปุ่นเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อผู้นำทางทหารของสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาดูแลญี่ปุ่น สั่งการให้แปรรูปการรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่น เป็นบริษัทมหาชน ในปีพ.ศ. 2492 ส่งผลให้กิจการประสบความสำเร็จอย่างสูง
ครั้นในปีพ.ศ.2507 การรถไฟญี่ปุ่นก้าวไปอีกขั้น ด้วยการสร้างรถไฟความเร็วสูง "ชินคันเซน" ขึ้นใช้เป็นครั้งแรก นับเป็นความก้าวหน้าทางการขนส่งของญี่ปุ่น ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลกในขณะนั้น ทำให้บริษัทพยายามที่จะก่อสร้างเครือข่ายรถไฟด่วนชนิดนี้ออกไปทั่วประเทศ ด้วยการกู้เงินจำนวนมากมายมหาศาล จนกลายเป็นหนี้มากขึ้น
ทำให้ในปี พ.ศ.2530 การรถไฟแห่งญี่ปุ่นเป็นหนี้จำนวนมหาศาลถึง 25 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รัฐสภาญี่ปุ่นจึงแก้ปัญหาด้วยการยุติโครงการเครือข่ายรถไฟนี้ แล้วใช้วิธีแบ่งการรถไฟญี่ปุ่นออกเป็นบริษัทย่อยๆ หลายบริษัท ที่มีชื่อเรียกว่า กลุ่มบริษัทรถไฟญี่ปุ่น (JR Group) เปิดดำเนินการตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศแทน
วิธี การนี้ทำให้แก้ปัญหาหนี้สินมหาศาลได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีการขนส่งระบบรางมากขึ้น ผลจากการทำงานอย่างจริงจัง ส่งผลให้ปัจจุบันคนญี่ปุ่นได้รับความ สะดวกสบายจากการเดินทางโดยรถไฟมากที่สุดในโลก
ในแต่ละวันขบวนรถไฟ สายต่างๆ ขนส่งประชาชนไปยังจุดหมายต่างๆ ผ่านจุดสำคัญ มีเส้นทางเชื่อมโยงติดต่อครอบคลุมทุกมุมเมือง ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงไม่จำเป็นใช้รถยนต์ส่วนตัว เพราะไม่เพียงจะต้องเสียค่าน้ำมันที่แพงแล้ว ที่จอดรถยังหายากและค่าจอดแพงหูฉี่อีกด้วย
นอกจากนี้ ที่ญี่ปุ่นยังมีบริษัทเอกชนทำธุรกิจและผลิตรถไฟชนิดต่างๆ ที่ไม่เพียงแต่จะส่งขายให้แก่บริษัทรถไฟในประเทศเองเท่านั้น แต่ยังรับผลิตส่งออกไปยังประเทศต่างๆ เช่นที่ บริษัทคาวาซากิ เฮียวโก เวิร์ก จำกัด ที่คณะของ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยา ศาสตร์และเทคโน โลยี เดินทางไปดูงานในช่วงต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา
บริษัทแห่งนี้มี ออร์เดอร์รถไฟ ทั้งใต้ดิน และความเร็วสูง หรือชินคันเซนรุ่นต่างๆ ทั้งจากสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ไต้หวัน สิงค โปร์ และอีกหลายประเทศ
เนื่อง จากในอนาคตอันใกล้อุตสาหกรรมรถไฟจะเป็นที่นิยมยิ่งขึ้นในระบบการขนส่ง เพราะมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ทั้งความเร็วและความสะดวกสบาย รวมทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นการลดภาวะโลกร้อนไปในตัว
ใน การผลิตรถไฟของบริษัทคาวาซากิฯ ให้ความสำคัญทุกขั้นตอนการผลิต โดยจะทดสอบในทุกๆ ขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งของตัวรถเมื่อเกิดการชน, การทดสอบด้านการอากาศพลศาสตร์ในระหว่างเคลื่อนที่, ความสัมพันธ์กันระหว่างตัวรถกับโบกี้ (ส่วนล่างที่สัมผัสกับรางทำให้รถไฟเคลื่อนที่), ทดสอบความเร็ว รวมไปถึงด้านสิ่งแวดล้อม จะทดสอบจนกว่าจะมั่นใจว่ารถไฟที่ถูกนำออกมาใช้ งานมีคุณภาพมาตรฐานเต็ม 100 เปอร์ เซ็นต์
