วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

ขุนแผน

ขุนแผนหรือพลายแก้ว เป็นลูกของขุนไกรพลพ่าย และนางทองประศรี เกิดที่จ.สุพรรณบุรีขุนไกรพลพ่ายเป็นทหารในสมเด็จพระพันวษาแห่งกรุงศรีอยุธยา รับราชการอยู่ที่เมืองสุพรรณบุรี ขุนไกรพลพ่ายทำความผิดจึงโดนสมเด็จพระพันวษาสั่งประหารชีวิต นางทองประศรีกลัวความผิดจึงพาขุนแผนหนีไปอยู่บ้านญาติฝ่ายขุนไกรพลพ่ายที่เมืองกาญจนบุรี
พลายแก้วบวชเป็นเณรที่วัดส้มใหญ่จนสำเร็จวิชาเมื่ออายุ 15 ปี จากนั้นย้ายกลับมายังวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร โดยเป็นศิษย์ของสมภารมี จังหวัดสุพรรณบุรีแล้วไปเรียนต่อที่ วัดแค(สุพรรณบุรี)โดยเป็นศิษย์ของสมภารคง จังหวัดสุพรรณบุรีและได้พบกับขุนช้างและนางพิมซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกันมาในสมัยเด็กอีกครั้ง พลายแก้วชอบพอกับนางพิม สุดท้ายได้สึกจากเณร และได้นางพิมเป็นภรรยา รวมถึงนางสายทอง พี่เลี้ยงของนางพิมในคืนเดียวกัน
พลายแก้วแต่งงานกับนางพิมได้ไม่นานก็ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระพันวษาไปตีเมืองเชียงทอง และเชียงอินทร์ พลายแก้วได้นางลาวทอง ลูกสาวนายแคว้นบ้านจอมทองมาเป็นภรรยาคนที่สาม หลังจากรบชนะกลับมา สมเด็จพระพันวษาได้ปูนบำเหน็จให้เป็น ขุนแผนแสนสะท้าน

ปาย

ปาย เมืองเล็ก ๆ ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยขุนเขา สูงตระหง่านเป็นรอยต่อชายแดนไทย-พม่า ฤดูหนาวอากาศเย็นจัด เมืองเล็กๆแห่งนี้มักปกคลุมด้วยสายหมอก ละอองน้ำจางๆยามเช้า บรรยากาศอันเงียบสงบ ทุ่งนาสีเขียว ท้องฟ้าสีคราม กับแสงแดดอุ่นๆ ที่ทอดผ่านม่านหมอกหนา แลเห็นต้นสนไม้ยืนต้นเมืองหนาวสูงใหญ่เป็นทิวแถวตามเชิงเขา วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คน ด้วยความเป็นเอกลักษณ์นี้ ปายได้ดึงดูดนักเดินทางรวมทั้งตัวผมเองให้มาสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งนี้ ครั้นเมื่อมาถึงที่นี่ครั้งแรก ทำให้ผมย้อนนึกถึงบรรยากาศคล้ายๆ วังเวียงที่ลาวยังไงอย่างนั้นเลยทีเดียว เดิมที ปาย จะเป็นเพียงทางผ่านของผม ซึ่งเลือกที่จะเดินทางโดยรถยนต์ จากเชียงใหม่ สู่แม่ฮ่องสอน (จริงๆ แล้ว ก็จากกรุงเทพฯ เลยครับ) แต่หลังจากที่ได้อ่านหนังสือท่องเที่ยวอยู่หลายเล่ม...อดไม่ได้ครับที่จะต้องแวะพัก 1 คืน (ที่พักปาย) ตั้งใจจะสำรวจก่อนผ่านไปเฉยๆ ในทริปครั้งแรกของผม ซึ่งก็ผ่านมาแปดปีมาแล้ว
ปาย ในรอบสองของผมนี้ คือ จุดหมายปลายทาง ไม่ใช่ทางผ่านอีกต่อไป ตั้งใจจะสำรวจให้ทั่วๆ สักที รอบนี้จึงมีรูปสถานที่ท่องเที่ยวมาฝากกันเยอะทีเดียว.... รอบสองนี้เมื่อปลายปี 48 นี้เอง อยากชมรูป คลิก รูปปาย นี้เลย
และแล้ว ปลาย พ.ย. ปี 50 ล่าสุดนี้ ปายรอบที่ 3 ผมประมวลภาพ ตัวเมืองปายแบบระเอียด ตามซอยตามมุม บวกรีสอร์ทใหม่ๆ ถึงใหม่ที่สุด อีกเพียบ แถมข้อมูล บ้านวัดจันทร์ อีก อ้อ...คงอยากรู้แล้วซิว่า บ้านวัดจันทร์ คืออะไร คลิกนี้เลย บ้านวัดจันทร์ เออ...ลืมบอกไป 5 รูปแรกในหน้าเว็บนี้...ผมถ่ายที่ บ้านวัดจันทร์ครับ


ปายได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งยุโรป ญี่ปุ่น มานานแล้ว สำหรับคนไทยแล้ว เพิ่งบูม 2 -3 ปีที่ผ่านมา สำหรับปีใหม่ปีนี้ ที่ปายนั่งท่องเที่ยวเยอะเป็นพิเศษ ที่พักหลายที่เต็มไปตั้งแต่ ปลายเดือนตุลาคม ฝนยังไม่หมดดีเลย ก็เต็มกันซะแล้ว ช่วงวันหยุดต่อเนื่องยาวๆ เดือนธันวา โดยเฉพาะปลายปี อันนี้ไม่แนะนำให้ไปครับ นักท่องเที่ยวเยอะมากเกินไป ต้องไปแย่งเข้าคิวกันทานอาหาร แถมยังราคาที่พักก็สูงกว่าปกติเป็นพิเศษ คงไม่สนุกแน่ ยังมีอะไรอีกเยอะ....อ่าน ถามตอบเรื่องปาย ได้ที่นี่
พักผ่อนอย่างจริงจัง สัก 2- 3 วัน คงจะดีไม่น้อย จิบกาแฟร้อนๆ อ่านหนังสือดีๆสักเล่ม ริมระเบียงรีสอร์ท บางทีจะติดริมน้ำ หรือริมทุ่งคงจะดีไม่น้อย นั่งทอดสายตาไปไกลๆ ท่ามกลางทะเลหมอกยามเช้า คุณอาจได้ไอเดีย ดีๆ กลับมาเริ่มต้นปีใหม่อย่างที่ไม่เคยมาก่อน
สถานที่เที่ยวแห่งนึงที่ไม่ควรพลาดหากผ่านมาจากเชียงใหม่(ถนนสายแม่มาลัย) คือ อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง (Huai Nam Dang National Park) รอบที่ 3 นี้ผมเองก็พักที่อุทยานฯที่นี่ 1 คืน ก่อนไปปาย อีกแห่งที่ผมเพิ่งไปเก็บข้อมูลมาคือ โครงการเกษตรที่ราบสูงบ้านวัดจันทร์ แต่เข้าไปลำบากหน่อย 38 กม.ได้ ทางคดเคี้ยวขึ้นเขา น้องๆ กับทางที่มาเชียงใหม่-ปาย เลยทีเดียว จุดเด่นคือ บรรยากาศยามเย็นและเช้า อากาศสดชื่นบนที่ราบสูง ป่าสนธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ วิถีชีวิตชาวเขาปากะญอ โครงการเกษตรต่างๆ แต่ที่บ้านวัดจันทร์นี้ไม่เหมาะกับคนที่เบื่อการนั่งรถ และชอบความสะดวกสบาย
แหล่งท่องเที่ยว ปาย คลิกได้เลย....หากมีเวลาจำกัด ผมขอแนะนำเพิ่มอีกเล็กน้อย โป่งน้ำร้อนท่าปาย วัดน้ำฮู น้ำตกหมอแปง พระธาตุแม่เย็น สะพานประวัติศาสตร์ วัดกลาง ถนนคนเดิน (มีแต่ตอนเย็น 5โมง-3 ทุ่ม อันนี้พลาดไม่ได้) สำหรับคนที่ไม่มีเวลาไม่อยากยุ่งยากสามารถเดินทางไปกับ บริษัททัวร์ต่างๆ ได้ SilverStone Tour มีทัวร์ไปปายทุกวัน ลองดูรายละเอียดปาย หรือโทร: 02-7047067 โทรสาร: 02-7373202 (อ้างชื่อไทยทัวร์ จะได้ราคาพิเศษ) หรือดู ทัวร์ปาย


เรารอคุณอยู่ เน้อ...
นอกจากเที่ยวแล้ว เขามาทำอะไรกันที่ปายหากเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ล่องแก่งลำน้ำปายน่าจะเป็นกิจกรรมต้นๆ รองลงไปก้อ...ขี่ช้าง เดินป่า และปั่นจักรยานชมเมืองปาย แช่น้ำแร่ท่ามกลางขุนเขาแห่งธรรมชาติ แต่สำหรับผม ขอเลือกเที่ยวและถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ดีกว่า



ปั่นจักรยานชมเมืองปายเส้นทางปั่นจักรยานสาย เชียงใหม่-แม่มาลัย-ปาย เป็นเส้นทางที่ท้าทายนักปั่นเสือภูเขา เส้นทางคดเคี้ยว เลาะเลี้ยวไปตามหุบเขา สองข้างทางรายล้อมไปด้วยพืชพรรณไม้และป่าเขาลำเนาไพร เขตติดต่อระหว่าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แวะชื่นชมทิวทัศน์อัน สวยงามของทะเลหมอกที่ ห้วยน้ำดัง จักรยาน จะมาหาเช่าใน อำเภอปาย ก็ได้ ซึ่งก็มีร้านจักรยานให้เช่าแก่นักท่องเที่ยวอยู่หลายร้าน
นั่งช้าง ชมไพรใน อ.ปายกิจกรรมที่บริการให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินในการชมธรรมชาติ อีกอย่างหนึ่งคือ นั่งช้าง ท่านสามารถติดต่อบริการนั่งช้างได้ที่ ปางช้างบ้านท่าปาย ใกล้กับท่าปายสปาแค้มปิ้งรีสอร์ท เป็นเส้นทางเดียวกับการไปน้ำพุร้อนบ้านท่าปายค่าบริการนั่งช้าง ชั่วโมงละ 500 บาท นั่งได้สองคนต่อช้าง 1 เชือก
ล่องแก่ง แม่น้ำปายแม่น้ำปายเป็นแม่น้ำสายหลักของจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีต้นกำเนิดมาจากทิวเขาถนนธงชัย และแดนลาว แล้วไหลผ่าน 3 อำเภอในจังหวัดเดียว คือ อ.ปาย-อ.ปางมะผ้า-อ.เมือง ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำสาละวิน แต่ละช่วงมีทิวทัศน์ที่สวยงามการล่องแก่งแม่น้ำปาย รวมระยะทางประมาณ 50 กิดลเมตร ความยากของแก่งมีตั้งแต่ระดับ 1-4 ช่วงฤดูฝนอาจจะถึงระดับ 5 ซึ่งมีความยากมาก และระดับน้ำรุนแรง นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสธรรมชาติที่สวยงามและความสนุกสนานตลอดสายน้ำ เช่น เล่นน้ำตกซู่ซ่า ผจญภัยแช่ตัวในบ่อดคลน กระโดดหน้าผาสูง ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการล่องแก่ง คือ เดือนมิถุนายน-กุมภาพันธ์ของทุกปี การล่องแก่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น
ล่องแพยางอำเภอปาย นับว่าเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้ริเริ่มกิจกรรมนี้ การล่องแพยางไปตามสายน้ำ แม่น้ำปาย เป็นแม่น้ำที่มีเกาะแก่งมากที่สุดและสวยงาม มาก เป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวมาเที่ยวเมืองนี้มักจะไม่พลาด การล่องแพท่านสามารถเลือกได้ ในโปรแกรม 1 วัน หรือ 2 วัน โดยส่วนใหญ่โปรแกรมการล่องแก่งจะไปเริ่มที่ลำน้ำของ ในเขต อ.ปางมะผ้า และไปสิ้นสุดที่ลำน้ำปายในพื้นที่ของที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ บ้านปางหมู อ.เมือง แม่ฮ่องสอน ในระหว่างการล่องแก่งท่านจะได้พบกับความสนุกตื่นเต้น การตั้งแค้มป์ในป่า การแช่โคลนจากบ่อน้ำพุร้อนตามธรรมชาติ เพื่อผิวพรรณเปล่งปลั่ง กิจกรรมการล่องแก่ง จะมีในช่วงเดือน ต้นเดือนมิถุนายนและไปสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ของปีต่อไป ในช่วงถดูแล้งน้ำน้อยจะไม่สามารถล่องแก่งได้ ก่อนการล่องแพท่านจะได้รับการฝึกการพายเรือ และการแนะนำ วิธีการปฏิบัติในการพายแพยางอย่างละเอียดจากผู้คัดท้ายเรือ หรือที่เรียกว่า กัปตัน การล่องแพควรจะนัดแนะกับเพื่อนเพราะแพยางลำหนึ่งต้องมีผู้ร่วมพายอย่างน้อย 4 คน

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

คำหวานๆ ตอนเช้าจ้า

คำหวาน ๆ ไม่ได้เติมน้ำตาล
แต่ก็หวาน เพราะผสาน ด้วยหัวใจ
เรื่องราวหวาน ๆ ผ่านมา และผ่านไป
เก็บเอาไว้ ในใจ แค่เธอและฉัน
คำหวาน ๆ ที่ลึกซึ้ง ตรึงหัวใจ
ไม่ให้ใคร ให้แต่เธอ เท่านั้น
คำคิดถึง ที่ส่งไปหา ทุกวัน
อยากให้มัน อยู่ใน หัวใจ
คำหวาน ๆ ที่ฉันมี ให้เธอ
รักเสมอ อยากให้เธอ รู้เอาไว้
ใจของฉัน ที่ไม่เคย มีผู้ใด
จากนี้ไป จะมีแต่ เธอเท่านั้น
อยากให้เธอ ได้สัมผัส ได้รับรู้
และมองดู ที่หัวใจ ของฉัน
ทั้งสี่ห้อง หัวใจ มีกันและกัน
ตั้งแต่วัน ที่ฉัน นั้นมีเธอ
ทุก ๆ วัน ที่ฉัน มีเธออยู่
อยากให้รู้ ว่าคิดถึง เธอเสมอ
ตั้งแต่วันแรก ที่เรา ได้พบเจอ
ใจพร่ำเพ้อ ถึงแต่เธอ คนเดียว.....

ประวัติฟุตซอล

ประวัติฟุตซอล ความเป็นมาของฟุตซอล ที่มาที่ไป
เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ประเทศในบางทวีปของโลกที่ประสบกับปัญหาหิมะตกและสภาพอากาศที่หนาวมากจนไม่สามารถจัดการแข่งขันกีฬากลางแจ้งต่างๆ ได้ รวมทั้งกีฬาฟุตซอลด้วย จึงถือเป็นช่วงสิ้นสุดฤดูกาลแข่งขันแต่เนื่องจากฤดูหนาวมีระยะเวลาที่ยาวนานและสภาพอากาศกลางแจ้งไม่เอื้ออำนวยต่อการเล่นกีฬาฟุตบอล จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนหันมาเล่นกีฬาในร่มแทน และนี่คือที่มาของกีฬาฟุตบอลในร่ม 5 คน หรือที่เรียกว่า “ ฟุตซอล” (FUTSAL )FUTSAL มาจากภาษาสเปน หรือ โปรตุเกส ที่เรียกว่าฟุตบอล ว่า “FUTbol” หรือ “FUTTEbol” ตามด้วยภาษาฝรั่งเศสและสเปน คือ “SALa หรือ SALon ที่แปลว่า อินดอร์ หรือในร่ม เมื่อรวมกัน จึงเป็นคำว่า “FUTSAL” หมายถึง การเตะบอลในสนามขนาดย่อมในร่ม กลายเป็นคำที่เรียกขานกันแทนคำว่า “Five-A-Side” หรือบอล 5 คนในปัจจุบันฟุตซอลมีการแข่งขันมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1930 ณ กรุงมอนเตวิเดโอ ประเทศอุรุกวัย เป็นเกมที่ชาวอเมริกาใต้นิยมเล่นกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศบราซิล ซึ่งประชากรมีทักษะความสามารถเฉพาะตัวในการเล่นฟุตบอลสูง ด้วยลีลาอันเร้าใจจากนักเตะชื่อก้องโลกอย่าง เปเล่ โซครา-เตส หรือซิโก้ ซึ่งต่างเคยเข้าแข่งขันฟุตบอลมาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งต่างเคยเข้าแข่งขันฟุตบอลมาแล้วทั้งสิ้น
การแข่งขันฟุตบอล 5 คน ในระดับนานาชาติ ค.ศ.1965 จัดการแข่งขันครั้งแรกในอเมริกาใต้ ประเทศปารากวัยได้แชมป์ทวีปอเมริกาใต้ค.ศ.1979 มีการแข่งขันชิงแชมป์ทวีปอเมริกาใต้อีก 6 ครั้ง โดยนักเตะแซมบ้า ประเทศบราซิลได้แชมป์ทุกครั้ง ค.ศ.1980 และ ค.ศ.1984 การแข่งขัน แพนอเมริกาคัพ โดยนักเตะแซมบ้า ประเทศบราซิลได้แชมป์ทั้งสองครั้ง ค.ศ.1982 การแข่งขันชิงแชมป์โลก (อย่างไม่เป็นทางการ) ครั้งแรก ณ กรุงเซาเปาโล ประเทศบราซิล และแชมป์ในปีนี้ก็คือ เจ้าถิ่นประเทศบราซิล นั่นเอง ค.ศ.1985 การแข่งขันชิงแชมป์โลก (อย่างไม่เป็นทางการ) ครั้งที่ 2 ณ ประเทศสเปน ประเทศบราซิลได้แชมป์ ค.ศ.1988 การแข่งขันชิงแชมป์โลก (อย่างไม่เป็นทางการ) ครั้งที่ 3 ณ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศบราซิลเสียแชมป์ให้แก่ประเทศปารากวัยเป็นครั้งแรก ค.ศ.1989 ต่อมาสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้เข้ามาดูแลการแข่งขันชิงแชมป์โลกเป็นครั้งแรก ซึ่งจัดการแข่งขัน ณ ประเทศฮอลแลนด์ และประเทศบราซิลยังครองเป็นแชมป์ รองแชมป์ประเทศสเปน อันดับสามประเทศรัสเซีย ค.ศ.1992 การแข่งขันชิงแชมป์โลก ครั้งที่ 2 ณ ประเทศฮ่องกง ประเทศบราซิลยังครองความเป็นแชมป์ รองแชมป์ประเทศสหรัฐอเมริกา อันดับสามประเทศสเปน ค.ศ.1996 การแข่งขันชิงแชมป์โลก ครั้งที่ 3 ประเทศสเปน ประเทศบราซิลยังครองความเป็นแชมป์ ของโลกอย่างเหนียวแน่น รองแชมป์ประเทศฮอลแลนด์ อันดับสามประเทศสหรัฐอเมริกา ค.ศ.2000 การแข่งขันชิงแชมป์โลก ครั้งที่ 4 ณ ประเทศกัวเตมาลา ประเทศสเปนสามารถล้มแชมป์เก่าสามสมัยอันดับหนึ่งของโลก รองแชมป์ประเทศบราซิล อันดับสามโปรตุเกส ค.ศ.2004 การแข่งขันชิงแชมป์โลกครั้งที่ 5 ณ ประเทศไต้หวัน ประเทศสเปน ยังครองความเป็นแชมป์ รองชนะเลิศประเทศอิตาลี อันดับสามประเทศบราซิล กีฬาฟุตบอลจัดได้ว่าเป็นเกมกีฬาที่ยิ่งใหญ่และมีผู้ชมคลั่งไคล้กีฬาชนิดนี้มากที่สุดในโลก เนื่องจากฟุตบอลเป็นเกมที่สนุก ดูง่าย มีสีสันในการเชียร์ โดยเฉพาะในเกมสนามใหญ่ที่เราเรียกว่า เกม 11 คน นั้นเป็นที่นิยมทั้งในระดับสโมสร ในลีกของแต่ละประเทศและระดับนานาชาติ นั่นคือ การแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งในปัจจุบันนี้กีฬาฟุตบอลไม่แข่งขันเพียงแค่ในสนามใหญ่เท่านั้นยังมีการจัดการแข่งขันฟุตบอลในร่มที่เราเรียกว่า “ ฟุตบอล 5 คน” หรือ “ ฟุตซอล” (FUTSAL ) นั่นเอง การแข่งขันฟุตบอล 5 คน ในประเทศไทย ประเทศไทยได้มีการจัดการแข่งขันฟุตบอล 5 คน ขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2540 ด้วยความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่ายที่ช่วยกันผลักดันกีฬาชนิดนี้ให้ได้รับความนิยมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร การกีฬาแห่งประเทศไทย และเดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมกันจัดการแข่งขันฟุตบอล 5 คน ในรายการ “STAR IN DOOR SOCCER 1997” เมื่อวันที่ 12 – 21 กรกฎาคม 2540 ณ เดอะมอลล์ บางกะปิ โดยมี 12 ทีมสโมสรชั้นนำจากไทยแลนด์ลีกเข้าร่วมการแข่งขัน และทีมการท่าเรือแห่งประเทศไทยชนะเลิศ ในปีต่อมาได้จัดการแข่งขันฟุตบอล 5 คน ขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 2 ในครั้งนี้ “ ทีมกรุงเทพมหานคร” ชนะแชมป์เก่าการท่าเรือแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ.2543 ได้มีการจัดการแข่งขันฟุตซอลขึ้นเป็นครั้งที่ 3 โดยมีการแข่งขันรอบคัดเลือกในแต่ละภาคเพื่อนำทีมชนะเลิศและรองชนะเลิศมาแข่งขันกับทีมสโมสรชั้นนำจากไทยลีก ในการแข่งขันฟุตซอลชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ซึ่งจากความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้ทำให้กีฬาฟุตซอลเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น ต่อมาประเทศไทยได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์เอเชีย และจากการแข่งขันดังกล่าวทำให้ประเทศไทยได้อันดับสามและได้สิทธิ์เดินทางไปแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์โลกรอบสุดท้าย ระหว่างวันที่ 18 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2543 ณ ประเทศกัวเตมาลา ในปัจจุบันฟุตซอล ( FUTSAL ) เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมและสนใจจากทุกเพศทุกวัย เนื่องจากเป็นเกมกีฬาที่ตื่นเต้น สนุกสนานในทุกๆ นาทีของการแข่งขัน และสามารถเล่นได้ตลอดปี ทุกสภาพอากาศทำให้ ฟุตซอล (FUTSAL ) กลายเป็นกีฬายอดนิยมรับสหัสวรรษใหม่นี้

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

ประวัติเวยน์ รูนี่ย์

เวยน์ รูนี่ย์ "เปเล่ขาวของชาวอังกฤษ"
เวย์น รูนี่ย์ มีชื่อเต็มว่า เวย์น มาร์ค รูนี่ย์ เกิดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ปี 1985 ที่เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ และเขาก็เริ่มต้นอาชีพนักเตะด้วยการเข้าร่วมทีมเยาวชนของเอฟเวอร์ตัน อีกหนึ่งสโมสรดังในเมืองลิเวอร์พูลด้วยฝีเท้าที่ฉกาจกรรจ์เกินวัย บวกกับพรสวรรค์ที่มีอยู่เต็มเปี่ยม ทำให้ รูนี่ย์ เติบโตขึ้นในวงการลูกหนังได้อย่าง ไม่อยากเย็น โดยตอนที่อายุ 14 ปี เขาก็ได้เลื่อนขึ้นมาเล่นในทีมเยาวชนชุดไม่เกินอายุ 19 ปี แล้ว และสามารถรับมือกับบรรดานักเตะที่อายุมากกว่าได้สบายๆในวัย 16 ปี เขาก็โดน เดวิด มอยส์ กุนซือของเอฟเวอร์ตัน ดึงตัวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่แล้ว และก็แจ้งเกิดในพรีเมียร์ลีก ด้วยการซัดประตูสุดสวยช่วยให้ เอฟเวอร์ตัน เอาชนะ อาร์เซน่อล ไปได้ 2-1 เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2002 และประตูชัยของรูนี่ย์ ก็หยุดสถิติไม่พ่ายแพ้มานานถึง 30 นัด ของ อาร์เซน่อล ลงไปได้เท่านั้นยังไม่พอ รูนี่ย์ ยังมาทำลายสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษ ด้วยวัย 17 ปี กับ 111 ในตอนที่เขาลงสนามในนัดที่ อังกฤษ พบกับ ออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ปี 2003 ทำลายสถิติเดิมของ เจมส์ ปรินเซป ที่ยาวนานมากว่า 124 ปี ลงได้หลังจากนั้นอีก 7 เดือน เขาก็กลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูให้กับทีมชาติอังกฤษได้ เมื่อยิงประตู มาเซโดเนีย ได้สำเร็จ ในการทำศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี 2004 รอบคัดเลือก โดยตอนนั้นเขามีอายุ 17 ปี กับอีก 317 วันโคลิน ฮาร์วี่ย์ อดีตโค้ชของรูนี่ย์ ในทีมเยาวชนของเอฟเวอร์ตัน เคยกล่าวไว้ว่านามฟุตบอลก็เหมือนสนามเด็กเล่นของรูนี่ย์ เขาสนุกกับมัน และวิงพล่านไปทั่วสนาม ถึงแม้ว่าจะเป็นกองกน้า แต่ก็ลงไปช่วงล้วงบอล แย่งบอลในแผงกองกลางอยู่เสมอ แถมบางทียังโผล่ไปช่วยเกมรับอีกด้วยรูนี่ย์ แจ้งเกิดในระดับนานาชาติได้อย่างเต็มตัว ในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รอบสุดท้าย ปี 2004 ที่ประเทศโปรตุเกส เป็นเจ้าภาพ เมื่อเขาเล่นได้อย่างโดดเด่น และทำได้ 4 ประตู พา อังกฤษ ผ่านเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ไปพบกับ โปรตุเกส และความหวังของ อังกฤษ ก็พังทลายลงเมื่อ รูนี่ย์ ได้รับบาดเจ็บ จนถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม และ อังกฤษ ที่ไร้ รูนี่ย์ ก็แพ้ โปรตุเกส ไปในที่สุด ในการดวลจุดโทษหลังจากที่โด่งดังขึ้นมากับ เอฟเวอร์ตัน ในที่สุด รูนี่ย์ ก็โดนทีมยักษ์ใหญ่ อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทุ่มเงินถึง 27 ล้านปอนด์ กระชากตัวมาร่วมทีม ซึ่งตอนแรกๆใครๆก็คิดว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสี่ยงไปไหมในการทุ่มเงินจำนวนดังกล่าว เพื่อนักเตะที่อายุยังไม่ถึง 20 ปี คนหนึ่งแต่ในท้ายที่สุด รูนี่ย์ ก็แสดงให้เห็นว่าเงินจำนวนนั้น ไม่ได้แพงเกินฝีเท้าของเขาเลย เมื่อเขาทำแฮตทริกได้ทันทีในการลงสนามให้กับ “ปีศาจแดง” ในนัดที่เอาชนะ เฟเนร์บาห์เช่ ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนจะจบฤดูกาล 2004/2005 ด้วยการลงสนามไป 29 นัด ทำได้ 11 ประตู ในฐานะของกองหน้าตัวต่ำ และคว้ารางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของอังกฤษ มาครองได้ในฤดูกาล 2005/2006 รูนี่ย์ ก็ยังทำผลงานได้ดี จนพา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ลีก คัพ มาครอง ด้วยการเอาชนะ วีแกน 4-0 ในรอบชิงชนะเลิศ โดยที่ รูนี่ย์ ทำได้ 2 ประตู และนี่ก็คือแชมป์รายการแรกในอาชีพค้าแข้งของเขารูนี่ย์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเตะที่พรสวรรค์สูงที่สุดของอังกฤษ นับตั้งแต่หมด พอล แกสคอยน์ กองกลางอัจฉริยะของพวกเขา แต่กว่า แกซซ่า จะติดทีมชาติก็อายุ 22 ปีแล้ว ขณะที่ รูนี่ย์ เป็นกำลังสำคัญของทีม “สิงโตคำราม” ตั้งแต่อายุ 18 ปีสเวน โกรัน อีริคส์สัน เคยกล่าวยกย่อง รูนี่ย์ ว่าจะกลายเป็นตำนานลูกหนังของโลก เช่นเดียวกับ เปเล่ ของบราซิล โดยที่ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ กุนซือทีมชาติโปรตุเกส ตอบคำถามนักข่าวที่ถามถึงการเปรียบเทียบกันระหว่าง เปเล่ กับ รูนี่ย์ ว่า “ก็แค่คนหนึ่งผิวดำ ส่วนอีกคนหนึ่งผิวขาว เท่านั้น” จนทำให้แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บางกลุ่ม เรียก รูนี่ย์ ว่า “เอล บลังโก้ เปเล่”รูนี่ย์ เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยพา อังกฤษ ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2006 แม้ว่าเขาจะยิงประตูไม่ได้ แต่ก็ช่วยสร้างสรรค์เกม และจ่ายบอลให้กับเพื่อนร่วมทีมหาจังหวะทำประตูได้อย่างไรก็ตาม รูนี่ย์ กลับพบโชคร้าย เมื่อได้รับบาดเจ็บกระดูกฝ่าเท้าขวาแตก ในการลงสนามนัดที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แพ้ เชลซี 0-3 ในศึกพรีเมียร์ชิพ เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา และคาดว่าเขาจะต้องพักอย่างน้อย 6 สัปดาห์ หรือกว่าจะฟิตสมบูรณ์กลับมาลงสนามได้ในฟุตบอลโลก ก็ต่อเมื่อจบรอบแรก ไปแล้ว แต่ สเวน โกรัน อีริคส์สัน กุนซือทีมชาติอังกฤษ ก็ยังมั่นใจในตัวลูกทีมรายนี้ และใส่ชื่อเขาไปลุย เยอรมัน 2006 แม้ว่าจะโดนวิจารณ์อย่างหนัก นั่นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ รูนี่ย์ ได้เป็นอย่างดี

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

ประวัติ i Phone



บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด แอปเปิล (Apple Inc.) หรือในชื่อเดิม แอปเปิลคอมพิวเตอร์ (Apple Computer Inc.) เป็นบริษัทในซิลิคอนวัลเลย์ ทำธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แอปเปิลปฏิวัติคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะในยุค 70 ด้วยเครื่องแอปเปิลทู (Apple II) และแมคอินทอช (Macintosh) ในยุค 80 ปัจจุบันแอปเปิลมีชื่อเสียงด้านฮาร์ดแวร์ เช่น ไอแมค ไอพอด ไอโฟน และ ร้านขายเพลงออนไลน์ไอทูนส์ ประวัติโดยย่อ บริษัท Apple Computer Inc. ได้เกิดขึ้นจากการร่วมกันก่อตั้งของ สตีฟ จ็อบส์ และ สตีฟ วอซเนียก ทำการปฏิวัติธุรกิจคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะในยุค 70 โดยการนำเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่ประดิษฐ์จากโรงรถออกมาขาย ในชื่อ Apple I ที่ราคาจำหน่าย 666.66 เหรียญ ในจำนวนและระยะเวลาจำกัด ภายในปีถัดมาก็ได้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำยอดจำหน่ายสูงสุดให้กับบริษัท ณ ขณะนั้นคือ Apple II ซึ่งเป็นการเปิดศักราชใหม่แห่งวงการไมโครคอมพิวเตอร์ และเป็นการสร้างมาตรฐานให้กับไมโครคอมพิวเตอร์ที่เกิดมาตามหลังทั้งหมด (อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาดังกล่าว ทางบริษัทจะมุ่งเน้นการขายระบบปฏิบัติการมากกว่าที่จะขายผลิตภัณฑ์ไมโครคอมพิวเตอร์ เนื่องจากประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์จากบริษัท Intel และ IBM ทำงานได้ดีกว่า) ต่อมาในยุค 80 Apple Inc. ได้พัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ส่งผลถึงยอดจำหน่ายที่สูงขึ้นตามลำดับ ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ Macintosh ซึ่งยังส่งผลให้ Apple ยังคงมีชื่อเสียงในด้านผลิตภัณฑ์มาจนถึงปัจจุบัน ด้วยมาตรฐานและเอกลักษณ์ทางการตลาดที่สอดคล้องกับปณิธานองค์กรที่ว่า “คิดอย่างแตกต่าง (Think Different)” ผลิตภัณฑ์ที่มักได้รับการกล่าวถึงและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน อาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งที่เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา (MacBook, MacBook Pro) และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (iMac, PowerMac) ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ได้แก่ Mac OSX (แมคโอเอสเท็น) อุปกรณ์ฟังเพลงขนาดพกพา ได้แก่ สายผลิตภัณฑ์ iPod และ iPhone อุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น iSight, AirPort ฯลฯ โปรแกรมและบริการเสริมต่างๆ อาทิ iTunes เป็นต้น เกร็ดอื่นๆ ในภาพยนตร์เรื่อง อัจฉริยะปัญญานิ่ม (Forrest Gump) ฟอร์เรสต์ กัมป์ ถูกชักชวนโดยผู้หมวดแดน ให้เป็นหุ้นส่วนของบริษัทแอปเปิล แต่ตัวฟอร์เรสต์เองนึกว่าหมายถึงแอปเปิลที่เป็นผลไม้

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

ลิฟต์ตก

เรื่อง ลิฟต์ตก
ขอให้อ่านและจำไว้ สิ่งที่จะต้องทำเมื่อคุณติดอยู่ในลิฟต์ เราไม่รู้ว่าเมื่อไรและที่ไหนที่อุบัติเหตุจะเกิดขึ้นกับเราหรือผู้คนรอบข้าง ขอให้อ่านและหวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยพวกเราได้เมื่อเกิดอะไรขึ้น สำหรับพวกเรา เพื่อน และบุคคลที่เรารัก วันหนึ่ง ขณะที่อยู่ในลิฟต์ มันก็หยุดกระทันหันและร่วงลงจากชั้น 13 ด้วยความเร็วสูง โชคดีที่ผมจำได้จากทีวีที่สอนว่า คุณจะต้องกดทุกปุ่มสำหรับทุกชั้นอย่างรวดเร็ว ท้ายที่สุด ลิฟต์หยุดที่ชั้น 5 ขณะที่คุณกำลังเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย การตัดสินใจหรือการกระทำอะไรจะตัดสินความอยู่รอดของคุณ ถ้าคุณอยู่ในสถานะลิฟต์ตก สิ่งแรกในใจมักจะเป็น รอความตาย แต่หลังจากที่ได้อ่านข้อความล่างแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเมื่อคุณติดอยู่ในลิฟต์ สิ่งแรก – ให้กดปุ่มให้ลิฟต์จอดทุกชั้นอย่างเร็วที่สุด สอง - จับที่จับให้แน่น หากว่ามี สาม – พิงหลังและศีรษะเข้ากับผนังให้เป็นเส้นตรง สี่ – งอเข่า เหตุผลก็คือ เมื่อลิฟต์ตก คุณจะไม่รู้ว่าเมื่อไรที่มันจะกระแทกกับพื้น และอาจจะส่งผลให้กระดูกทั่วร่างแตกละเอียด จุดแรก เมื่อไฟฟ้าสำรองทำงาน มันจะหยุดลิฟต์จากการร่วงลงมา จุดที่สอง มันจะช่วยรองรับตำแหน่งและป้องกันคุณจากการหล่นและการบาดเจ็บถ้าคุณเสียสมดุล จุดที่สาม การพิงผนังจะทำให้มันช่วยป้องกันหลังและกระดูกคุณจุดที่สี่ เส้นเอ็นจะเป็นจุดเชื่อมต่อที่ยืดหยุ่น มันสามารถยืดกระดูกเข้าด้วยกันเป็นกิจกรรมต่างๆ แต่จะจำกัดบางสิ่งเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ ดังนั้น ผลกระทบจากกระดูกแตกจะลดลงจากการกระแทกของการร่วงหล่น

คนที่เป็นเพื่อน

คอยเตือน ยามเพื่อนพลั้ง
คอยฟัง ยามเพื่อนขอ
คอยรอ ยามเพื่อนสาย
คอยพาย ยามเพื่อนพัก
คอยทัก ยามเพื่อนทุกข์
คอยปลุก ยามเพื่อนท้อ
คอยง้อ ยามเพื่อนงอน
คอยสอน ยามเพื่อนผิด
คอยสะกิด ยามเพื่อนเผลอ
คอยเจอ ยามเพื่อนหา
คอยลา ยามเพื่อนกลับ
คอยปรับ ยามเพื่อนเปลี่ยน
คอยเรียน ยามเพื่อนเที่ยว
คอยเคี่ยว ยามเพื่อนเล่น
คอยเย็น ยามเพื่อนร้อน
คอยหอน ยามเพื่อนเห่า
คอยเฝ้า ยามเพื่อนฟุบ
คอยอุบ ยามเพื่อนปิด
คอยคิด ยามเพื่อนถาม
คอยปราม ยามเพื่อนหลง
คอยปลง ยามเพื่อนแกล้ง
คอยแบ่ง ยามเพื่อนหมด
คอยอด ยามเพื่อนทาน
คอยคาน ยามเพื่อนล้ม
คอยชม ยามเพื่อนชนะ
คอยสละ ยามเพื่อนชอบ

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

ร้านอาหารเปิด 24 ชั่วโมง

Bug&Bee FUSION FOOD 24 HOURS
Bug&Bee เปิดตัวครั้งแรกบนถนนสีลม เมื่อ 28 ธันวาคม 2004 โดย มร.โทนี่ คิง และ มร. แอนดรูว์ ไล สองนักธุรกิจชาวฮ่องกง ที่ตั้งใจสนองวิถีชีวิตบิซิเนสในช่วงกลางวันและไลฟ์สไตล์ของคนกลางคืน อาหารและเครื่องดื่มเน้นแบบประยุกต์แนวใหม่ ( Fusion) โดดเด่นและขึ้นชื่อคือ “เครป” แป้งเครปสูตรเฉพาะของทางร้านที่นำมาแปลงโฉมเพื่อใช้กับเมนูอาหารจานต่างๆกลางวัน วางเป้าไว้ที่ลูกค้ากลุ่ม First Jobber อายุ 22-35 ปี แต่ความจริงกว่า 70 % มีอายุเฉลี่ย 20 – 32 ปี หลังเที่ยงคืนไปแล้ว กลุ่มลูกค้าไม่ผิดคาดไปจากที่วางไว้ตอนแรกเมื่อตั้งร้านคือ นักท่องราตรีในละแวกนี้ แต่ที่เหนือความคาดหมายคือ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ผ่านมาพลิกเมนูหน้าร้านและบางคนดั้นด้นมาเพราะพบโฆษณาที่ปรากฏในไกด์บุ๊กจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ ช่วงเย็นทุกวัน ผู้คนล้นหลามเพราะนัดมากินอาหารเย็นกันที่นี่ ดึกหน่อย Bug&Bee กลายเป็นแหล่งนัดพบสุดเก๋และอินเทรนด์ที่สุดของคนเที่ยวละแวกนี้ เพราะสีสันของร้านตลอดจนการออกแบบมุมต่างๆ มีความเป็นไลฟ์สไตล์เหมาะเจาะกับตัวคนละแวกนี้ที่เน้นข้อมูลข่าวสารที่ว่องไว รวดเร็ว และใช้ชีวิตอย่างมีรสนิยมพร้อมที่จะปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาร้าน Bug&Bee บริการอินเทอร์เน็ตแบบ Wi-Fi ฟรีสำหรับผู้ที่นำแลปท็อปของตนเองมาที่ร้าน และยังมีคอมพิเตอร์พร้อมฟรีอินเทอร์เน็ตเตรียมไว้ให้ลูกค้าที่ต้องการอัปเดตเทรนด์ต่างๆ จากทั่วโลจานนี้บริการ 24 ชั่วโมง อาหาร - Crepe Spinach Lasagne (ลาซานญาผักโขม)Curry Crab Crepe (เครปปูผัดผงกะหรี่) เครื่องดื่ม - Mint Honey Lemon (ใบสะระแหน่ น้ำผึ้ง มะนาปั่น) มุมน่านั่ง ชั้นหนึ่ง - บรรยากาศสไตล์คาเฟ่ ชั้นสอง - บรรยากาศสดใสมีนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมากมายให้ลูกค้าได้เพลิดเพลินยามว่างวัน –เวลาน่านั่ง ศุกร์ –เสาร์ (คนไม่เยอะ) ชั้นสาม - โรแมนติกมากๆ เป็นบรรยากาศผ่อนคลายจากความสับสนวุ่นวายของชีวิตกลางกรุง วัน-เวลาน่านั่ง โซนมาตรฐานสำหรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่ม มาเองหรือสำรองที่นั่งล่วงหน้าจะแนะนำชั้นนี้ เพราะบรรยากาศสบายๆ เป็นกันเองและเงียบกว่าชั้น 2 (ชั้นลอย)ชั้นสี่ - มีระเบียงด้านนอก จัดเตรียมไว้สำหรับผู้ที่ต้องการสูบบุหรี่โดยเฉพาะ ซึ่งสามารถมองลงไปเห็นบรรยากาศบนถนนสีลม บางคืน ยามดึกมาก หากไม่มีลูกค้าใช้บริการจะขอปิดน- เวลาน่านั่ง จันทร์ – พฤหัสบดี (หลัง 1 ทุ่มไปแล้ว คนไม่เยอะ)เวลา –อารมณ์ - คน - บรรยากาเช้า บริการชุดอาหารเช้า อาหารง่ายๆ อื่นๆ เช่น วอฟเฟิล , โจ้ก , กาแฟ สำหรับคนทำงานละแวกนี้ กลางวัน บริการชุดอาหารกลางวัน และจานอื่นที่ลูกค้าต้องการบ่าย นิยมเครื่องดื่ม ขึ้นชื่อมากคือ แมงโก มาร์เวล ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างมะม่วงน้ำดอกไม้สุกกำลังดีปั่นกับน้ำแข็งให้ละเอียดเป็นหนึ่งเดียว ราดบนเม็ดสาคูสีเขียวหยก อื่นๆ น่าสนใจ เช่น แฮมแอนด์ชีส , สแนกง่ายๆ ตลอดจนขนมเค้กชาและกาแฟเย็น นัดกลุ่มเพื่อนมากินเครปดึก 21.00 น.เป็นต้นไป จะเป็นแหล่ง “นัดพบ” ก่อนและหลัง “เริงราตรี” เพราะฉะนั้น วันศุกร์ – เสาร์คนจะมากกว่าวันปกติ ถ้าต้องการความเป็นส่วนตัวควรมาในคืนวันปกติจันทร์ – ศุกร์ (ยามบ่าย) จะมีลูกค้าขาประจำนำแล็ปท็อปมานั่งทำงานกันที่นี่ ชั้นเดิม ที่เดิม มุมเดิม
ชื่อร้าน Bug&Bee ที่ตั้ง 18 ถนนสุริยวงศ์ เขตบางรัก กทม.
สำรองที่นั่งล่วงหน้า โทร. 0-2233-8118

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

กินเฟร้นฟรายบอกนิสัย


ถ้าคุณ....บีบ (ใส่จาน) แล้วจิ้ม

คุณเป็นคนอบอุ่นและตรงไปตรงมา สามารถควบคุมและจัดการทุกอย่างได้ดี ยึดถือกฏเกณฑ์อย่างเคร่งครัด แต่ลึก ๆ แล้วคุณเป็นคนหัวดื้อพอตัวเลยล่ะ คุณไม่ชอบเปลี่น แปลงอะไรตามใคร เคยทำมาอย่างไร ก็จะทำอยู่อย่างนั้น อย่ามาโน้นน้าวซะให้ยาก

ถ้าคุณ....ปิ๊ด ปิ๊ด ปิ๊ด

โดยทั่วถึงกัน คุณเป็นคนเปิดเผยและมีมนุษย์สัมพันธ์ที่เยี่ยมยอด ใคร ๆ ก็โผเข้าหาคุณทั้งนั้น คุณเป็นคนเข้าอกเข้าใจผู้อื่น เฉลียวฉลาด อย่างนั้นน่ะสิเพื่อน ๆ ถึงเห็นคุณเป็นศิราณี คุณ คึกคักอยู่เสมอและชอบผจนภัย

ถ้าคุณ...ชอบสร้างงานศิลปะบนจาน

คุณเป็นคนสบาย ๆ ติดดินไม่มีพิธีรีตอง และมองโลกในแง่ดี ไม่ว่าสถานการณ์จะมีทุกข์ร้อนหรือคับขับแค่นั้น คุณก้ยังมีรอยยิ้มอยู่เสมอ ๆ และคุณก็พยายามทำให้คนอื่น อารมณ์ดีตามคุณด้วย

ถ้าคุณ...บีบแล้วส่ายหน้าไปมา

คุณนี่แหละเขาเรียกว่านักสร้างสรรค์ คุณเต็มไปด้วยพลีงชีวิต สุดแสนกระตือรือร้น คุณเป็นตัวของตัวเองสูง หากใครไม่เชื่อหรือไม่เห็นด้วยกับคุณคุณจะมีพิธีพูดอันชาญฉลาด ที่โน้นน้าวให้เขาคล้อยตามคุณได้ในที่สุด

ถ้าคุณ...ปิ๊ด-ด-ด-ด จนล้มหลาม

ขอใช้ศัพท์เลยละกันว่า คุณเป็น entertainer ที่ดี แน่ะ มีแววรุ่งอย่างพี่เบิร์ด พี่เจมส์แล้ว คุณชอบทำให้คนอื่นมีความสุข ชอบการแสดงมา-ก-ก-ก และชั้นคลั่งเลยล่ะคุณรัก อิสระเสรี ชอบแสดงออกและเปิดเผย ไม่กังวลในสิ่งใดที่คนอื่นเขากลุ้มกันจะแย่

ถ้าคุณ....บีบที่ละหน่อย (อย่างกับกลัวหมด)

ถ้าคุณเป็นคนที่รู้จักตัวเอง รู้ว่าตัวเองชอบอะไรต้องการอะไร ไม่ถูกคนอื่นชักจูงไปได้โดยง่าย คุณเป็นคนมีน้ำอดน้ำทดและทะเยอทะยาน ดังนั้น คุณจะไปถึงจุดหมายที่ตัวเอง หมายปองแน่

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

ดูรถไฟญี่ปุ่น ละเหี่ยรถไฟไทย

"ญี่ปุ่น" เป็นประเทศที่มีระบบการขนส่งที่สะดวกสบาย ปลอด ภัย และตรงเวลาที่สุดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขนส่งในระบบราง ทั้งรถไฟแบบธรรมดา และรถไฟฟ้า ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ญี่ปุ่นได้รับการยอมรับไปทั่วโลกว่าเป็นผู้นำเทคโนโลยีด้านนี้
ใน อดีตการเดินทางขนส่งทางรถไฟของญี่ปุ่นดำเนินการภายใต้ระบบ "โคะกุยู เทะสึโด" หรือ "รถไฟแห่งชาติ" เป็นบริษัทแห่งชาติ ภายใต้การควบคุมของสถาบันรถไฟ ต่อมารัฐบาล โดย รมว.รถไฟ และ รมว.คมนาคมและการสื่อการ เข้าควบคุมการดำเนินการทำงานทั้งหมดของบริษัทรถไฟแห่งชาติ และเปลี่ยนชื่อเป็น "การรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่น" (Japanese Government Railways: JGR)
จนกระทั่งประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ถือเป็นภาวะลำบากมากที่สุดช่วงหนึ่งของการเดินรถ รัฐบาลต้องรื้อถอนรางรถไฟไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นแทน เนื่องจากประสบปัญหาขาดแคลนเหล็กกล้า
พอสงครามสิ้นสุด ญี่ปุ่นแพ้สงคราม การรถไฟญี่ปุ่นเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อผู้นำทางทหารของสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาดูแลญี่ปุ่น สั่งการให้แปรรูปการรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่น เป็นบริษัทมหาชน ในปีพ.ศ. 2492 ส่งผลให้กิจการประสบความสำเร็จอย่างสูง
ครั้นในปีพ.ศ.2507 การรถไฟญี่ปุ่นก้าวไปอีกขั้น ด้วยการสร้างรถไฟความเร็วสูง "ชินคันเซน" ขึ้นใช้เป็นครั้งแรก นับเป็นความก้าวหน้าทางการขนส่งของญี่ปุ่น ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลกในขณะนั้น ทำให้บริษัทพยายามที่จะก่อสร้างเครือข่ายรถไฟด่วนชนิดนี้ออกไปทั่วประเทศ ด้วยการกู้เงินจำนวนมากมายมหาศาล จนกลายเป็นหนี้มากขึ้น
ทำให้ในปี พ.ศ.2530 การรถไฟแห่งญี่ปุ่นเป็นหนี้จำนวนมหาศาลถึง 25 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รัฐสภาญี่ปุ่นจึงแก้ปัญหาด้วยการยุติโครงการเครือข่ายรถไฟนี้ แล้วใช้วิธีแบ่งการรถไฟญี่ปุ่นออกเป็นบริษัทย่อยๆ หลายบริษัท ที่มีชื่อเรียกว่า กลุ่มบริษัทรถไฟญี่ปุ่น (JR Group) เปิดดำเนินการตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศแทน
วิธี การนี้ทำให้แก้ปัญหาหนี้สินมหาศาลได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีการขนส่งระบบรางมากขึ้น ผลจากการทำงานอย่างจริงจัง ส่งผลให้ปัจจุบันคนญี่ปุ่นได้รับความ สะดวกสบายจากการเดินทางโดยรถไฟมากที่สุดในโลก
ในแต่ละวันขบวนรถไฟ สายต่างๆ ขนส่งประชาชนไปยังจุดหมายต่างๆ ผ่านจุดสำคัญ มีเส้นทางเชื่อมโยงติดต่อครอบคลุมทุกมุมเมือง ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงไม่จำเป็นใช้รถยนต์ส่วนตัว เพราะไม่เพียงจะต้องเสียค่าน้ำมันที่แพงแล้ว ที่จอดรถยังหายากและค่าจอดแพงหูฉี่อีกด้วย
นอกจากนี้ ที่ญี่ปุ่นยังมีบริษัทเอกชนทำธุรกิจและผลิตรถไฟชนิดต่างๆ ที่ไม่เพียงแต่จะส่งขายให้แก่บริษัทรถไฟในประเทศเองเท่านั้น แต่ยังรับผลิตส่งออกไปยังประเทศต่างๆ เช่นที่ บริษัทคาวาซากิ เฮียวโก เวิร์ก จำกัด ที่คณะของ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยา ศาสตร์และเทคโน โลยี เดินทางไปดูงานในช่วงต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา
บริษัทแห่งนี้มี ออร์เดอร์รถไฟ ทั้งใต้ดิน และความเร็วสูง หรือชินคันเซนรุ่นต่างๆ ทั้งจากสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ไต้หวัน สิงค โปร์ และอีกหลายประเทศ
เนื่อง จากในอนาคตอันใกล้อุตสาหกรรมรถไฟจะเป็นที่นิยมยิ่งขึ้นในระบบการขนส่ง เพราะมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ทั้งความเร็วและความสะดวกสบาย รวมทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นการลดภาวะโลกร้อนไปในตัว
ใน การผลิตรถไฟของบริษัทคาวาซากิฯ ให้ความสำคัญทุกขั้นตอนการผลิต โดยจะทดสอบในทุกๆ ขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งของตัวรถเมื่อเกิดการชน, การทดสอบด้านการอากาศพลศาสตร์ในระหว่างเคลื่อนที่, ความสัมพันธ์กันระหว่างตัวรถกับโบกี้ (ส่วนล่างที่สัมผัสกับรางทำให้รถไฟเคลื่อนที่), ทดสอบความเร็ว รวมไปถึงด้านสิ่งแวดล้อม จะทดสอบจนกว่าจะมั่นใจว่ารถไฟที่ถูกนำออกมาใช้ งานมีคุณภาพมาตรฐานเต็ม 100 เปอร์ เซ็นต์
สำหรับการผลิตรถไฟแต่ละ ขบวน แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนหลัก คือ ผลิตตัวรถไฟ หรือบอดี้ และการผลิตโบกี้ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ที่จริงแล้วถูกแบ่งแยกออกจากกันอย่างชัดเจนและเรียกต่างกัน
" บอดี้รถไฟ" คือส่วนของตัวห้องโดยสาร จะต้องเลือกเหล็กประกอบให้เหมาะสมกับส่วนต่างๆ ของตัวรถ เช่น บริเวณรอยต่อ หลังคา พื้น หรือผนัง เพื่อให้แข็งแรงทนทานและปลอดภัยที่สุด
จาก นั้นจึงนำมาประกอบเข้าด้วยกันจนเป็นตัวห้องโดยสาร ตกแต่งภายในและภายนอกด้วยความละเอียดจนกว่าจะเสร็จ และรอประกอบเข้ากับโบกี้ ซึ่งมีขั้นตอนการผลิตตั้งแต่การขึ้นรูป ติดล้อที่ผ่านการทดสอบมาอย่างดี ติดเครื่องส่วนประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อนำมาประกอบรวมกันทั้ง 2 ส่วนจะได้เป็นรถไฟสวยงามเต็มรูปแบบ ก่อนนำไปทดสอบระบบต่างๆ อีกครั้ง ให้พร้อมก่อนนำส่งถึงมือลูกค้า
คุณ หญิงกัลยากล่าวระหว่างดูงานว่า การขยายการขนส่งในระบบรางเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาล ที่เตรียมจะผลักดันให้มีเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย ลดปัญหาด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ การได้พูดคุยกับผู้บริหารของบริษัทคาวาซากิฯ นับเป็นประโยชน์อย่างมาก ที่จะสามารถนำความก้าวหน้าด้านการรถไฟของบริษัทเอกชนญี่ปุ่น มาปรับใช้พัฒนาอุตสาหกรรมรถไฟของไทย ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงคมนาคม
หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยเจรจาร่วมกัน โดยมีแนวความคิดจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีด้านการขนส่งทางราง เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการศึกษาวิจัยเทคโนโลยีการขนส่งทางราง หรือรถไฟชนิดต่างๆ ที่ในอนาคตจะเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยมากขึ้น
" หน่วยงานนี้จะมีหน้าที่รับผิดชอบครอบคลุมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สำคัญ และจำเป็นต่อการจัดการด้านการคมนาคม ขนส่งทางราง, การฝึกบุคลากรดูแลในระบบต่างๆ เช่น ควบคุมดูแลเรื่องความปลอดภัย ระบบบำรุงรักษา การตรวจสอบมาตรฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง"
"รวมไปถึงการ ศึกษาเกี่ยวกับการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ของรถไฟ เพื่อให้บุคลากรไทยมีความรู้ด้านนี้มากขึ้น จะสามารถทำให้การพัฒนางานด้านการขนส่งทางรางของไทยมีความก้าวหน้าและปลอดภัย มากกว่าที่เป็นอยู่ เรามองว่าประเทศไทยเองก็มีศักยภาพที่น่าจะผลิตรถไฟเช่นเดียว กันนี้ได้ อาจจะเป็นไปในรูปแบบของการผลิตชิ้นส่วนรถไฟต่างๆ ซึ่งได้พูดคุยกับบริษัทไปบ้าง เขาเองก็แสดงความสนใจ และหากมีการลงทุนจริงๆ จะทำให้เกิดการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย" คุณหญิงกัลยากล่าว
อย่างไรก็ตาม กว่าจะถึงวันที่ประเทศไทยผลิตรถไฟขึ้นใช้เองได้คงต้องใช้เวลามากกว่าสิบปี ขึ้นไป หวังเพียงแค่วันนี้คนไทยมีรถไฟที่มีคุณภาพ สะอาด สะดวก ปลอดภัย ตรงเวลา ก็เพียงพอแล้ว
ไม่ใช่จู่ๆ ก็ปล่อยทิ้งผู้โดยสารกลางทางดื้อๆ ประท้วงสไตรก์เพื่อประโยชน์ของคนไม่กี่กลุ่ม

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

ข้อดีของผู้ชาย

ข้อดีของผู้ชาย
1. ผู้ชายมีพุง เรียก "หุ่นอาเสี่ย" ผู้หญิงมีพุง เรียก "ยัยหมูพะโล้สามชั้น"
2. ผู้ชายกล้ามใหญ่ บอก "เธอดูแมนจัง" ผู้หญิงกล้ามใหญ่ บอก "เธอจะล่ำแข่งกับฉันหรือไง"
3. ผู้ชายมือไม้หยาบ "ดูเป็นคนขยันทำมาหากิน" ผู้หญิงมือไม้หยาบ ถามว่า "เธอไปทำนามาหรือไง"
4. ผู้ชายตัวดำ บอก "แม้นแมนนะเธอ" ผู้หญิงตัวดำ เรียก "ข้าวนอกนา"
5. ผู้ชายไม่แต่งงาน เหตุผล “รักสนุก ไม่อยากถูกผูกมัด (โดยผู้หญิง)” ผู้หญิงไม่แต่งงานเหตุผลเดียวที่มีได้ “ไม่มีใครเอา”
6. ผู้ชายหลายใจใครเค้าบอก “เจ้าชู้นะนายคนเนี้ย” ผู้หญิงหลายใจสงสัยจะ “xxxไปทั่ว”
7. ผู้ชายเก็บเงินเก่ง เรียก "ประหยัด" ผู้หญิงเก็บเงินเก่ง เรียก "งก"
8. ผู้ชายไฟแรงสูงเรียก "สมรรถภาพดี" ผู้หญิงไฟแรงสูงเรียก "เซ็กส์จัด"
9. ผู้ชายมีหลายบ้าน บอกว่า "มีความสามารถโดยเฉพาะเรื่องการบริหาร (ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด)" ผู้หญิงหลายบ้าน บอก "แพศยา ทำได้ไง"
10. ผู้ชายโกหกเรื่องผู้หญิงคนอื่นเรียก "รู้จักพูดให้สบายใจ" ผู้หญิงโกหกเรื่องผู้ชายคนอื่น เรียก "อีตอแหล"
11. ผู้ชายไม่เอาใจใส่ มันเป็น “ธรรมชาติของผู้ชายยังงี้” ผู้หญิงไม่เอาใจใส่ สงสัยจะต้อง "หาคนใช้วัย 16 มาอยู่ด้วยดีกว่า”
12. ผู้หญิงดูแลผู้ชายมากๆมักถูกมองว่า “เธอรักเขา” ผู้ชายดูแลผู้หญิงมากๆมักถูกมองว่า “...นี่ หลงชัวร์”
13. ผู้ชายเป็นใหญ่ในบ้านเรียก “ผู้นำครอบครัว” ผู้หญิงเป็นใหญ่ในบ้านเรียก "ผู้นำเผด็จการอำนาจนิยม ข่มสามี"
14. ผู้ชายขับรถห่วยแตก มองว่า “มือใหม่หัดขับ” ผู้หญิงขับรถห่วยแตก มองว่า “ป้า ๆ แบบนี้น่าจะนอนอยู่บ้านมากกว่านะ”
15. ผู้ชายห้องรก สกปรก อุบาทว์ บอก “นี่มันห้องชายโสด” ผู้หญิงห้องสกปรก บอก “อีนี่โสโครก”
16. ผู้ชายมีกลิ่น เรียก ”กลิ่นดึงดูดทางเพศ ได้กลิ่นแล้วเซ็กซี่” ผู้หญิงมีกลิ่น เรียก ”สาปควายไม่ก็ปาน”
17. ผู้ชายปล่อยตัวเรียก “เรียบง่ายดีจัง” ผู้หญิงปล่อยตัวเรียก “นังxxx”
18. ผู้ชายพูดหยาบ บอก “พูดจาประสาเพื่อนฝูง” ผู้หญิงพูดหยาบ บอก “อีปากตลาด”
19. ผู้ชายร้องไห้ “น้ำตาลูกผู้ชาย” ผู้หญิงร้องไห้ “สำออย 100%”
20. ผู้ชายพูดจาเปิดเผย “เป็นคนจริงใจ” ผู้หญิงพูดจาเปิดเผย “อีนี่หน้าด้านจริงๆเล๊ย”

เรื่องง่ายๆ ที่ผู้หญิงอยากบอกให้ผู้ชายรู้!!

เรื่องง่ายๆ ที่ผู้หญิงอยากบอกให้ผู้ชายรู้!!
1. การที่เธอโทรหาคุณบ่อยๆ และชอบถามคุณว่า “อยู่ไหน อยู่กะใคร” นั้นแหละ รู้มั้ยว่าเค้าเป็นห่วงคุณ ผู้ชายหลายคนอาจจะรู้สึกเบื่อ รำคาญ แต่คุณรู้มั้ย จริงๆแล้วเธอไม่ได้อยากโทรไปกวนคุณหรอกนะ เธอแค่เป็นห่วงคุณ อยากรู้ความเป็นไปของคุณเท่านั้นเอง หัดเข้าใจผู้หญิงซะบ้างซิ
2. การที่เธอขี้หึงจนออกนอกหน้า คุณอย่าคิดรำคาญเชียวนะ รู้ไว้นะว่านี้แหละ คือการกระทำที่จะบอกว่า เธอรักคุณมากที่สุด ฉันรู้ว่านิสัยเจ้าชู้มันคือนิสัยของผู้ชายหลายๆคนอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยถ้าคุณมีแฟนอยู่แล้วก้อน่าจะลดๆลงหน่อย ห้ามเอานิสัยหรือคำพูดที่ทำกับแฟนคุณไปทำกับผู้หญิงคนอื่นเด็ดขาด รู้มั้ยว่า ถ้าเธอรู้เธอจะเสียใจมากแค่ไหน
3. หากวันไหนที่ทะเลาะกัน ไม่ว่าเธอจะผิดหรือคุณจะผิด แต่ถ้าเธอร้องไห้ ให้รู้ไว้นะว่านั้นมันคือน้ำตาที่ออกมาจากความรู้สึกจริงๆ ไม่ใช่การเสแสร้งแต่ประการใด รู้มั้ย ถ้าเธอไม่รักคุณ เธอจะไม่ร้องไห้ให้ใครเห็นหรอกนะ
4. เวลาเธอมีปัญหาหัดรับฟังเธอบ้างรู้มั้ย อย่าเห็นว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเองแล้วไม่อยากรับฟังซะละ การที่เธอเอาปัญหาของเธอมาบอกกับคุณ นั้นแสดงถึงความไว้ใจที่เธอมีต่อคุณนะรู้มั้ย ถึงแม้ปัญหาของเธอนั้น คุณจะช่วยอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยแค่คุณพูดปลอบใจเธอ มันก้อทำให้เธอรู้สึกดีแล้วละ อย่างน้อยคุณก็ทำให้เธอรู้สึกว่า เธอยังมีคุณอยู่ข้างๆ เสมอ
5. หากวันไหนเธอป่วย หรือไม่สบาย ก้อหัดไปดูแลเธอบ้าง แต่หากไปไม่ได้ก็ควรโทรไปหา ถามอาการบ้าง และก็หัดพูดคำว่า “เป็นห่วงนะ” ให้เธอฟังซะบ้าง รู้รึป่าวว่ามันจะทำให้อาการดีขึ้นเร็วกว่าทานยาที่หมอให้มาซะอีก
6. อย่าปล่อยให้เธอต้องรู้สึกว่าคุณเริ่มเปลี่ยนไป เพียงเพราะคุณไม่มีเวลาว่างให้กับเธอเท่านั้น อย่างน้อยถ้าหากคุณไม่ว่างก็น่าจะบอกเธอก่อน เธอจะได้ไม่ต้องห่วงคุณมากเกินไป ว่า “ตอนนี้คุณจะเป็นอะไรรึป่าว หรือว่าคุณอยู่กะผู้หญิงคนไหน” รู้ไว้นะ โรคประจำตัวของผู้หญิงคือ “โรคคิดมาก” เนี่ยแหละ ถ้าคุณไม่รีบเคลียร์นะ เธอจะคิดไปได้ไกลแสนไกลเลยแหละ
7. อย่าเห็นว่าการเอาแต่ใจตัวเองของเธอเป็นเรื่องที่น่ารำคาญ เพราะนี่มันคือนิสัยของผู้หญิงทุกคนอยู่แล้ว สาเหตุของการชอบเอาแต่ใจตัวเองของเธอ มันไม่ได้มีอะไรมากหรอก เธอแค่อยากเป็นคนที่สำคัญที่สุดของคนที่เธอรักมากที่สุดเท่านั้น ซึ่งคน ๆ นั้นก็คือคุณ
8. อย่ามองว่าผู้หญิงเป็นคนไร้เหตุผล เพราะอันที่จริงแล้วเหตุผลของเธอมีมากมายกว่าเหตุผลที่คุณคิดได้ซะอีก เพียงแต่เธอไม่อยากพูดเท่านั้นเอง
ทีนี่คุณพอที่จะเข้าใจรึยังละว่า ความรู้สึกของผู้หญิงที่เวลาเธอรักคุณมากมันเป็นยังไง มันคงไม่ยากหรอกนะ ถ้าคุณจะพยายามหัดเข้าใจเธอซะใหม่ “อย่าปล่อยให้คนที่เค้ารักคุณมากที่สุด ต้องเจ็บปวดมากที่สุดเพราะคุณเลย ”

ความรักคือ

ความรัก คือ การให้ ... ให้ทุกสิ่งทุกอย่าง กับคนที่เรารัก
ความรัก คือ ความเกลียด ... เกลียดทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มายุ่งกับคนที่เรารัก
ความรัก คือ ความกลัว ... กลัวที่จะเป็นทุกข์ เพราะคนรัก
ความรัก คือ ความอยาก ... อยากที่จะให้คนรัก รักเราเหมือนกับที่เรารักเค้า

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

อยากให้ชาวไทยตั้งจิตอธิฐาน

ขอให้ชาวไทยทุกหมู่เหล่า ตั้งจิตอธิษฐานด้วยสัจจะวาจาว่า "สัพพะพุทธานุภาเวนะ ด้วยอำนาจของพระพุทธเจ้า
สัพพะธัมมานุภาเวนะ ด้วยอำนาจของพระธรรม สัพพะสังฆานุภาเวนะ ด้วยอำนาจของพระสังฆเจ้า
พระบรมสารีริกธาตุที่มีอยู่ในประเทศไทย และต่างประเทศ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่ในประเทศไทย
และต่างประเทศ เสื้อบ้านเสื้อเมือง ได้ดลบันดาลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ (ในหลวง) ทรงหายพระประชวรในเร็ววัน" ด้วยเทอญ

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553

ต้นคริสมาส

.. ต้นคริสต์มาส ..
ในสมัยโบราณหมายถึงต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากิน และทำบาปไม่เชื่อฟังพระเจ้า ตั้งแต่ศตวรรษที่11 ชาวคริสต์แสดงละครที่หน้าวัด ถึงความหมายของคริสต์มาสและเอาต้นไม้ต้นหนึ่งไว้ตรงกลางเพื่อประดับฉากแสดงถึง บาปกำเนิดของอาดัมและเอวาต้นไม้ที่ใช้เป็นต้นสน เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่หาง่าย ที่สุดในประเทศเหล่านั้น

การแสดงละครคริสต์มาสแบบนี้ มีมาเป็นเวลาช้านานหลายร้อยปี จนถึงศตวรรษที่15 พระสังฆราชหลายแห่งได้ห้ามแสดง เนื่องจากการแสดงนั้นกลายเป็นการเล่น เหมือน ลิเก ล้อชาวบ้าน ผู้ปกครองบ้านเมือง และศาสนาซึ่งไม่ตรงกับบรรยากาศของการฉลอง ชาวบ้านรู้สึกเสียดายที่ ไม่มีโอกาสดูละครสนุกๆแบบนั้นอีก จึงไปสนุกกันที่บ้านของตน โดยเอาต้นไม้มาไว้ที่บ้าน เพราะต้นไม้เป็นจุดเด่นในลานวัด ที่เขาเคยร่วมสนุกกัน จากนั้นก็เริ่มมีการแขวนลูกแอปเปิ้ลและแขวนแผ่นขนมปังเพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิท ซึ่ง ก็มีวิวัฒนาการ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุด ก็กลายเป็นขนมและของขวัญ อย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้

เราจะเห็นได้ว่าวันคริสต์มาสเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง เพื่อเป็นการระลึกถึงวันที่พระบุตร ของพระเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์เป็นพระเจ้า ที่จะอยู่กับเราตลอดไป เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ เป็นพี่หัวปีที่จะนำมนุษย์ทั้งมวลไปสู่พระบิดาเจ้า พระองค์เป็นความสำเร็จบริบูรณ์ ตามคำ สัญญาของพระเจ้าที่จะดูแลป้องกัน รักษาเราผู้เป็นประชากรของพระองค์

คริสต์มาส


.. คริสต์มาส คริสมาส ..

เป็นการฉลองการบังเกิดของพระเยซูที่เราเฉลิมฉลองกันในวันที่ 25 ธันวาคม คำว่า " คริสต์มาส " เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณ ว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" คำว่า "Christes Maesse" พบครั้งแรกในเอกสารโบราณเป็นภาษาอังกฤษในปี 1038 และคำนี้ก็ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas

ในภาษาไทย " คริสต์มาส " ก็มีความหมาย เช่นกัน คำว่า "มาส" แปลว่า "เดือน" เทศกาลคริสต์มาสจึง เป็นเดือนที่เราระลึกถึงพระเยซูคริสต์เจ้าเป็นพิเศษ คำว่า"มาส" คือ"ดวงจันทร์" ตีความหมายในภาษาไทยคือพระเยซูทรงเป็นความสว่างของโลก เหมือนดวงจันทร์ เป็นความสว่างในตอนกลางคืน Merry X'mas คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า"สันติสุขและความสงบทางใจ"

คำนี้จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรคนอื่น ขอให้เขาได้รับสันติสุขและความสงบทางใจ ถือเอาประเพณีของชนในท้องถิ่นนั้น มาประยุกต์เข้ากับศาสนา โดยจัดให้มีการฉลองเพื่อระลึก ถึงการบังเกิดของพระเยซู ที่เขายกย่องเหมือนกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสากลโลก ผู้ทรงเกียรติเลอเลิศประเพณี นี้ ได้เริ่มมาจากรุงโรมในศตวรรษ ที่ 4 และ ค่อยๆ เผยแพร่ไปทุกทวีป
.. ซานตาคลอส ซานต้าครอส ..
วันคริสต์มาสนี้เริ่มตั้งแต่คริสตวรรษที่4 มีนักบุญคนหนึ่งชื่อ "นิโคลาส " หรือ "เซนต์นิโคลาส" ท่านเป็นนักบุญ ตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่อเป็นเด็กหนุ่ม ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นสังฆราชแห่งแคว้นไมรา ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศตุรกี ท่านได้กลายเป็นนักบุญอุปถัมถ์ประจำชีวิตเด็ก

เด็กในประเทศอังกฤษ จะเรียกคุณตาใจดีว่า "คุณพ่อแห่งวันคริสต์มาส" ( Father Christmas ) เด็กเยอรมันนีเรียกว่า "ญาติแห่งพระคริสต์ " ( Christ Child ) เด็กชาวดัชท์เรียกว่า "ซาน นิโคลาส" หรือ "Sankt Klous" ในที่สุดกลายเป็น " ซานตาคลอส " ติดปากเด็กๆทั่วโลก

ในปี ค.ศ. 1866 นักวาดการ์ตูนชาวอเมริกัน ชื่อ โธมัส แนส เป็นคนแรกที่วาดภาพของ ซานตาคลอส ขึ้นมาลักษณะเหมือนที่เรา เห็นทุกวันนี้ ลงพิมพ์ในหนังสือ "Horpers Weekly"เป็นครั้งแรกใบหน้าของซานตาคลอส เป็นสีแดงอมชมพูเหมือนกลีบกุหลาบ จมูกแดงเหมือนผลเชอรี่สุก นัยน์ตาสุกใสเป็นประกาย หนวดเคราสีขาวท่าทางใจดี ถึงแม้ซานตาคลอสจะเป็นเพียง ตำนานที่เกิดขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสก็ตาม แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ ที่รวมเอาวิญญาณและความหมายของคริสต์มาสไว้อย่างมากมาย คือความปิติยินดีชื่นชม ความโอบอ้อมอารี ความรัก และความเป็นกันเอง และที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กๆคือ ของขวัญ ของขวัญ และ ของขวัญ

อวยพรด้วยกลอนปีใหม่

สวัสดี ปีใหม่ ขอให้สุข
หมดสิ้นทุกข์ กายจิต มิผิดผัน
อายุมั่น ขวัญยืน สี่หมื่นวัน
มีผิวพรรณ ผ่องนวล เย้ายวนชม
ปรารถนา เงินทอง กองท่วมฟ้า
ทำการค้า ร่ำรวย ไปสวยสม
มียศศักดิ์ รักใคร ใคร่ภิรมย์
ขอให้กลม เกลียวกัน และมั่นคง
ถ้าผู้ใด ใจว่าง เรื่องทางรัก
ให้พบพักตร์ กันที อย่ามีหลง
หากอกหัก หนักไป ครวญใคร่ปลง
ขอท่านจง โชคดี ทั้งปีเทอญ

ตำนานซานตาคลอส

ตำนานซานตา คลอส
ช่วงสัปดาห์ก่อนถึงปีใหม่นั้นเป็นเทศกาลคริสต์มาส ที่พี่น้องคริสเตียนเฉลิมฉลองกันทั่วโลก และสัญลักษณ์ที่ขาดเสียมิได้ของเทศกาล นี้ก็คือบุรุษร่างท้วมไว้เคราขาวในชุดเสื้อผ้าและหมวกสีแดง ขี่เลื่อนที่ลาก ด้วยกวางเรนเดียร์ หัวเราะเสียงโฮโฮโฮ ประสานกับเสียงกระดิ่งจิงเกิลเบล และสิ่งสำคัญที่สุดซึ่งเด็กๆ เฝ้ารอคอยก็คือของขวัญที่บุรุษผู้นี้จะนำมาให้โดยแอบใส่ไว้ใน ถุงเท้า ตื่นเช้าขึ้นมารีบเปิดถุงเท้าออกดู พบของขวัญเพียบ คุณพ่อคุณแม่ผู้ยืนไม่รู้ไม่ชี้อยู่ใกล้ๆ จะบอกว่า บุรุษที่เอามาให้นั้นมีนามว่า ซานตา คลอส เราจึงควรทราบประวัติความเป็นมาของซานตา คลอส กันไว้บ้างดีไหมครับ
ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 3 หนูน้อยนามว่า นิโคลาส (Nicholas) ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในเมืองปาตารา ซึ่งอยู่ทางฝั่งทะเลตอนใต้ของตุรกี (ปัจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพัง) นิโคลาสได้รับการเลี้ยงดูอบรมให้นับถือศาสนาคริสต์ หากทว่าอาณาจักรโรมันซึ่งครอบครองแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอยู่ในสมัยนั้น ยังนับถือเทพเจ้าและกดขี่ชนคริสเตียน ทำให้ นิโคลาสและชาวคริสต์ทั้งปวงมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดหวั่น
ต่อมาบิดามารดาของนิโคลาสต้องเสียชีวิตลงด้วยกาฬโรค แต่ยังดีที่ทิ้งทรัพย์สมบัติมหาศาลไว้ให้กับบุตรชาย นิโคลาสในวัยหนุ่มจึงสุขสบาย และโดยที่เขาเป็นผู้มีน้ำใจ การมีทรัพย์สินจึงช่วยให้เขาสามารถสงเคราะห์ผู้ยากไร้กว่าได้อย่างง่ายดาย และสร้างตำนานที่สืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือ เมื่อหนุ่มนิโคลาส ได้ทราบข่าวครอบครัวหนึ่งซึ่งยากจน จนถึงขั้นบิดาหัวหน้าครอบครัวตัดสินใจที่จะขายลูกสาวสามคนไปเป็นโสเภณี ทั้งนี้ เพราะในดินแดนแถบนั้นมีประเพณีว่า หญิงสาวจะต้องนำเงินทองไปขอหมั้นฝ่ายชาย แต่ผู้เป็นบิดาไม่มีเงินเพียงพอที่ใช้เป็นสินสอดหมั้นให้แก่ลูกสาวได้
นิโคลาส สงสารครอบครัวนี้ ในยามราตรี เขาจึงลอบแฝงความมืด เอาถุงใส่เหรียญทองคำโยนเข้าไปทางหน้าต่างบ้านเพื่อให้ใช้เป็นค่าสินสอด เขากระทำดังนี้ติดต่อกันสองวัน ผู้เป็นบิดาของสามสาวน้อยดีใจและฉงนใจมากว่า ใครหนอที่มาช่วยเหลือ ในคืนที่สาม เขาจึงเฝ้าแอบดูแล้วก็พบว่าบุคคลผู้นั้นคือหนุ่มน้อยนิโคลาสนั่นเอง

ปีใหม่

ความหมายของวันขึ้นปีใหม่
ตามความหมายในพจนานุกรมให้ความหมายคำว่า "ปี" หมายถึง เวลาชั่วโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่งราว 365 วัน หรือ เวลา 12 เดือนตามสุริยคติ ดังนั้น "ปีใหม่" จึงหมายถึง การขึ้นรอบใหม่หลังจาก 12 เดือน หรือ 1 ปี
ความเป็นมาของ วันขึ้นปีใหม่
วันขึ้นปีใหม่ มีประวัติความเป็นมาซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยตามความเหมาะสม ตั้งแต่ในสมัยเริ่มแรกเมื่อชาวบาบิโลเนีย เริ่มคิดค้นการใช้ปฏิทินโดยอาศัยระยะต่างๆ ของดวงจันทร์เป็นหลักในการนับ เมื่อครบ 12 เดือน ก็กำหนดว่าเป็น 1 ปี และเพื่อให้เกิดความพอดีระหว่างการนับปีตามปฏิทินกับปีตามฤดูกาล จึงได้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 1 เดือน เป็น 13 เดือนในทุกๆ 4 ปี
ต่อมาชาวอียิปต์ กรีก และชาวเซมิติค ได้นำการปฏิบัติของชาวบาบิโลเนียมาดัดแปลงแก้ไขอีกหลายคราวเพื่อให้ตรงกับฤดูกาลมากยิ่งขึ้น จนถึงสมัยของกษัตริย์จูเลียต ซีซาร์ (ประมาณ 46 ปี ก่อนคริสต์ศักราช) ได้นำความคิดของนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ชื่อโยซิเยนิส มาปรับปรุงให้หนึ่งปีมี 365 วัน โดยทุกๆ 4 ปี ให้เติมเดือนที่มี 28 วัน เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน เป็น 29 วัน คือเดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่า อธิกสุรทิน เมื่อเพิ่มให้เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน ให้ทุกๆ 4 ปี แต่วันในปฏิทินก็ยังไม่ค่อยตรงกับฤดูกาลนัก คือเวลาในปฏิทินยาวกว่าปีตามฤดูกาล เป็นเหตุให้ฤดูกาลมาถึงก่อนวันในปฏิทิน

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

ปีเสือ


ปีขาลTIGER
เสือจอมพลัง
ลักษณะเฉพาะเป็นผู้นำ ชอบเสี่ยง ทำก่อนคิด เป็นคนโชคดีมากและมักเอาตัวรอดได้เสมอ
จุดเด่นกล้าทำตามความเชื่อของตนเองเป็นที่ชื่นชมของผู้อื่น
จุดอ่อนเนื่องจากใช้หัวใจนำทาง จึงกลายเป็นคนอารมณ์ร้อน
คู่รักที่เหมาะสมปีมะเมีย ปีมะโรง หรือปีจอ
คนเกิดปีขาลนั้นเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำอย่างแท้จริง นอกจากนั้นยังมีจิตใจสูงส่ง และกล้าหาญจนได้รับความเคารพแม้กระทั่งจากศัตรูของตนเอง
คนเกิดปีขาลคือนักสู้ผู้กล้าหาญที่สามารถต่อสู้ได้จนหยดสุดท้ายเพื่อสิ่งที่ถูกต้องแม้บางทีจะดูเห็นแก่ตัวไปบ้างในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่จริงๆแล้วชาวปีขาลนั้นใจกว้างไม่เบา คนเกิดปีเสือนั้นมักทำให้ผู้อื่นแปลกใจเสมอ รวมทั้งตื่นตัวและเร่งรีบอยู่ตลอดเวลาด้วย บุคลิกอันน่าเกรงขามแต่ดึงดูดใจในเวลาเดียวกัน ทำให้ใครๆ ก็หลงใหลคนเกิดปีขาล
บางทีชาวเสือก็เต็มไปด้วยความขัดแย้งในตัวเอง ไม่ว่าจะโกรธง่ายแต่สงบนิ่งใจดีแต่ขี้กลัว กล้าหาญยามคับขันแต่นุ่มนวล คนเกิดปีขาลนั้นมั่นใจในตัวเอง และบางครั้งก็มั่นใจเกินไป ถึงแม้คนเกิดปีเสือจะรักการผจญภัย และความตื่นเต้น แต่ทางที่ดีคุณไม่ควรไปท้าทายคนเกิดปีขาลหรอกนะ เพราะคนเกิดปีนี้ยังไงก็ชอบเป็นผู้ควบคุม และเผลอๆอาจต้องการจัดการกับคุณให้เลิกจุ้นก็เป็นได้
เนื่องจากเป็นคนที่รีบทำอะไรให้เสร็จเร็วๆ เสมอ คนเกิดปีขาลจึงชอบทำงานคนเดียว ชาวเสือเป็นพวกชอบทำงาน ขยัน และคล่องแคล่ว ถ้าคุณมอบหมายงานให้คนปีเสือทำล่ะก็มั่นใจได้เลยว่าจะได้รับผลงานยอดเยี่ยมมีประสิทธิภาพ คนเกิดปีเสือมักหาเงินได้มากแม้ว่าจริงๆแล้วจะไม่ได้สนใจเรื่องเงินมากนักก็ตาม ชาวขาลเป็นคนความรู้สึกไว และใจน้อยความรู้สึกรุนแรงที่มี อาจทำให้คนปีเสือพลาดท่าได้ในเรื่องความรัก นอกจากนั้นยังเป็นคนขี้หึง ขี้หวงเอามากๆ ถ้าคุณมีเพื่อนเกิดปีขาล เขาอาจขอให้คุณเข้าข้างเขาจนวินาทีสุดท้าย และด้วยความน่ารักเฉพาะตัวของเขา คุณจึงไม่สามารถปฏิเสธได้เลยสักครั้ง
คนเกิดปีขาลเป็นคนรักที่โรแมนติก ลึกซึ้ง แต่อย่างไรก็ตามคนปีนี้มักมีปัญหาไม่สามารถเดินทางสายกลางได้ (เพราะมักจะมากเกินไปตลอด) คู่ที่เหมาะที่สุดกับคนปีขาลคือคนเกิดปีจอ มะเมีย หรือวอก รองลงมาคือปีกุน หรือมะโรง ที่พอเข้ากันได้บ้างคือ ปีมะโรงหรือชวด ส่วนปีต้องห้ามคือ ปีระกา ขาล เถาะ ฉลู หรือมะแม
บ้านเปี่ยมทรัพย์ เพื่อความเจริญรุ่งเรือง เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านของคนปีขาล ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ เตียง ควรมีขนาดใหญ่กว่าปกติ หน้าบ้านควรมีต้นไม้ใหญ่ หรือสัญลักษณ์ที่ใหญ่โตโดดเด่น อาทิ มีประตูหน้าบ้านบานใหญ่ มีโอ่งน้ำขนาดใหญ่ มีบ่อน้ำขนาดใหญ่ เป็นต้น ในห้องรับแขกควรมีรูปภาพพระอาทิตย์ขึ้นประดับไว้ จะช่วยเพิ่มพลัง อำนาจ และบารมีให้มีมากขึ้นกว่าเดิม
ความรักแม้เป็นเสือที่มีเขี้ยวเล็บแพรวพราว แต่ชาวปีขาลกลับมีความอ่อนไหวในเรื่องความรัก จึงไม่น่าแปลกที่แวดวงคนเกิดปีนี้จะอบอวลไปด้วยความรักอย่างมากมาย แต่กว่าจะหารักแท้หรือที่จะเป็นคู่ชีวิตก็ยากเต็มที เพราะความเป็นเสือซึ่งก็บอกยี่ห้ออยู่แล้วว่า ทั้งเขาและเธอ รับรองคุณภาพของความเจ้าชู้ได้ทุกคน จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความร้อนแรงของวันเกิดและเดือดเกิดอีกที คนเกิดปีขาลเป็นคนที่เริ่มต้นใหม่กับความรักได้เสมอ เข้าทำนองอกหักดีกว่ารักไม่เป็น ลูกเล่นในเรื่องความรักความใคร่แพรวพราว คารมคมคายน่าหลงใหล คนเกิดปีนี้จึงทำให้คนรักได้ไม่ยากเย็น หนุ่มสาวปีขาลไม่ชอบหลอกตัวเอง เป็นคนใจแข็งปานเหล็ก เรียกว่าต่อให้รักขนาดไหน ถ้ามีสิ่งที่ไม่พอใจมากระทบความรู้สึก ประเภทที่รับไม่ได้ก็ตัดใจได้ทันทีเหมือนกัน ลักษณะเฉพาะตัวที่เด่นๆ ของเขาอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความเป็นคนช่างสังเกต แม้ต่อหน้าเหมือนไม่ใส่ใจอะไรเลย แต่ถ้าเป็นคนที่ถูกใจใครจับจะตาคนๆ นั้น ประเภทไม่ให้พลาดเลยทีเดียว คนปีเสือมักจะมีเรื่องประหลาดเกี่ยวกับความรักเกิดขึ้นกับเขาอยู่เสมอ ถ้าเขาหลงรักใครก็จะหัวปักหัวปำประเภทเอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่แต่สำหรับความผิดหวังแล้วเป็นคนละเรื่อง เมื่ออกหักก็จะจากไป ไม่ให้ความทุกข์ตามไปด้วยเป็นอันขาด