สำหรับการผลิตรถไฟแต่ละ ขบวน แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนหลัก คือ ผลิตตัวรถไฟ หรือบอดี้ และการผลิตโบกี้ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ที่จริงแล้วถูกแบ่งแยกออกจากกันอย่างชัดเจนและเรียกต่างกัน
" บอดี้รถไฟ" คือส่วนของตัวห้องโดยสาร จะต้องเลือกเหล็กประกอบให้เหมาะสมกับส่วนต่างๆ ของตัวรถ เช่น บริเวณรอยต่อ หลังคา พื้น หรือผนัง เพื่อให้แข็งแรงทนทานและปลอดภัยที่สุด
จาก นั้นจึงนำมาประกอบเข้าด้วยกันจนเป็นตัวห้องโดยสาร ตกแต่งภายในและภายนอกด้วยความละเอียดจนกว่าจะเสร็จ และรอประกอบเข้ากับโบกี้ ซึ่งมีขั้นตอนการผลิตตั้งแต่การขึ้นรูป ติดล้อที่ผ่านการทดสอบมาอย่างดี ติดเครื่องส่วนประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อนำมาประกอบรวมกันทั้ง 2 ส่วนจะได้เป็นรถไฟสวยงามเต็มรูปแบบ ก่อนนำไปทดสอบระบบต่างๆ อีกครั้ง ให้พร้อมก่อนนำส่งถึงมือลูกค้า
คุณ หญิงกัลยากล่าวระหว่างดูงานว่า การขยายการขนส่งในระบบรางเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาล ที่เตรียมจะผลักดันให้มีเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย ลดปัญหาด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ การได้พูดคุยกับผู้บริหารของบริษัทคาวาซากิฯ นับเป็นประโยชน์อย่างมาก ที่จะสามารถนำความก้าวหน้าด้านการรถไฟของบริษัทเอกชนญี่ปุ่น มาปรับใช้พัฒนาอุตสาหกรรมรถไฟของไทย ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงคมนาคม
หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยเจรจาร่วมกัน โดยมีแนวความคิดจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีด้านการขนส่งทางราง เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการศึกษาวิจัยเทคโนโลยีการขนส่งทางราง หรือรถไฟชนิดต่างๆ ที่ในอนาคตจะเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยมากขึ้น
" หน่วยงานนี้จะมีหน้าที่รับผิดชอบครอบคลุมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สำคัญ และจำเป็นต่อการจัดการด้านการคมนาคม ขนส่งทางราง, การฝึกบุคลากรดูแลในระบบต่างๆ เช่น ควบคุมดูแลเรื่องความปลอดภัย ระบบบำรุงรักษา การตรวจสอบมาตรฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง"
"รวมไปถึงการ ศึกษาเกี่ยวกับการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ของรถไฟ เพื่อให้บุคลากรไทยมีความรู้ด้านนี้มากขึ้น จะสามารถทำให้การพัฒนางานด้านการขนส่งทางรางของไทยมีความก้าวหน้าและปลอดภัย มากกว่าที่เป็นอยู่ เรามองว่าประเทศไทยเองก็มีศักยภาพที่น่าจะผลิตรถไฟเช่นเดียว กันนี้ได้ อาจจะเป็นไปในรูปแบบของการผลิตชิ้นส่วนรถไฟต่างๆ ซึ่งได้พูดคุยกับบริษัทไปบ้าง เขาเองก็แสดงความสนใจ และหากมีการลงทุนจริงๆ จะทำให้เกิดการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย" คุณหญิงกัลยากล่าว
อย่างไรก็ตาม กว่าจะถึงวันที่ประเทศไทยผลิตรถไฟขึ้นใช้เองได้คงต้องใช้เวลามากกว่าสิบปี ขึ้นไป หวังเพียงแค่วันนี้คนไทยมีรถไฟที่มีคุณภาพ สะอาด สะดวก ปลอดภัย ตรงเวลา ก็เพียงพอแล้ว
ไม่ใช่จู่ๆ ก็ปล่อยทิ้งผู้โดยสารกลางทางดื้อๆ ประท้วงสไตรก์เพื่อประโยชน์ของคนไม่กี่กลุ่ม

ไม่มีความคิดเห็น: