กรรม...ไร้สาย (ติดจรวด)
ถาม การเขียนข้อความหรือนำเสนอเนื้อหาอะไรผ่านอินเตอร์เน็ตโดยใช้นามแฝง ถือเป็นกรรมหรือไม่ เพราะไม่มีใครรู้จักชื่อเรา ไม่มีใครเห็นหน้าเรา ไม่มีใครได้ยินเสียงเรา เหมือนเราไม่มีตัวตนผมเห็นว่าคำถามนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจในเรื่องกรรมได้ลึกซึ้งขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่ยังนึกว่าการก่อกรรมเป็นเรื่องที่ต้องโชว์ตัว โชว์เสียง หรืออย่างน้อยก็ต้องมีชื่อแซ่ของเจ้าตัวปรากฏเป็นที่รับรู้เสียก่อน ความเข้าใจดังกล่าวนั้นคลาดเคลื่อนนะครับ กรรมนั้นคือเจตนา ต่อให้คุณนอนคิดร้ายอยู่บนยอดเขา ไม่มีใครเห็น คุณก็ทราบชัดอยู่แก่ใจ และสามารถสำเหนียกรู้สึกได้ว่า ใจคุณดำมืด เพราะโดนเมฆหมอกอกุศลทาบทับแล้ว {mosimage} สำหรับกรรมที่ทำอยู่ในใจจริงๆ มีผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจคุณเองคนเดียวนั้น เรียกว่า "มโนกรรม" สำหรับมโนกรรมนั้นจะสำเร็จสมบูรณ์เต็มขั้นในทันทีที่ตั้งใจคิดและมีความยินดีกับความคิดนั้น หากจะพูดว่ามโนกรรมคือกรรมที่ก่อแล้วยังไม่ทันส่งผลกระทบดีร้ายกับผู้อื่นก็คงได้ ตัวอย่างเช่น คุณคิดจะด่าเขา แต่ระงับใจไม่ด่า อย่างนั้นก็เป็นเพียงมโนกรรมอันเป็นอกุศล มีผลให้จิตคุณทุกข์ร้อนอยู่คนเดียว ยังไม่เป็นวจีกรรม ยังไม่มีเสียงกระทบหูใครให้ใจเป็นทุกข์ขึ้นมา แต่หากคลื่นความคิดแรงจนทะลักรั้วกั้น หลุดจากสมองไปกระทบผู้อื่น ไม่ว่าจะทางภาษาพูดหรือภาษาเขียน ทำให้เขาเกิดความเข้าใจว่าคุณคิดอย่างไร ตรงนั้นจัดว่าเป็นวจีกรรมได้หมด พูดง่ายๆ "ภาษา" นั่นเองคือเครื่องมือก่อวจีกรรมของมนุษย์ ฉะนั้นคุณจะแอบเขียนอะไรทางอินเตอร์เน็ตโดยใช้นามแฝงเฉพาะกิจ ไม่มีใครอื่นรู้เห็น ไม่มีใครรู้จักเลยแม้เพียงครั้งเดียวก็นับว่าสร้างวจีกรรมไปแล้วหนึ่งครั้ง และกรรมก็จะติดตามคุณเป็นเงาตามตัว ไม่ผิดต่างไปจากกรรมอื่นๆ ที่กระทำโดยเปิดเผยหน้าตาตัวตน เจตนาเกิดขึ้นที่จิตของคุณ กรรมก็เกิดที่จิตของคุณเช่นกัน เพราะกรรมคือเจตนา เจตนาคือกรรม ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า บุคคลคิดแล้วจึงก่อกรรมทางกาย วาจา ใจ อินเตอร์เน็ตเปิดโอกาสให้เราเห็นอะไรหลากหลายจริงๆ แม้แต่การทำงานของกรรม อย่างเช่นที่ผมรู้จักหลายๆ คน เห็นกรรมทางวาจาของเขาเบื้องต้น แล้วได้เห็นพัฒนาการหรือความเสื่อมทรามทางจิตใจในเวลาต่อมา เป็นไปตามวิธีเขียนให้ดีให้ร้ายแก่ผู้อื่น ผู้ก่อความวุ่นวาย นานไปย่อมมีจิตใจที่วุ่นวาย บั่นบ่วนเหมือนพายุ และแสดงแนวโน้มที่จะฟุ้งซ่านแส่ส่ายไปในเรื่องเหลวไหล พูดจาจับต้นชนปลายไม่ติดมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ก่อกระแสความเยือกเย็น นานไปย่อมมีจิตใจเยือกเย็น สงบราบคาบผาสุก และแสดงแนวโน้มที่จะแน่วนิ่งหนักแน่น ในเรื่องเป็นเหตุเป็นผล พูดจามีต้นมีปลายขึ้นเรื่อยๆ บอกได้เลยครับว่า วจีกรรมที่เกิดขึ้นในโลกอินเตอร์เน็ตนั้น อาจให้ผลเร็วและแรงเสียยิ่งกว่า วจีกรรมที่เกิดขึ้นในโลกความเป็นจริงเสียอีก ที่เป็นเช่นนี้เพราะอะไร เพราะบนอินเตอร์เน็ตอาจมีผู้รับคำพูดของคุณจำนวนมาก ขอให้ลองนึกดู หากคุณพูดเบาๆ ว่า "ไอ้โง่" ก็อาจมีคุณคนเดียวในโลกที่ได้ยินเสียงอกุศลของตัวเอง แต่ถ้าคุณพิมพ์คำว่า "ไอ้โง่" ลงในกระทู้ของเว็บบอร์ดที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมคับคั่ง คุณไม่มีทางปรับให้ดังหรือเบาได้ตามใจชอบได้เลย คุณทำอกุศลกรรมกับคนแบบไม่เลือกหน้าเข้าแล้ว คำด่านั้นอาจทำให้คนนับพันนับหมื่นเกิดความแสลงใจ ความแสลงใจของคนนับไม่ถ้วนนั่นแหละ จะย้อนกลับมาก่อนเหตุให้คุณแสลงใจยิ่งกว่าพวกเขาได้ ผมเห็นแล้วนึกเสียดายครับ หลายคนยังเป็นเด็ก และมีความสนุกที่จะขีดเขียนข้อความฝากไว้ในอินเตอร์เน็ตด้วยความคึกคะนอง บางทีไม่รู้ตัวเลยว่าเอาอนาคตมาทิ้งเสียด้วยการสนทนาแบบไร้หน้าไร้เสียงนี่เอง โอกาสก่อกรรมในยุคไอทีของพวกเรานี้ มีได้เป็นร้อยเป็นพันเท่ามากกว่ายุคอื่นครับ กระดิกนิ้วง่ายๆ ไม่กี่ที ผลอาจใหญ่หลวงยิ่งกว่าพยายามพูดในห้องประชุมใหญ่หลายๆ อาทิตย์เสียอีก หากจิตตั้งไว้ดีแล้วก็สบายตัวไป แต่หากจิตยังตั้งไว้ในมุมมืด อย่างนั้นก็คงน่าเป็นห่วงหน่อยล่ะ
วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
พระเครื่อง
ความเชื่อและคตินิยมพระเครื่องรางส่วนใหญ่
การสร้างสร้างให้มีขนาดเล็กเพื่อที่จะสามารถสร้างได้จำนวนมาก สำหรับบรรจุในพระพุทธเจดีย์ เพื่อว่าในอนาคตเมื่อพระพุทธศาสนาเสื่อมลง วัตถุต่างๆพังทลายยังสามารถพบรูปสมมุติของพระพุทธเจ้าเพื่อแสดงให้เห็นความเจริญรุ่งเรื่องของพระพุทธศาสนา ใช้เป็นเครื่องรางสำหรับคุ้มครองป้องกันในการออกศึกสงครามของคนโบราณ เป็นความเชื่อทางไสยศาสตร์อย่างหนึ่ง ปัจจุบันนิยมนำมาห้อยคอเป็นเครื่องรางสำหรับคุ้มครองป้องกัน
การสร้างสร้างให้มีขนาดเล็กเพื่อที่จะสามารถสร้างได้จำนวนมาก สำหรับบรรจุในพระพุทธเจดีย์ เพื่อว่าในอนาคตเมื่อพระพุทธศาสนาเสื่อมลง วัตถุต่างๆพังทลายยังสามารถพบรูปสมมุติของพระพุทธเจ้าเพื่อแสดงให้เห็นความเจริญรุ่งเรื่องของพระพุทธศาสนา ใช้เป็นเครื่องรางสำหรับคุ้มครองป้องกันในการออกศึกสงครามของคนโบราณ เป็นความเชื่อทางไสยศาสตร์อย่างหนึ่ง ปัจจุบันนิยมนำมาห้อยคอเป็นเครื่องรางสำหรับคุ้มครองป้องกัน
วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
สวนบล็อกหญ้า

“เลือกใช้วัสดุเพียงไม่กี่ชนิด แต่เป็นวัสดุที่น่าสนใจ มีเท็กซ์เจอร์ รูปทรง และสีสันที่มีลักษณะเฉพาะ ดูแลรักษาง่าย อย่างกระบะปลูกหญ้าก็ใช้เหล็กทาสีดำ ทำให้ดูเหมือนเป็นประติมากรรมชิ้นหนึ่งในสวน”
ลูกเล่นและเทคนิคการจัดสวนแบบใหม่ ๆ คือ สิ่งที่นักออกแบบภูมิทัศน์นำมาผ่านกระบวนการคิดออกแบบ และนำเสนอเพื่อสร้างความน่าสนใจให้สถานที่นั้น ๆ โครงการ block 77 สุ่ขุมวิท 77 ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เรียกได้ว่ามีการออกแบบแตกต่างไปจากสวนที่เราเห็นกันทั่วไป ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูทันสมัยและรูปทรงแปลกตาของการจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ โดยใช้บล็อกหญ้าทรงสี่เหลี่ยมเป็นหลัก ทำให้ได้ความรู้สึกของสวนยุคใหม่ ขณะเดียวกันก็ยังคงความสวยงามและประโยชน์ใช้สอยได้อย่างครบถ้วน ภายในพื้นที่สำนักงานขายของโครงการเป็นอาคารทรงกล่องสี่เหลี่ยมสีขาวซึ่งเน้นความโปร่งตา ตัวอาคารมีลักษณะเหมือนพาวิลเลี่ยน รอบ ๆ คือสวนที่ปลูกหญ้าในกระบะเหล็กทรงสี่เหลี่ยมยกสูงจากพื้นดูเหมือนงานกราฟิกสนุก ๆในสวน คุณยศพล บุญสม และคุณกันตยา นพวิชัย ภูมิสถาปนิกจากบริษัทฉมา จำกัด เล่าถึงการออกแบบตลอดจนการวางคอนเซ็ปต์งานที่แยกเป็นสามส่วนของที่นี่ให้เราฟังว่า
แนวคิด “เราวางคอนเซ็ปต์จากชื่อโครงการที่ให้เราตีความคำว่า ‘บล็อก’ ก็คิดออกมาว่าเป็นกลุ่มก้อนอะไรบางอย่างที่เป็นรูปทรงสามมิติ การออกแบบสวนจึงนำสัดส่วนและผิวสัมผัสที่ถูกดึงขึ้นหรือยุบตัวลงให้เกิดมิติมาใช้ โดยอาจแยกให้เห็นชัด ๆ 2 ลักษณะ คือ หญ้าและน้ำที่อยู่ในบล็อกหรือกระบะเหล็กสี่เหลี่ยมซึ่งวางเรียงต่อ ๆกันเกิดเป็นสเปซของสวน”
พรรณไม้ “เนื่องจากที่นี่เป็นสำนักงานขาย เราจึงคิดกันว่าน่าจะลองใช้หญ้าหรือต้นไม้น้อยชนิด เน้นการดูแลรักษาง่าย พอทำออกมาปรากฏว่าหญ้าที่ตัดเนี้ยบกับความเรียบของกระบะเหล็กมันไปด้วยกันได้ ทำให้สวนออกมาดูดีในทันที ขณะเดียวกันบางช่วงก็เบรกด้วยไม้พุ่มที่ปลูกแทรกระหว่างกระบะหญ้า ทำให้เกิดผิวสัมผัสของสวนที่มีความแตกต่างระหว่างความเนี้ยบกับความเป็นธรรมชาติ
“พรรณไม้ที่ใช้มีเพียงไม่กี่ชนิด หลัก ๆ คือ หญ้าญี่ปุ่นที่ให้ผิวสัมผัสละเอียด ปลูกเสมอขอบ มีหญ้าน้ำพุปลูกแทรกระหว่างกระบะให้ความรู้สึกนุ่มนวล บางจุดใช้ลิ้นมังกรที่มีเส้นสายแข็ง ๆ และหญ้าแฝกปลูกเป็นแปลงขนาดใหญ่แบบธรรมชาติ ส่วนจุดที่ต้องการบังสายตาและกั้นพื้นที่ ใช้ไทรเกาหลีที่มีสีเขียวเข้มเป็นฉากหลังดูตัดกับสีเขียวอ่อนของหญ้า ส่วนไม้ยืนต้นเน้นที่มีรูปทรงสวยงาม ได้แก่ น้ำเต้าต้น อยู่บริเวณด้านหน้าสำนักงาน ด้านในใช้ตาเบเหลือง และปลูกจิกนาตรงกลางคอร์ตระหว่างอาคารแต่ละหลังเพื่อสร้างจุดเด่น”
วัสดุ “เราใช้เพียงไม่กี่ชนิดแต่ก็เป็นวัสดุที่แปลกตาและน่าสนใจ เน้นรูปทรง สีสัน และผิวสัมผัสที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น ตัวกระบะปลูกหญ้าซึ่งเป็นจุดเด่นของสวนใช้เหล็กทาสีดำเหมือนยกลอยขึ้นมาเป็นสามมิติ ทำให้เกิดความพิเศษ เพราะดูเหมือนประติมากรรมชิ้นหนึ่งมากกว่าจะเป็นแค่กระบะปลูกต้นไม้ธรรมดา เช่นกันกับกรวดที่เลือกใช้สีดำให้มีความกลมกลืนกัน รวมไปถึงองค์ประกอบอื่น ๆ อย่างบ่อน้ำ ม้านั่งต่าง ๆ ซึ่งมีโทนสีของที่มาและรูปทรง ไปในทิศทางเดียวกัน”
“สังเกตได้ว่าแม้จะทำบล็อกต่าง ๆ ให้ดูเป็นรูปทรงเหลี่ยม ๆ ตรง ๆ แต่ก็ยังมีความพิเศษของเส้นที่มีขอบหยักลึกตื้นต่อ ๆ กัน เพื่อให้เกิดแสงเงาเวลามองภาพ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างช่องของบล็อกหญ้าที่ดูมีความลึก อย่างบล็อกที่เป็นบ่อน้ำก็ยังมีอีกบล็อกซ้อนอยู่ด้านใน แล้ววางกรวดแม่น้ำก้อนใหญ่ลงไปเพื่อให้มีความเป็นธรรมชาติเข้ามาเบรก มีการรักษาระดับน้ำให้พอดีกับขอบบ่อ เกิดเป็นบล็อกของน้ำปริ่มเหมือนก้อนน้ำ ส่วนระดับความสูงของบล็อกมีความพิเศษคือทุกอย่างอยู่ในระดับเดียวกับพื้นอาคาร แต่แบ่งด้วยช่องว่าง เล็ก ๆ ซึ่งการเลือกที่จะวางกระบะให้มีความสูงเท่ากับพื้นก็เพราะเรารู้สึกว่าหากสูงกว่านี้ความพิเศษก็จะน้อยลงเป็นเหมือนกระบะต้นไม้ธรรมดา นอกจากนี้ความพิเศษยังอยู่ที่การซ่อนรายละเอียดเพื่อสร้างสเปซที่เรียบเสมอกันได้ทั้งผืนเดียวกัน”
การเชื่อมต่อทุกจุดในสวนด้วยบล็อกหญ้า การเลือกใช้พรรณไม้น้อยชนิด รวมทั้งสีของต้นไม้ที่แม้ว่าจะมีโทนเขียวเพียงอย่างเดียว แต่ก็มีมิติอ่อนแก่ เมื่อเบรกด้วยสีดำของวัสดุที่ประกอบกันก็ทำให้ภาพรวมของสวนดูโดดเด่นยิ่งขึ้น หากใครเบื่อสวนรูปแบบเดิม ๆ แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะจัดสวนแบบไหน เราเชื่อว่าสวนแห่งนี้มีไอเดียใหม่ ๆ ซึ่งจะเป็นทางเลือกในการจัดสวนได้น่าสนใจมากเลยทีเดียว
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เกิดอะไรขึ้นเมื่อ Gucci on Sale !! สาวๆ ไม่ควรพลาดค่ะ...
เมื่อวานไปเรียน เพื่อเตรียมตัวบิน เครื่องบินรุ่น โบอิ้ง 777...เครื่องบินอะไรลำใหญ่โครตๆ ดูดี ใหม่เอี่ยม ที่นั่ง แล้วก็สิ่งอำนวยความสะดวก ได้ใจผู้โดยสารสุดๆ...แต่สำหรับแอร์ฯ อย่างเรา...หุ หุ ยิ่งบินเครื่องใหญ่ต้องถูกเด้งไปคุมเด็กๆ อยู่ชั้นประหยัด...มันไม่ง่ายเอาซะเลย กว่าจะเดินทั่วถึงทั้งลำ เล่นเอาลิ้นห้อย...ลูกเรือก็เยอะ...ผู้โดยสารก็แยะ...แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว...นี่ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าต้องบิน แอร์บัส 380 จะเป็นอย่างไร...
แต่นั่นแหละ...ลูกจ้างอย่างเรา จะเลือกหรือบ่นอะไรได้มากมาย เค้าให้ทำอะไรก็ทำ...สิ้นเดือนก็รับเงินเดือน...สบายใจละ
คลิกดูเวบสยามแบรนด์เนม...เห็นเค้าโพสต์กันว่า Gucci ที่ไทยกำลังลดราคา...แอบคิดเล่นๆ ว่าถ้างั้นเดี๋ยวต้องมีข่าวลดราคาของ Gucci เมืองแขกแน่ๆ...
วันนี้กำลังทำข้อสอบโบอิ้งอยู่...แอบเช็คโทรศัพท์ มี Missed call จากไอ้ยุ้ย...หลายมิสเหลือเกิน ตบท้ายด้วย SMS ... Gucci on sale !!
ไม่เป็นอันทำข้อสอบกันพอดี...ปั่นๆๆ กากบาทๆๆ ในใจคิดถึงแต่ว่าต้องรีบไปๆ เพราะลดราคาเมื่อไหร่ ไม่ต้องถึงครึ่งค่อนวัน สินค้าสวยๆ งามๆ จะหมดไปในชั่วพริบตา...เพราะเค้าว่ากันว่า เมื่อกุชชี่ลดราคาเมื่อไหร่ สถานที่ใดๆ ในโลกนี้ ก็ไม่สามารถจะมาแข่งราคาความถูก กับการลดราคาที่ "ตะวันออกกลาง" ได้...อันนี้ยืนยันจากปากรุ่นพี่แอร์ฯ ซีเนียร์ๆ ที่นี่ทุกๆ คน...เพราะจะเป็นที่รู้กันในกลุ่มซีเนียร์ ที่อยู่มาหลายๆ ปี จะรู้ดีกว่า ไม่ต้องไปเสาะแสวงหาซื้อที่ยุโรปหรือเมืองใดในโลก...ที่นี่ถูกที่สุดแล้ว...
จะจริงไม่จริงไม่รู้ รู้แต่ว่าตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ไม่เคยไปทันวันแรกที่กุชชี่ลดราคาเลยสักครั้ง...ไปเร็วที่สุดก็ผ่านไปสองวัน...นั่นหมายถึงสินค้าดีดีถูกแขกเอย...ลูกเรือเอย..ใครต่อใครเล่าเอย...สอยไปหมดแล้ว...แต่ปีนี้รู้ข่าวค่อนข้างเร็วมาก เลยรีบไป...
เริ่มลดราคาตั้งแต่ สิบเอ็ดโมงเช้า...นังยุ้ยไปถึงราวๆ บ่ายโมง บอกคนเยอะมาก...กว่าเราจะทำอะไรเสร็จก็ไปถึงเกือบบ่ายสาม...คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่...แค่เดินเหยียบตีนกันเล่นเท่านั้นเอง...ถามพนักงานว่าทำไมของน้อยจัง...พนักงานตอบอย่างมาดมั่น ก็ยูมาช้านี่นะ...คนเค้ามารอกันตั้งแต่ก่อนร้านเปิดแล้ว...
แต่นั่นแหละ...ลูกจ้างอย่างเรา จะเลือกหรือบ่นอะไรได้มากมาย เค้าให้ทำอะไรก็ทำ...สิ้นเดือนก็รับเงินเดือน...สบายใจละ
คลิกดูเวบสยามแบรนด์เนม...เห็นเค้าโพสต์กันว่า Gucci ที่ไทยกำลังลดราคา...แอบคิดเล่นๆ ว่าถ้างั้นเดี๋ยวต้องมีข่าวลดราคาของ Gucci เมืองแขกแน่ๆ...
วันนี้กำลังทำข้อสอบโบอิ้งอยู่...แอบเช็คโทรศัพท์ มี Missed call จากไอ้ยุ้ย...หลายมิสเหลือเกิน ตบท้ายด้วย SMS ... Gucci on sale !!
ไม่เป็นอันทำข้อสอบกันพอดี...ปั่นๆๆ กากบาทๆๆ ในใจคิดถึงแต่ว่าต้องรีบไปๆ เพราะลดราคาเมื่อไหร่ ไม่ต้องถึงครึ่งค่อนวัน สินค้าสวยๆ งามๆ จะหมดไปในชั่วพริบตา...เพราะเค้าว่ากันว่า เมื่อกุชชี่ลดราคาเมื่อไหร่ สถานที่ใดๆ ในโลกนี้ ก็ไม่สามารถจะมาแข่งราคาความถูก กับการลดราคาที่ "ตะวันออกกลาง" ได้...อันนี้ยืนยันจากปากรุ่นพี่แอร์ฯ ซีเนียร์ๆ ที่นี่ทุกๆ คน...เพราะจะเป็นที่รู้กันในกลุ่มซีเนียร์ ที่อยู่มาหลายๆ ปี จะรู้ดีกว่า ไม่ต้องไปเสาะแสวงหาซื้อที่ยุโรปหรือเมืองใดในโลก...ที่นี่ถูกที่สุดแล้ว...
จะจริงไม่จริงไม่รู้ รู้แต่ว่าตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ไม่เคยไปทันวันแรกที่กุชชี่ลดราคาเลยสักครั้ง...ไปเร็วที่สุดก็ผ่านไปสองวัน...นั่นหมายถึงสินค้าดีดีถูกแขกเอย...ลูกเรือเอย..ใครต่อใครเล่าเอย...สอยไปหมดแล้ว...แต่ปีนี้รู้ข่าวค่อนข้างเร็วมาก เลยรีบไป...
เริ่มลดราคาตั้งแต่ สิบเอ็ดโมงเช้า...นังยุ้ยไปถึงราวๆ บ่ายโมง บอกคนเยอะมาก...กว่าเราจะทำอะไรเสร็จก็ไปถึงเกือบบ่ายสาม...คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่...แค่เดินเหยียบตีนกันเล่นเท่านั้นเอง...ถามพนักงานว่าทำไมของน้อยจัง...พนักงานตอบอย่างมาดมั่น ก็ยูมาช้านี่นะ...คนเค้ามารอกันตั้งแต่ก่อนร้านเปิดแล้ว...
แต่ก็ยังดีที่ยังได้กระเป๋าถูกใจมาตั้งหลายใบ...เอารูปมาให้ดูเล่นๆ นะคะ
ตามนี้เลยค่ะ...
ตามนี้เลยค่ะ...

ยูฟ่าแชมป์เปียนลีก
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League, ชื่อเดิม ยูโรเปี้ยน คัพ) เป็นการแข่งขันฟุตบอลประจำฤดูกาลของสโมสรต่างๆ ในทวีปยุโรป เป็นรายการการแข่งขันฟุตบอลระดับสโมสร ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก ซึ่งจัดการแข่งขันโดยยูฟ่า เริ่มการแข่งขันครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1955 (พ.ศ. 2498) และเปลี่ยนชื่อมาเป็นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี ค.ศ. 1992 (พ.ศ. 2535)
ลักษณะการของแข่งขันรายการนี้ จะนำเอาทีมที่อยู่หัวตารางของแต่ละลีกสูงสุด ของแต่ละประเทศในทวีปยุโรปมาทำการแข่งขันกัน ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับว่าลีกไหนได้โควต้ากี่ทีม เช่น พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ได้โควต้า 4 ทีม, กัลโช่ เซเรีย อา ได้โควต้า 3 ทีม, ลา ลีก้า ได้โควต้า 4 ทีม และบุนเดสลีก้า ได้โควต้า 4 ทีม เป็นต้น ดังนั้น ทีมที่ชนะเลิศในการแข่งขันรายการนี้ จึงถือได้ว่าเป็นทีมที่เก่งที่สุดของยุโรปในฤดูกาลนั้น
สโมสรที่ชนะเลิศมากที่สุดคือ เรอัล มาดริด (สเปน, 9 ครั้ง) ตามด้วย มิลาน (อิตาลี่, 7 ครั้ง)
เช่นเดียวกับถ้วยรางวัลอื่นๆของยูฟ่า สโมสรที่ได้แชมป์ 3 สมัยซ้อนหรือได้แชมป์ครบ 5 สมัย จะได้รับถ้วยรางวัลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปเป็นกรรมสิทธิ์ของสโมสรนั้นโดยถาวร เช่นเดียวกับเรอัล มาดริด ที่ได้ไปเมื่อปี ค.ศ. 1958, อาแจ๊กซ์ ที่ได้ไปเมื่อปี ค.ศ. 1973, บาเยิร์น ที่ได้ไปเมื่อปี ค.ศ. 1976, มิลาน ที่ได้ไปเมื่อปี ค.ศ. 1994 และ ลิเวอร์พูล ที่ได้ไปเมื่อปี ค.ศ. 2005
ลักษณะการของแข่งขันรายการนี้ จะนำเอาทีมที่อยู่หัวตารางของแต่ละลีกสูงสุด ของแต่ละประเทศในทวีปยุโรปมาทำการแข่งขันกัน ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับว่าลีกไหนได้โควต้ากี่ทีม เช่น พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ได้โควต้า 4 ทีม, กัลโช่ เซเรีย อา ได้โควต้า 3 ทีม, ลา ลีก้า ได้โควต้า 4 ทีม และบุนเดสลีก้า ได้โควต้า 4 ทีม เป็นต้น ดังนั้น ทีมที่ชนะเลิศในการแข่งขันรายการนี้ จึงถือได้ว่าเป็นทีมที่เก่งที่สุดของยุโรปในฤดูกาลนั้น
สโมสรที่ชนะเลิศมากที่สุดคือ เรอัล มาดริด (สเปน, 9 ครั้ง) ตามด้วย มิลาน (อิตาลี่, 7 ครั้ง)
เช่นเดียวกับถ้วยรางวัลอื่นๆของยูฟ่า สโมสรที่ได้แชมป์ 3 สมัยซ้อนหรือได้แชมป์ครบ 5 สมัย จะได้รับถ้วยรางวัลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปเป็นกรรมสิทธิ์ของสโมสรนั้นโดยถาวร เช่นเดียวกับเรอัล มาดริด ที่ได้ไปเมื่อปี ค.ศ. 1958, อาแจ๊กซ์ ที่ได้ไปเมื่อปี ค.ศ. 1973, บาเยิร์น ที่ได้ไปเมื่อปี ค.ศ. 1976, มิลาน ที่ได้ไปเมื่อปี ค.ศ. 1994 และ ลิเวอร์พูล ที่ได้ไปเมื่อปี ค.ศ. 2005
วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
สารจาก 3G
อย่างแรกต้องกล่าวสวัสดีท่านผู้อ่านและผู้เข้าชม " คู่มือล้วงลึก iPhone 3G แบบ Step by Step" กันก่อนนะครับ ซึ่งจุดประสงค์ที่ผมและทางทีมงาน i3 ได้คิดผลิตคู่มืออนไลน์ฉบับนี้ขึ้นเพราะ ประการแรกในปัจจุบันตัวโทรศัพท์ iPhone 3G กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่คนเล่นโทรศัพท์ประเภท Smart Phone และมีแนวโน้มจะขยายตลาดไปยังกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปในอนาคต ซึ่งตรงจุดนี้ทางทีมงานได้แลเห็นถึงปัญหาที่ว่า กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปที่กำลังหันมาเล่น iPhone 3G อาจต้องการแหล่งข้อมูลวิธีการใช้งานที่ครอบคลุมรวมถึงวิธีแก้ปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน ซึ่งคู่มือออนไลน์ฉบับนี้จะบอกขั้นตอนการใช้งานระดับเบื้องต้นไว้อย่าง ละเอียด และสามารถช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาแก่ผู้ใช้งานระดับเบื้องต้นได้ ส่วนประการที่สอง สำหรับผู้ใช้งานในระดับสูง (Advance) ที่ต้องการทราบเทคนิคพิเศษการใช้ iPhone 3G ไม่ว่าจะเป็น การปรับแต่งค่าต่างๆ ใน iPhone 3G หรือแม้กระทั่งการ Jailbreak ก็สามารถหาชมได้จากคู่มือออนไลน์ฉบับนี้เช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าทางผมและทีมงาน i3 มีแผนการจัดทำคู่มือออนไลน์ฉบับนี้ให้แล้วเสร็จในระยะเวลา 2-4 เดือน (15 บท) โดยผมจะค่อยๆ อัพโหลดขึ้นบนเว็บไซต์นี้อาทิตย์หรือวันละ 1 บทความจนกว่าจะแล้วเสร็จ ซึ่งผมก็หวังว่า " คู่มือล้วงลึก iPhone 3G แบบ Step by Step" นี้จะเป็นอีกหนึ่งแหล่งความรู้ที่จะทำให้ผู้อ่านและผู้ใช้ iPhone 3G ได้รับประโยชน์และสามารถใช้งาน iPhone 3G ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น
ควันหลงวาเลนไทน์
..คนของเธอ..
ไม่ต้องบอกอะไรที่ใจเจ็บ
ไม่ต้องเก็บ อะไรซ่อนให้หา
ไม่ต้องกลัวอะไรที่ผ่านมา
ไม่ต้องหวั่นแม้ว่าสิ่งน่า กลัว
ไม่ต้องบอกสิ่งฝันเคยผันผ่าน
ไม่ต้องบอกเคยหวานสะท้านทั่ว
ไม่ ต้องบอกใครทำช้ำหมดตัว
ไม่ต้องบอกใครชั่วทำร้ายเธอ
แค่เธอรู้ยัง มีฉันนี้อยู่
ยืนเคียงคู่สร้างฝันทุกวันเสมอไ
ม่ว่าฝันรวดร้าวที่เธอ เจอ
สิ่งพลาดเผลอยังมีฉันนี้เคียง
เพราะฉันพร้อมจะอยู่ดูแลเธอ
แม้น ต้องเจออะไรร้อยร้ายเสี่ยง
ทำเพื่อเธอคนเดียวแค่ขอเพียง
ได้ยินเสียง เธอบอกว่ารักฉัน!
บท ส่งใจ
"ไม่ว่าเธอจะเคยเป็นใคร
จะผ่านอะไรมา
ขอจงอย่าเป็นกังวล
นี่คือคนของเธอ
เป็นคนที่รักเธอ ..ตลอดไป "
วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
หลวงปู่ทวด
สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงพ่อทวด เป็นที่รู้จักของชาวไทยทุกภูมิภาคในฐานะพระศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้าจนได้สมญาว่า “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” ประวัติอันพิสดารของท่านมีเล่าสืบกันมาไม่รู้จบสิ้น ยิ่งนานวันยิ่งซับซ้อนและขยายวงกว้างออกไปกลายเป็นความเชื่อความศรัทธาอย่างฝังใจ
หลวงพ่อทวดเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ เรื่องราวต่อไปนี้ผู้เขียนได้รวบรวมจากหนังสืออ้างอิงหลายเล่มทั้งที่เป็นตำนานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หนังสือและเอกสารต่างๆ พอจะให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า หลวงพ่อทวดคือใคร เกิดในสมัยใดและได้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและพระศาสนาไว้อย่างไรบ้าง เพื่อเป็นคติเตือนใจแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป
ทารกอัศจรรย์
เมื่อประมาณสี่ร้อยปีที่ผ่านมาในตอนปลายรัชสมัยของพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา ณ หมู่บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล เมืองจะทิ้งพระตรงกับวันศุกร์ เดือนสี่ ปีมะโรง พุทธศักราช 2125 ได้มีทารกเพศชายผู้หนึ่งถือกำเนิดจากครอบครัวเล็กๆ ฐานะยากจนแร้นแค้น แต่มีจิตอันเป็นกุศล ชอบทำบุญสุนทานยึดมั่นในศีลธรรมอันดี ปราศจากการเบียดเบียนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ทารกน้อยผู้
นี้มีนายว่า “ปู” เป็นบุตรของนายหู นางจันทร์ ในขณะเยาว์วัย ทารกผู้นั้นยังความอัศจรรย์ให้แก่บิดามารดาตลอดจนญาติพี่น้องทั้งหลาย ด้วยอยู่มาวันหนึ่งมีงูตระบองสลาตัวใหญ่มาขดพันอยู่รอบเปลที่ทารกน้อยนอนหลับอยู่ และงูใหญ่ตัวนั้นไม่ยอมให้ใครเข้ามาใกล้เปลที่ทารกน้อยนอนอยู่เลย จนกระทั่งบิดามารดาของเด็กเกิดความสงสัยว่า พญางูตัวนั้นน่าจะเป็นเทพยดาแปลงมาเพื่อให้เห็นเป็นอัศจรรย์ในบารมีของลูกเราเป็นแน่แท้ จึงรีบหาข้าวตอกดอกไม้และธูปเทียนมาบูชาสักการะ งูใหญ่จึงคลายลำตัวออกจากเปลน้อย เลื้อยหายไป ต่อมาเมื่อพญางูจากไปแล้ว บิดามารดาทั้งญาติต่างพากันมาที่เปลด้วยความห่วงใยทารก ก็ปรากฏว่าเด็กชายปูยังคงนอนหลับอยู่เป็นปกติ แต่เหนือทรวงอกของทารกกลับมีดวงแก้วดวงหนึ่งมีแสงรุ่งเรืองเป็นรัศมีหลากสี ตาหู นางจันทร์จึงเก็บรักษาไว้ นับแต่บัดนั้นฐานะความเป็นอยู่การทำมาหากินก็จำเริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับอยู่สุขสบายตลอดมา
สามีราโม
เมื่อกาลล่วงมานานจนเด็กชายปูอายุได้เจ็ดขวบ บิดาได้นำไปฝากสมภารจวง วัดกุฏิหลวง (วัดดีหลวง) เพื่อให้เล่าเรียนหนังสือเด็กชายปูมีความเฉลียวฉลาดมาก สามารถเรียนหนังสือขอมและไทยได้อย่างรวดเร็ว ครั้นอายุได้ 15 ปี ก็บรรพชาเป็นสามเณรและบิดาได้มอบแก้ววิเศษไว้เป็นของประจำตัว ต่อมาสามเณรปูได้ไปศึกษาต่อกับสมเด็จพระชินเสน ที่วัดสีหยัง (สีคูยัง) ครั้นอายุครบอุปสมบทจึงได้เดินทางไปศึกษาต่อที่นครศรีธรรมราช ณ สำนักพระมหาเถระปิยทัสสี ได้ทำการอุปสมบทมีฉายาว่า “ราโม ธมฺมิโก” แต่คนทั่วไปเรียกท่านว่า “เจ้าสามีราม” หรือ “เจ้าสามีราโม” เจ้าสามีรามได้ศึกษาอยู่ที่วัดท่าแพ วัดสีมาเมือง และวัดอื่นๆ อีกหลายวัด เมื่อเห็นว่าการศึกษาที่นครศรีธรรมราชเพียงพอแล้วจึงขอโดยสารเรือสำเภาเดินทางไปกรุงศรีอยุธยา ขณะเดินทางถึงเมืองชุมพร เกิดคลื่นทะเลปั่นป่วน เรือไม่สามารถแล่นฝ่าคลื่นลมไปได้ต้องทอดสมออยู่ถึงเจ็ดวัน ทำให้เสบียงอาหารและน้ำหมดบรรดาลูกเรือตั้งข้อสงสัยว่าการที่เกิดเหตุอาเพศในครั้งนี้เพราะเจ้าสามีราม จึงตกลงใจให้ส่งเจ้าสามีรามขึ้นเกาะและได้นิมนต์ให้เจ้าสามีรามลงเรือมาด ขณะที่นั่งอยู่ในเรือมาดนั้น ท่านได้ห้อยเท้าแช่ลงไปในทะเลก็บังเกิดอัศจรรย์น้ำทะเลบริเวณนั้นเป็นประกายแวววาวโชติช่วง
เจ้าสามีรามจึงบอกให้ลูกเรือตักน้ำขึ้นมาดื่มก็รู้สึกว่าเป็นน้ำจืด จึงช่วยกันตักไว้จนเพียงพอ นายสำเภาจึงนิมนต์ให้ท่านขึ้นสำเภาอีก และตั้งแต่นั้นมาเจ้าสามีรามก็เป็นชีต้นหรืออาจารย์สืบมา
เมื่อถึงกรุงศรีอยุธยา ก็ได้ไปพำนักอยู่ที่วัดแค ศึกษาธรรมะที่ วัดลุมพลีนาวาส ต่อมาได้ไปพำนักอยู่ที่วัดของสมเด็จพระสังฆราช ได้ศึกษาธรรมและภาษาบาลี ณ ที่นั้นจนเชี่ยวชาญจึงทูลลาสมเด็จพระสังฆราชไปจำพรรษาที่วัดราชนุวาส เมื่อประมาณ พ.ศ. 2149 ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ
รบด้วยปัญญา
กระทั่งวันหนึ่งถึงกาลเวลาที่ชื่อเสียงของหลวงปู่ทวดหรือเจ้าสามีรามจะระบือลือลั่นไปทั่วกรุงสยาม จึงได้มีเหตุพิสดารอุบัติขึ้นในรัชสมัยของพระเอกาทศรถ กล่าวคือ สมัยนั้นพระเจ้าวัฏฏะคามินี แห่งประเทศลังกา ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรแหลมทองทางภาคใต้ คิดแก้มือด้วยการท้าพนันแปลธรรมะ และต้องการจะแผ่พระบรมเดชานุภาพมาทางแหลมทอง ใคร่จะได้กรุงศรีอยุธยามาเป็นประเทศราช แต่พระองค์ไม่ปรารถนาให้เกิดศึกสงครามเสียชีวิตแก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย จึงทรงวางแผนการเมืองด้วยสันติวิธี คิดหาทางรวบรัดเอากรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้นด้วยสติปัญญาเป็นสำคัญ เมื่อคิดได้ดังนั้น พระเจ้ากรุงลังกาจึงมีพระบรมราชโองการสั่งให้พนักงาน ท้องพระคลังเบิกจ่ายทองคำบริสุทธิ์แล้วให้ช่างทองประจำราชสำนักไปหล่อ ทองคำเหล่านั้นให้เป็นตัวอักษรบาลีเล็กเท่าใบมะขาม ตามพระอภิธรรมทั้งเจ็ดคัมภีร์ จำนวน 84,000 ตัว จากนั้นก็ทรงรับสั่งให้พราหมณ์ผู้เฒ่าอันมีฐานะเทียบเท่าปุโรหิตจำนวนเจ็ดท่านคุมเรืองสำเภาเจ็ดลำบรรทุกเสื้อผ้าแพรพรรณ และของมีค่าออกเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับปริศนาธรรมของพระองค์
เมื่อพราหมณ์ทั้งเจ็ดเดินทางลุล่วงมาถึงกรุงสยามแล้วก็เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นของกษัตริย์ตนแก่พระเจ้าเอกาทศรถ มีใจความในพระราชสาส์นว่าพระเจ้ากรุงลังกาขอท้าให้พระเจ้ากรุงสยามทรงแปลและเรียบเรียงเมล็ดทองคำตามลำดับให้เสร็จภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับพระราชสาส์นนี้เป็นต้นไป ถ้าทรงกระทำไม่สำเร็จตามสัญญาก็จะยึดกรุงศรีอยุธยาให้อยู่ใต้พระบรมเดชานุภาพของพระองค์ และทางกรุงสยามจะต้องส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองอีกทั้งเครื่องราชบรรณาการแก่กรุงลังกาตลอดไปทุกๆ ปีเยี่ยงประเทศราชทั้งหลาย
พระสุบินนิมิต
เมื่อพระเอกาทศรถทรงทราบความ ดังนั้น จึงมีพระบรมราชโองการให้สังฆการีเขียนประกาศนิมนต์พระราชาคณะและพระเถระทั่วพระมหานคร ให้กระทำหน้าที่เรียบเรียงและแปลตัวอักษรทองคำในครั้งนี้ แต่ก็ไม่มีท่านผู้ใดสามารถเรียบเรียงและแปลอักษรทองคำในครั้งนี้ได้จนกาลเวลาลุล่วงผ่านไปได้หกวัน ยังความปริวิตกแก่พระองค์และไพร่ฟ้าประชาชนต่างพากันโจษขานถึงเรื่องนี้ให้อื้ออึงไปหมด
ครั้นราตรีกาลยามหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าพระบรรทมทรงสุบินว่า ได้มีพระยาช้างเผือกลักษณะบริบูรณ์เฉกเช่นพระยาคชสารเชือกหนึ่ง ผายผันมาจากทางทิศตะวันตก เยื้องย่างเข้ามาในพระราชนิเวศน์แล้วก้าวเข้าไปยืนผงาดตระหง่านบนพระแท่นพลางเปล่งเสียงโกญจนาทกึกก้องไปทั่วทั้งสี่ทิศ เสียงที่โกญจนาทด้วยอำนาจของพระยาคชสารเชือกนั้นยังให้พระองค์ทรงสะดุ้งตื่นจากพระบรรทม
รุ่งเช้าเมื่อพระองค์เสด็จออกว่าราชการ ได้ทรงรับสั่งถึงพระสุบินนิมิตประหลาดให้โหรหลวงฟังและได้รับการกราบถวายบังคมทูลว่า เรื่องนี้หมายถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์และพระบรมเดชานุภาพจะแผ่ไพศาลไปทั่วสารทิศเป็นที่เกรงขามแก่อริราชทั้งปวง ทั้งจะมีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งจากทางทิศตะวันตก มาช่วยขันอาสาแปลและเรียบเรียงตัวอักษรทองคำปริศนาได้สำเร็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ฟังดังนั้นจึงค่อยเบาพระทัย และรับสั่งให้ข้าราชบริพารทั้งมวลออกตามหาพระภิกษุรูปนั้นทันที
อักษรเจ็ดตัว
ต่อมาสังฆการีได้พยายามเสาะแสวงหาจนไปพบ “เจ้าสามีราม” ที่วัดราชานุวาส และเมื่อได้ไต่ถามได้ความว่าท่านมาจากเมืองตะลุง (พัทลุงในปัจจุบัน) เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย สังฆการี จึงเล่าความตามเป็นจริงให้เจ้าสามีรามฟังทั้งได้อ้างตอนท้ายว่า “เห็นจะมีท่านองค์เดียวที่ตรงกับพระสุบินของพระเจ้าอยู่หัว จึงใคร่ขอนิมนต์ให้ไปช่วยแก้ไขในเรื่องร้ายดังกล่าวให้กลายเป็นดี ณ โอกาสนี้” ครั้นแล้วเจ้าสามีรามก็ตามสังฆการีไปยังที่ประชุมสงฆ์ ณ ท้องพระโรง พระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งให้พนักงานปูพรมให้ท่านนั่งในที่อันควร พราหมณ์ทั้งเจ็ดคนได้ประมาทเจ้าสามีรามโดยว่า เอาเด็กสอนคลานมาให้แก้ปริศนา เจ้าสามีรามก็แก้คำพราหมณ์ว่า กุมารเมื่ออกมาแต่ครรภ์พระมารดา กี่เดือนกี่วันจึงรู้คว่ำ กี่เดือนกี่วันจึงรู้นั่ง กี่เดือนกี่วันจึงรู้คลาน จะว่ารู้คว่ำแก่ หรือจะว่ารู้นั่งแก่ หรือจะว่ารู้คลานแก่ ทำไมจึงว่าเราจะแก้ปริศนาธรรมมิได้ พราหมณ์ก็นิ่งไปไม่สามารถตอบคำถามท่านได้ จากนั้นจึงรีบนำบาตรใส่อักษรทองคำเข้าไปประเคนแก่เจ้าสามีราม
หลวงพ่อทวดเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ เรื่องราวต่อไปนี้ผู้เขียนได้รวบรวมจากหนังสืออ้างอิงหลายเล่มทั้งที่เป็นตำนานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หนังสือและเอกสารต่างๆ พอจะให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า หลวงพ่อทวดคือใคร เกิดในสมัยใดและได้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและพระศาสนาไว้อย่างไรบ้าง เพื่อเป็นคติเตือนใจแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป
ทารกอัศจรรย์
เมื่อประมาณสี่ร้อยปีที่ผ่านมาในตอนปลายรัชสมัยของพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา ณ หมู่บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล เมืองจะทิ้งพระตรงกับวันศุกร์ เดือนสี่ ปีมะโรง พุทธศักราช 2125 ได้มีทารกเพศชายผู้หนึ่งถือกำเนิดจากครอบครัวเล็กๆ ฐานะยากจนแร้นแค้น แต่มีจิตอันเป็นกุศล ชอบทำบุญสุนทานยึดมั่นในศีลธรรมอันดี ปราศจากการเบียดเบียนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ทารกน้อยผู้
นี้มีนายว่า “ปู” เป็นบุตรของนายหู นางจันทร์ ในขณะเยาว์วัย ทารกผู้นั้นยังความอัศจรรย์ให้แก่บิดามารดาตลอดจนญาติพี่น้องทั้งหลาย ด้วยอยู่มาวันหนึ่งมีงูตระบองสลาตัวใหญ่มาขดพันอยู่รอบเปลที่ทารกน้อยนอนหลับอยู่ และงูใหญ่ตัวนั้นไม่ยอมให้ใครเข้ามาใกล้เปลที่ทารกน้อยนอนอยู่เลย จนกระทั่งบิดามารดาของเด็กเกิดความสงสัยว่า พญางูตัวนั้นน่าจะเป็นเทพยดาแปลงมาเพื่อให้เห็นเป็นอัศจรรย์ในบารมีของลูกเราเป็นแน่แท้ จึงรีบหาข้าวตอกดอกไม้และธูปเทียนมาบูชาสักการะ งูใหญ่จึงคลายลำตัวออกจากเปลน้อย เลื้อยหายไป ต่อมาเมื่อพญางูจากไปแล้ว บิดามารดาทั้งญาติต่างพากันมาที่เปลด้วยความห่วงใยทารก ก็ปรากฏว่าเด็กชายปูยังคงนอนหลับอยู่เป็นปกติ แต่เหนือทรวงอกของทารกกลับมีดวงแก้วดวงหนึ่งมีแสงรุ่งเรืองเป็นรัศมีหลากสี ตาหู นางจันทร์จึงเก็บรักษาไว้ นับแต่บัดนั้นฐานะความเป็นอยู่การทำมาหากินก็จำเริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับอยู่สุขสบายตลอดมา
สามีราโม
เมื่อกาลล่วงมานานจนเด็กชายปูอายุได้เจ็ดขวบ บิดาได้นำไปฝากสมภารจวง วัดกุฏิหลวง (วัดดีหลวง) เพื่อให้เล่าเรียนหนังสือเด็กชายปูมีความเฉลียวฉลาดมาก สามารถเรียนหนังสือขอมและไทยได้อย่างรวดเร็ว ครั้นอายุได้ 15 ปี ก็บรรพชาเป็นสามเณรและบิดาได้มอบแก้ววิเศษไว้เป็นของประจำตัว ต่อมาสามเณรปูได้ไปศึกษาต่อกับสมเด็จพระชินเสน ที่วัดสีหยัง (สีคูยัง) ครั้นอายุครบอุปสมบทจึงได้เดินทางไปศึกษาต่อที่นครศรีธรรมราช ณ สำนักพระมหาเถระปิยทัสสี ได้ทำการอุปสมบทมีฉายาว่า “ราโม ธมฺมิโก” แต่คนทั่วไปเรียกท่านว่า “เจ้าสามีราม” หรือ “เจ้าสามีราโม” เจ้าสามีรามได้ศึกษาอยู่ที่วัดท่าแพ วัดสีมาเมือง และวัดอื่นๆ อีกหลายวัด เมื่อเห็นว่าการศึกษาที่นครศรีธรรมราชเพียงพอแล้วจึงขอโดยสารเรือสำเภาเดินทางไปกรุงศรีอยุธยา ขณะเดินทางถึงเมืองชุมพร เกิดคลื่นทะเลปั่นป่วน เรือไม่สามารถแล่นฝ่าคลื่นลมไปได้ต้องทอดสมออยู่ถึงเจ็ดวัน ทำให้เสบียงอาหารและน้ำหมดบรรดาลูกเรือตั้งข้อสงสัยว่าการที่เกิดเหตุอาเพศในครั้งนี้เพราะเจ้าสามีราม จึงตกลงใจให้ส่งเจ้าสามีรามขึ้นเกาะและได้นิมนต์ให้เจ้าสามีรามลงเรือมาด ขณะที่นั่งอยู่ในเรือมาดนั้น ท่านได้ห้อยเท้าแช่ลงไปในทะเลก็บังเกิดอัศจรรย์น้ำทะเลบริเวณนั้นเป็นประกายแวววาวโชติช่วง
เจ้าสามีรามจึงบอกให้ลูกเรือตักน้ำขึ้นมาดื่มก็รู้สึกว่าเป็นน้ำจืด จึงช่วยกันตักไว้จนเพียงพอ นายสำเภาจึงนิมนต์ให้ท่านขึ้นสำเภาอีก และตั้งแต่นั้นมาเจ้าสามีรามก็เป็นชีต้นหรืออาจารย์สืบมา
เมื่อถึงกรุงศรีอยุธยา ก็ได้ไปพำนักอยู่ที่วัดแค ศึกษาธรรมะที่ วัดลุมพลีนาวาส ต่อมาได้ไปพำนักอยู่ที่วัดของสมเด็จพระสังฆราช ได้ศึกษาธรรมและภาษาบาลี ณ ที่นั้นจนเชี่ยวชาญจึงทูลลาสมเด็จพระสังฆราชไปจำพรรษาที่วัดราชนุวาส เมื่อประมาณ พ.ศ. 2149 ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ
รบด้วยปัญญา
กระทั่งวันหนึ่งถึงกาลเวลาที่ชื่อเสียงของหลวงปู่ทวดหรือเจ้าสามีรามจะระบือลือลั่นไปทั่วกรุงสยาม จึงได้มีเหตุพิสดารอุบัติขึ้นในรัชสมัยของพระเอกาทศรถ กล่าวคือ สมัยนั้นพระเจ้าวัฏฏะคามินี แห่งประเทศลังกา ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรแหลมทองทางภาคใต้ คิดแก้มือด้วยการท้าพนันแปลธรรมะ และต้องการจะแผ่พระบรมเดชานุภาพมาทางแหลมทอง ใคร่จะได้กรุงศรีอยุธยามาเป็นประเทศราช แต่พระองค์ไม่ปรารถนาให้เกิดศึกสงครามเสียชีวิตแก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย จึงทรงวางแผนการเมืองด้วยสันติวิธี คิดหาทางรวบรัดเอากรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้นด้วยสติปัญญาเป็นสำคัญ เมื่อคิดได้ดังนั้น พระเจ้ากรุงลังกาจึงมีพระบรมราชโองการสั่งให้พนักงาน ท้องพระคลังเบิกจ่ายทองคำบริสุทธิ์แล้วให้ช่างทองประจำราชสำนักไปหล่อ ทองคำเหล่านั้นให้เป็นตัวอักษรบาลีเล็กเท่าใบมะขาม ตามพระอภิธรรมทั้งเจ็ดคัมภีร์ จำนวน 84,000 ตัว จากนั้นก็ทรงรับสั่งให้พราหมณ์ผู้เฒ่าอันมีฐานะเทียบเท่าปุโรหิตจำนวนเจ็ดท่านคุมเรืองสำเภาเจ็ดลำบรรทุกเสื้อผ้าแพรพรรณ และของมีค่าออกเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับปริศนาธรรมของพระองค์
เมื่อพราหมณ์ทั้งเจ็ดเดินทางลุล่วงมาถึงกรุงสยามแล้วก็เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นของกษัตริย์ตนแก่พระเจ้าเอกาทศรถ มีใจความในพระราชสาส์นว่าพระเจ้ากรุงลังกาขอท้าให้พระเจ้ากรุงสยามทรงแปลและเรียบเรียงเมล็ดทองคำตามลำดับให้เสร็จภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับพระราชสาส์นนี้เป็นต้นไป ถ้าทรงกระทำไม่สำเร็จตามสัญญาก็จะยึดกรุงศรีอยุธยาให้อยู่ใต้พระบรมเดชานุภาพของพระองค์ และทางกรุงสยามจะต้องส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองอีกทั้งเครื่องราชบรรณาการแก่กรุงลังกาตลอดไปทุกๆ ปีเยี่ยงประเทศราชทั้งหลาย
พระสุบินนิมิต
เมื่อพระเอกาทศรถทรงทราบความ ดังนั้น จึงมีพระบรมราชโองการให้สังฆการีเขียนประกาศนิมนต์พระราชาคณะและพระเถระทั่วพระมหานคร ให้กระทำหน้าที่เรียบเรียงและแปลตัวอักษรทองคำในครั้งนี้ แต่ก็ไม่มีท่านผู้ใดสามารถเรียบเรียงและแปลอักษรทองคำในครั้งนี้ได้จนกาลเวลาลุล่วงผ่านไปได้หกวัน ยังความปริวิตกแก่พระองค์และไพร่ฟ้าประชาชนต่างพากันโจษขานถึงเรื่องนี้ให้อื้ออึงไปหมด
ครั้นราตรีกาลยามหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าพระบรรทมทรงสุบินว่า ได้มีพระยาช้างเผือกลักษณะบริบูรณ์เฉกเช่นพระยาคชสารเชือกหนึ่ง ผายผันมาจากทางทิศตะวันตก เยื้องย่างเข้ามาในพระราชนิเวศน์แล้วก้าวเข้าไปยืนผงาดตระหง่านบนพระแท่นพลางเปล่งเสียงโกญจนาทกึกก้องไปทั่วทั้งสี่ทิศ เสียงที่โกญจนาทด้วยอำนาจของพระยาคชสารเชือกนั้นยังให้พระองค์ทรงสะดุ้งตื่นจากพระบรรทม
รุ่งเช้าเมื่อพระองค์เสด็จออกว่าราชการ ได้ทรงรับสั่งถึงพระสุบินนิมิตประหลาดให้โหรหลวงฟังและได้รับการกราบถวายบังคมทูลว่า เรื่องนี้หมายถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์และพระบรมเดชานุภาพจะแผ่ไพศาลไปทั่วสารทิศเป็นที่เกรงขามแก่อริราชทั้งปวง ทั้งจะมีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งจากทางทิศตะวันตก มาช่วยขันอาสาแปลและเรียบเรียงตัวอักษรทองคำปริศนาได้สำเร็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ฟังดังนั้นจึงค่อยเบาพระทัย และรับสั่งให้ข้าราชบริพารทั้งมวลออกตามหาพระภิกษุรูปนั้นทันที
อักษรเจ็ดตัว
ต่อมาสังฆการีได้พยายามเสาะแสวงหาจนไปพบ “เจ้าสามีราม” ที่วัดราชานุวาส และเมื่อได้ไต่ถามได้ความว่าท่านมาจากเมืองตะลุง (พัทลุงในปัจจุบัน) เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย สังฆการี จึงเล่าความตามเป็นจริงให้เจ้าสามีรามฟังทั้งได้อ้างตอนท้ายว่า “เห็นจะมีท่านองค์เดียวที่ตรงกับพระสุบินของพระเจ้าอยู่หัว จึงใคร่ขอนิมนต์ให้ไปช่วยแก้ไขในเรื่องร้ายดังกล่าวให้กลายเป็นดี ณ โอกาสนี้” ครั้นแล้วเจ้าสามีรามก็ตามสังฆการีไปยังที่ประชุมสงฆ์ ณ ท้องพระโรง พระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งให้พนักงานปูพรมให้ท่านนั่งในที่อันควร พราหมณ์ทั้งเจ็ดคนได้ประมาทเจ้าสามีรามโดยว่า เอาเด็กสอนคลานมาให้แก้ปริศนา เจ้าสามีรามก็แก้คำพราหมณ์ว่า กุมารเมื่ออกมาแต่ครรภ์พระมารดา กี่เดือนกี่วันจึงรู้คว่ำ กี่เดือนกี่วันจึงรู้นั่ง กี่เดือนกี่วันจึงรู้คลาน จะว่ารู้คว่ำแก่ หรือจะว่ารู้นั่งแก่ หรือจะว่ารู้คลานแก่ ทำไมจึงว่าเราจะแก้ปริศนาธรรมมิได้ พราหมณ์ก็นิ่งไปไม่สามารถตอบคำถามท่านได้ จากนั้นจึงรีบนำบาตรใส่อักษรทองคำเข้าไปประเคนแก่เจ้าสามีราม
วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
สัญญาลักษณ์วันวาเลนไทน์
สัญลักษณ์ของวันวาเลนไทน์ เทพเจ้าคิวปิด ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความรักดั้งเดิมของชาวโรมันในรูปเด็กทารกติดปีก กำลังโก่งคันศรทองเล็งไปยัง หัวใจของผู้คน ตามตำนานของกรีกและโรมันพูดถึงคิวปิดว่า เป็นบุตรของมาร์ (เทพเจ้าของสงคราม) และ วีนัส (เทพเจ้าแห่งความรักและความงาม) วีนัสอิจฉา "ไซกี" ธิดาของกษัตริย์องค์หนึ่ง ที่กำลังแรกรุ่นและสวยกว่าวีนัสมาก นางเลยส่งคิวปิดไปหาไซกี เพื่อบันดาลให้ไซกีมีความรักกับบุรุษเพศ แต่คิวปิดแอบหลงรักไซกีและพามาที่วัง และแอบมาหาในตอนกลางคืน เพื่อไม่ให้ไซกีรู้ว่าตนเองเป็นใคร แต่มีคนอิจฉายุให้ไซกีแอบดูตอนคิวปิดนอนหลับ ด้วยความตื่นเต้นที่เห็นคิวปิดเป็นหนุ่มรูปงามแลยเผลอทำน้ำมันตะเกียงหกใส่คิวปิด เมื่อคิวปิดตื่นขึ้นก็โกรธมากที่นางขัดคำสั่งจึงทิ้งนางไป เมื่อโดนทิ้งไปไซกีก็ออกตามหาคิวปิด ซึ่งตลอดเวลาไซกีถูกนางวีนัสกลั่นแกล้งต่างๆ นานา จนคิวปิดต้องเข้ามาช่วย เทพเจ้าจูปิเตอร์เห็นใจช่วยให้ทั้งสองครองรักกัน คำว่า "Valentine" มีความหมายแยกตามตัวอักษร ได้ดังนี้
V คือ VERITY ความจริงที่มีอยู่ ซึ่งความจริงแล้วถ้าความจริงสิ่งที่เป็นอยู่ของคุณและเธอ หรือเขาที่มีต่อกันแล้ว ความไว้เนื้อเชื่อใจ ความเข้าใจก็จะมีเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณทีเดียว ในโลกนี้มีสิ่งที่รู้อยู่เพียง 4 อย่างเท่านั้น คือ คุณรู้ เขาไม่รู้ คุณไม่รู้ เขารู้ คุณรู้ เขารู้ คุณไม่รู้ เขาก็ไม่รู้ ถ้าหากคุณบอกสิ่งที่คุณรู้และเขาไม่รู้ หรือคุณไม่รู้เขาบอกให้คุณรู้ ความรู้นั้นก็จะกลายเป็นสิ่งที่เปิดเผย จะบอกเขาว่ารัก ก็รีบๆ บอกเสียในวันนี้ อย่าบอกว่า การกระทำก็บอกอยู่แล้ว สายตาก็บอกอยู่แล้ว บอกให้ชัดๆ เสียว่า "รักคุณ"
A คือ AMBITION เป็นความปรารถนาดีอย่างแรงกล้า คุณจะรัก จะชอบ จะจีบใคร คุณควรมีความปรารถนาอย่างสูง มิใช่เห็นเขาส่งการ์ดให้ ส่งดอกไม้ให้ พาเขาไปฉลองสนุกๆ เท่านั้น คุณควรมีความปรารถนาในความรักอย่างจริงจังมิใช่ทำไปเพื่อตามแฟชั่น หรือเพื่อนพ้องลากไป หรือชวนให้ทำ ไปสรรหาการ์ดสวยๆ สั่งดอกกุหลาบสีแดงสดสวยๆ ไว้ล่วงหน้า พยายามทำด้วยความปรารถนาดีที่มีไฟอยู่ในใจนะ
L คือ LENIENT ความผ่อนปรน ความปรานี คุณและเขาหรือเธอควรจะมีการผ่อนปรน หรือสิ่งที่ละทิ้งได้ก็ควรจะละทิ้งไป อย่าเก็บมาใส่ใจให้เป็นขยะในใจ หรือรอยมลทินใจ อย่าคิดอะไรเก่าๆ สมัยนี้ควรที่จะคิด จะนึกได้นะว่า บางอย่างก็ทิ้งๆ ไป เสีย อย่านำมาคิด มีความปรานี เมตตาหรือความรัก ความปรารถนาดีกว่า
E คือ EQUALITY ความเสมอภาค ความทัดเทียมกันในสมัยปัจจุบัน คู่รักหรือคนรักกัน ควรจะมีความเท่าเทียมกันมิใช่อยู่ในสมัยบรรจงกราบเช้า กราบเย็น นอนทีหลังตื่นก่อนแล้ว เราต้องก้าวไปด้วยกัน ด้วยความมุ่งมั่นในอนาคต ด้วยความเสมอภาค แต่เราก็คิดเสมอว่าเคียงข้างไปด้วยกัน ขนานกันดีกว่าที่จะมาจูงกัน ก้าวไปด้วยความรักที่มีเท่าเทียมกัน เขามอบอะไรให้เรา เราก็ควรจะตอบแทนให้เขาเท่าๆ กัน พอๆ กัน มิใช่เอารัดเอาเปรียบเขา เขามาแสดงความรัก ความยินดี ด้วยกุหลาบช่อใหญ่ แต่เราให้เขาเพียงดอกเดียว ดูเป็นการเอาเปรียบกันเกินไป จริงอยู่บางคนอาจคิดว่าไม่สำคัญ แต่มันสำคัญที่ใจ ถ้าหากต่างคนต่างให้ความเสมอภาคแล้ว ตาชั่งก็คงไม่เอียงใช่ไหม
N คือ NOTABLE การยกย่องให้อยู่ในสภาพที่ดี ถึงแม้คุณจะมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันแล้วก็ตาม คุณก็ควรจะยกย่องเธอหรือเขาให้อยู่ในสถานภาพที่ดีต่อบุคคลทั่วไป คือ เป็นการให้เกียรติยกย่องเธอหรือเขาต่อสังคม ว่าเป็นคนที่สวยเป็นคนที่ดี ไม่ว่าอยู่ต่อหน้า และลับหลัง มิใช่เอาไปนินทา เอาไปเผาต่อหน้าเพื่อนฝูงให้ไหม้เป็นจุณไป หรือพูดคุยตลกคะนอง ลับหลังเธอหรือเขาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ สู้ฉันไม่ได้ ฉันยอด คุณควรจะยกย่องเธอหรือเขา ในโอกาสที่ควร และในเวลาที่กำลังมีความรักอยู่ด้วยแล้วก็จะดียิ่งทีเดียว
T คือ TENDER ความรักใคร่ที่นุ่มนวล บรรจงเป็นห่วงเป็นใย Love me Tender คงจะบอกคุณได้หลายๆ อย่าง คุณควรจะทะนุถนอมเธอหรือเขาด้วยความรัก ความนุ่มนวล ความห่วงใย โทร.ไปสวัสดี Valentine ตั้งแต่ใครยังไม่โทร.ไปสวัสดีก่อน เพื่อให้เธอหรือเขาเห็นว่าคุณมีความห่วงใย ความปรารถนาดีแค่ไหน ไปฉลองด้วยกันต้องนุ่มนวลในบรรยากาศอย่างนั้น ดูซิ แสนจะสดชื่นกับความรักแค่ไหน
I คือ INNOVATION การทำความแปลกใหม่มาให้คู่รัก คนรักหรือชีวิตรัก มิใช่อยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้นมาตลอด ชอบกันอย่างไรก็ชอบกันมาอย่างนั้น เคยให้อะไรก็ให้อย่างนั้น คุณควรจะทำสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ มาสู่ชีวิตคุณและเธอหรือเขาด้วย การเปลี่ยนแปลงเป็นวิถีของชีวิต ดังนั้น คุณควรจะเปลี่ยนอะไรๆ บ้าง ในทางที่ดีนะ อย่างคุณจะหาอะไรในวัน Valentine ให้เธอเปลี่ยนจากดอกไม้ที่เป็นดอกกุหลาบมาเป็นผ้าตัดเสื้อลายกุหลาบ หรือผ้าเช็ดหน้าปักกุหลาบแดง หรือจี้เพชรรูปกุหลาบ เข็มกลัดกุหลาบก็ได้ ส่วนคุณที่จะมอบให้เขาอาจเป็นผ้าเช็ดหน้าปักกุหลาบ เข็มกลัดไทรูปกุหลาบ หรือแหวนรูปกุหลาบสำหรับใส่นิ้วก้อยสักวง ลองเปลี่ยนบ้างนะ
N คือ NEXUS การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ให้มีตลอดไปมิใช่วัน Valentine เท่านั้นที่คุณจะมอบกุหลาบให้เธอหรือเขา วันเกิด วันปีใหม่ วันครบรอบความรักที่เคยให้กันไว้ วันครบรอบวันแต่งงาน หรือวันสำคัญๆ ที่คุณให้ก็ได้ หรือบางวันก็ส่งช่อดอกไม้ไปให้เธอช่อใหญ่ๆ พร้อมกับคำขวัญสั้นๆ ว่า "รักคุณ" ให้คนในที่ทำงานหรือเพื่อนๆ อิจฉาเล่นก็ได้ เป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์ของคุณต่อเธอหรือเขาว่าคุณยังคิดถึง ยังรักอยู่นะ
E คือ ENDURANCE ความอดทน ความยืนยงสถาพร ความอดกลั้น ความเป็นอมตะ อยู่ชั่วกาลนานคุณจะต้องมีความอดทนต่อทุกๆ สิ่ง ถ้าหากคุณต้องเผชิญกับสิ่งนั้น อาจเป็นเวลาที่คุณจะต้องคอย คุณจะต้องยืนหยัดในความปรารถนาของคุณ คุณต้องอดกลั้นเมื่อคุณเผชิญต่อสิ่งที่คุณจะต้องโมโห หรืออารมณ์เสีย ต่อหน้าเธอหรือต่อหน้าเขา คุณควรประพฤติและปฏิบัติอย่างเป็นไปอย่างนั้นอย่างเสมอๆ มิใช่นานเกือบเดือนเพิ่งจะโทร.ไปหาหรือเขียนจดหมายมา หรือหายไปเป็นปีเพิ่งจะมาบอกว่า "รักคุณ" คุณควรจะมีความรัก ความเมตตา ความปรานี ชีวิตของคุณจะสดใสดังกุหลาบแรกแย้มที่ต้องน้ำค้างของวันใหม่ทีเดียว วันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ 2550 นี้ เป็นวันที่จะมอบความรัก ความเมตตาให้แก่กันและกันหรือยัง เป็นความรักที่บริสุทธิ์จากใจ ซึ่งเกิดขึ้นได้ระหว่างพ่อ แม่ ลูก เพื่อนกับเพื่อน ผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา ฯลฯ มิใช่เพียงการสื่อความหมายในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว การมอบกุหลาบหรือสิ่งของเป็นสื่อแทนความรู้สึกที่ดีต่อกัน ในความหมายของคำว่า Valentine หากใครยังไม่ปฏิบัติ ก็ปฏิบัติได้ในปีนี้ หรือในโอกาสที่สมควรก็ได้ เพื่อสังคมเราจะได้มีแต่ความรักความสุขและรอยยิ้ม คงไม่สายที่เราจะเริ่มสร้างไมตรีในวันสำคัญนี้
V คือ VERITY ความจริงที่มีอยู่ ซึ่งความจริงแล้วถ้าความจริงสิ่งที่เป็นอยู่ของคุณและเธอ หรือเขาที่มีต่อกันแล้ว ความไว้เนื้อเชื่อใจ ความเข้าใจก็จะมีเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณทีเดียว ในโลกนี้มีสิ่งที่รู้อยู่เพียง 4 อย่างเท่านั้น คือ คุณรู้ เขาไม่รู้ คุณไม่รู้ เขารู้ คุณรู้ เขารู้ คุณไม่รู้ เขาก็ไม่รู้ ถ้าหากคุณบอกสิ่งที่คุณรู้และเขาไม่รู้ หรือคุณไม่รู้เขาบอกให้คุณรู้ ความรู้นั้นก็จะกลายเป็นสิ่งที่เปิดเผย จะบอกเขาว่ารัก ก็รีบๆ บอกเสียในวันนี้ อย่าบอกว่า การกระทำก็บอกอยู่แล้ว สายตาก็บอกอยู่แล้ว บอกให้ชัดๆ เสียว่า "รักคุณ"
A คือ AMBITION เป็นความปรารถนาดีอย่างแรงกล้า คุณจะรัก จะชอบ จะจีบใคร คุณควรมีความปรารถนาอย่างสูง มิใช่เห็นเขาส่งการ์ดให้ ส่งดอกไม้ให้ พาเขาไปฉลองสนุกๆ เท่านั้น คุณควรมีความปรารถนาในความรักอย่างจริงจังมิใช่ทำไปเพื่อตามแฟชั่น หรือเพื่อนพ้องลากไป หรือชวนให้ทำ ไปสรรหาการ์ดสวยๆ สั่งดอกกุหลาบสีแดงสดสวยๆ ไว้ล่วงหน้า พยายามทำด้วยความปรารถนาดีที่มีไฟอยู่ในใจนะ
L คือ LENIENT ความผ่อนปรน ความปรานี คุณและเขาหรือเธอควรจะมีการผ่อนปรน หรือสิ่งที่ละทิ้งได้ก็ควรจะละทิ้งไป อย่าเก็บมาใส่ใจให้เป็นขยะในใจ หรือรอยมลทินใจ อย่าคิดอะไรเก่าๆ สมัยนี้ควรที่จะคิด จะนึกได้นะว่า บางอย่างก็ทิ้งๆ ไป เสีย อย่านำมาคิด มีความปรานี เมตตาหรือความรัก ความปรารถนาดีกว่า
E คือ EQUALITY ความเสมอภาค ความทัดเทียมกันในสมัยปัจจุบัน คู่รักหรือคนรักกัน ควรจะมีความเท่าเทียมกันมิใช่อยู่ในสมัยบรรจงกราบเช้า กราบเย็น นอนทีหลังตื่นก่อนแล้ว เราต้องก้าวไปด้วยกัน ด้วยความมุ่งมั่นในอนาคต ด้วยความเสมอภาค แต่เราก็คิดเสมอว่าเคียงข้างไปด้วยกัน ขนานกันดีกว่าที่จะมาจูงกัน ก้าวไปด้วยความรักที่มีเท่าเทียมกัน เขามอบอะไรให้เรา เราก็ควรจะตอบแทนให้เขาเท่าๆ กัน พอๆ กัน มิใช่เอารัดเอาเปรียบเขา เขามาแสดงความรัก ความยินดี ด้วยกุหลาบช่อใหญ่ แต่เราให้เขาเพียงดอกเดียว ดูเป็นการเอาเปรียบกันเกินไป จริงอยู่บางคนอาจคิดว่าไม่สำคัญ แต่มันสำคัญที่ใจ ถ้าหากต่างคนต่างให้ความเสมอภาคแล้ว ตาชั่งก็คงไม่เอียงใช่ไหม
N คือ NOTABLE การยกย่องให้อยู่ในสภาพที่ดี ถึงแม้คุณจะมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันแล้วก็ตาม คุณก็ควรจะยกย่องเธอหรือเขาให้อยู่ในสถานภาพที่ดีต่อบุคคลทั่วไป คือ เป็นการให้เกียรติยกย่องเธอหรือเขาต่อสังคม ว่าเป็นคนที่สวยเป็นคนที่ดี ไม่ว่าอยู่ต่อหน้า และลับหลัง มิใช่เอาไปนินทา เอาไปเผาต่อหน้าเพื่อนฝูงให้ไหม้เป็นจุณไป หรือพูดคุยตลกคะนอง ลับหลังเธอหรือเขาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ สู้ฉันไม่ได้ ฉันยอด คุณควรจะยกย่องเธอหรือเขา ในโอกาสที่ควร และในเวลาที่กำลังมีความรักอยู่ด้วยแล้วก็จะดียิ่งทีเดียว
T คือ TENDER ความรักใคร่ที่นุ่มนวล บรรจงเป็นห่วงเป็นใย Love me Tender คงจะบอกคุณได้หลายๆ อย่าง คุณควรจะทะนุถนอมเธอหรือเขาด้วยความรัก ความนุ่มนวล ความห่วงใย โทร.ไปสวัสดี Valentine ตั้งแต่ใครยังไม่โทร.ไปสวัสดีก่อน เพื่อให้เธอหรือเขาเห็นว่าคุณมีความห่วงใย ความปรารถนาดีแค่ไหน ไปฉลองด้วยกันต้องนุ่มนวลในบรรยากาศอย่างนั้น ดูซิ แสนจะสดชื่นกับความรักแค่ไหน
I คือ INNOVATION การทำความแปลกใหม่มาให้คู่รัก คนรักหรือชีวิตรัก มิใช่อยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้นมาตลอด ชอบกันอย่างไรก็ชอบกันมาอย่างนั้น เคยให้อะไรก็ให้อย่างนั้น คุณควรจะทำสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ มาสู่ชีวิตคุณและเธอหรือเขาด้วย การเปลี่ยนแปลงเป็นวิถีของชีวิต ดังนั้น คุณควรจะเปลี่ยนอะไรๆ บ้าง ในทางที่ดีนะ อย่างคุณจะหาอะไรในวัน Valentine ให้เธอเปลี่ยนจากดอกไม้ที่เป็นดอกกุหลาบมาเป็นผ้าตัดเสื้อลายกุหลาบ หรือผ้าเช็ดหน้าปักกุหลาบแดง หรือจี้เพชรรูปกุหลาบ เข็มกลัดกุหลาบก็ได้ ส่วนคุณที่จะมอบให้เขาอาจเป็นผ้าเช็ดหน้าปักกุหลาบ เข็มกลัดไทรูปกุหลาบ หรือแหวนรูปกุหลาบสำหรับใส่นิ้วก้อยสักวง ลองเปลี่ยนบ้างนะ
N คือ NEXUS การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ให้มีตลอดไปมิใช่วัน Valentine เท่านั้นที่คุณจะมอบกุหลาบให้เธอหรือเขา วันเกิด วันปีใหม่ วันครบรอบความรักที่เคยให้กันไว้ วันครบรอบวันแต่งงาน หรือวันสำคัญๆ ที่คุณให้ก็ได้ หรือบางวันก็ส่งช่อดอกไม้ไปให้เธอช่อใหญ่ๆ พร้อมกับคำขวัญสั้นๆ ว่า "รักคุณ" ให้คนในที่ทำงานหรือเพื่อนๆ อิจฉาเล่นก็ได้ เป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์ของคุณต่อเธอหรือเขาว่าคุณยังคิดถึง ยังรักอยู่นะ
E คือ ENDURANCE ความอดทน ความยืนยงสถาพร ความอดกลั้น ความเป็นอมตะ อยู่ชั่วกาลนานคุณจะต้องมีความอดทนต่อทุกๆ สิ่ง ถ้าหากคุณต้องเผชิญกับสิ่งนั้น อาจเป็นเวลาที่คุณจะต้องคอย คุณจะต้องยืนหยัดในความปรารถนาของคุณ คุณต้องอดกลั้นเมื่อคุณเผชิญต่อสิ่งที่คุณจะต้องโมโห หรืออารมณ์เสีย ต่อหน้าเธอหรือต่อหน้าเขา คุณควรประพฤติและปฏิบัติอย่างเป็นไปอย่างนั้นอย่างเสมอๆ มิใช่นานเกือบเดือนเพิ่งจะโทร.ไปหาหรือเขียนจดหมายมา หรือหายไปเป็นปีเพิ่งจะมาบอกว่า "รักคุณ" คุณควรจะมีความรัก ความเมตตา ความปรานี ชีวิตของคุณจะสดใสดังกุหลาบแรกแย้มที่ต้องน้ำค้างของวันใหม่ทีเดียว วันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ 2550 นี้ เป็นวันที่จะมอบความรัก ความเมตตาให้แก่กันและกันหรือยัง เป็นความรักที่บริสุทธิ์จากใจ ซึ่งเกิดขึ้นได้ระหว่างพ่อ แม่ ลูก เพื่อนกับเพื่อน ผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา ฯลฯ มิใช่เพียงการสื่อความหมายในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว การมอบกุหลาบหรือสิ่งของเป็นสื่อแทนความรู้สึกที่ดีต่อกัน ในความหมายของคำว่า Valentine หากใครยังไม่ปฏิบัติ ก็ปฏิบัติได้ในปีนี้ หรือในโอกาสที่สมควรก็ได้ เพื่อสังคมเราจะได้มีแต่ความรักความสุขและรอยยิ้ม คงไม่สายที่เราจะเริ่มสร้างไมตรีในวันสำคัญนี้
วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ความสุขคืออะไร
ความสุขคืออะไร
-->ความสุขคือความสบายหรือว่าความสำราญแยกออกได้เป็นสองฝ่ายคือ ความสุขทางกายกับความสุขทางใจ ความสุขทางกาย ได้แก่ ความสุขที่สัมผัสได้จากประสาททั้ง 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส และผิวหนัง เรียกว่า กามคุณ5 จัดว่าเป็นฝ่ายรูป หรือความสุขที่เกิดจากเนื้อหนังมังสา อันเป็นสิ่งสกปรก ความสุขทางใจ ได้แก่ความสุขที่สัมผัสได้ทางจิตคือความสบายใจ ความสุขใจ ความอิ่มใจ อันเกิดจากจิตใจที่สงบและเย็น จัดว่าเป็นฝ่ายนามอันเป็นความสุขที่สะอาด ความสุขทั้งกายและใจ ย่อมมีส่วนสัมพันธ์กันไม่อาจจะแยกให้ขาดจากกันได้ เพราะต้องพึ่งพาอาศัยกัน จะขาดเสียอย่างใดอย่างหนึ่งได้ไม่ การปฏิบัติให้เกิดความพอดี ไม่มากและไม่น้อยเกินไปไม่ว่าในส่วนกายหรือใจก็ตาม ก็ย่อมจะเกิดความสุขโดยปราศจากความทุกข์ที่แอบแฝงตามมา ในความสุขทั้งสองฝ่ายนี้ความสุขทางใจนับว่าเป็นยอดแห่งความสุข ทั้งหมดถ้าเรากระทำได้สิ่งใดแล้วจิตใจไม่มีความสุขแม้ว่าเราจะมีวัตถุมากมายครบถ้วนคอยอำนวยความสุขทุกรูปแบบก็หาได้ให้เกิดความสุขที่สมบูรณ์หรือแท้จริงไม่ แต่ในทางตรงกันข้ามแม้ว่าทางร่างกายจะขาดแคลนวัตถุที่จะอำนวยความสุขแต่ถ้าจิตใจมันมีปิติหล่อเลี้ยง มีความพอใจมีความสงบใจคนก็ย่อมจะประสบความสุขได้ในการมีเครื่องอำนวยความสุขมากเสียอีก กลับจะเป็นมารหรืออุปสรรคคอยขัดขวางหรือบั่นทอนไม่ให้ผู้นั้นได้พบกับความสุขที่แท้จริงเสียด้วยซ้ำไป ในคำสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงพร่ำสอนทรงย้ำให้พระมีชีวิตอยู่อย่างสันโดษและมักน้อยทำให้มีอาหารหรือปัจจัย 4 หล่อเลี้ยงชีวิต เหมือนน้ำมันหยอดเพลาเกวียนเท่านั้น จากพุทธปฏิทานนี้ทางบ้านผู้ครองเรื่อนก็สามารถประยุกต์เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ นั้นคืออย่าให้ตึงจนถึงเดือดร้อนและอย่าให้หย่อนจนตัวเป็นขน หลักมัชฌิมาปฏิปทา คือ ทางสายกลางไม่ตึงไม่หย่อนจึงเป็นแนวทางที่ควรนำมาดำเนินชีวิตเพื่อให้เกิดความสุขในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม ถ้าใช้เป็นและใช้ให้ถูกต้องกับกาลเทศะบุคคลและอัตภาพของตน ความว่าความสุขก็คือความสบายกายและสบายใจ ในสองอย่างนี้ ความสุขใจนับว่าเป็นยอดแห่งความสุขในโลกและทุกคนก็สามารถที่จะบรรลุความสุขได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงเหตุที่จะให้เกิดความสุขไว้มากมายหลายแห่งและหลายระดับตั้งแต่ระดับความสุขของผู้ครองเรือนจนถึงระดับความสุขของผู้ไม่ครองเรือน คือนักบวชทั้งหลาย ในบรรดาคำสอนอันมากมายที่จะเป็นบันไดไปสู่ความสุขนั้นมีอยู่ข้อหนึ่งที่เห็นว่ารัดกุมและสามารถครอบคลุมถึงความหมายของปัญหาข้างต้นได้ครบถ้วนได้แก่พุทธวจนะที่มาในพระธรรมบท ที่ว่าเว้นเหตุแห่งทุกข์ย่อมมีสุขในที่ทั้งปวง เมื่อท่านได้อ่านพุทธภาษิตนี้แล้วบางท่านอาจจะร้องว่ามันกว้างเกินไป จนจับหลักไม่ไดก็ถูกละความทุกข์นั้นมีมากมาย เราก็ควรที่จะต้องหาทางเส้น ต้นเหตที่จะให้เกิดความทุกข์ต่างๆเหล่านั้นให้มากที่สุด ถ้าเราสามารถเว้นเหตุแห่งความทุกข์ได้มากเท่าไหร่เราก็จะได้รับความสุขมากขึ้นเท่านั้น คนเราทุกวันนี้ไม่ค่อยที่จะรู้เหตุแห่งทุกข์สักเท่าไร วันๆเอาแต่หาความทุกข์เข้าใส่ตัวเอง หาโรคภัยไข้เจ็บเข้าใส่ตัวเองไม่ว่าจะเหล้า กัญชา ยาเสพติด สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วที่จะสร้างโทษให้กับร่างกายเราทั้งนั้นไม่ได้สร้างคุณอะไรเลย เมื่อร่างกายเกิดปัญหาทางสุขภาพ ความทุกข์ก็เกิดขึ้นกับจิตใจเรา และเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วเราจะไปโทษใครดี แล้วใครเล่านั้นที่หาความทุกข์เหล่านั้นมาใส่ตัวเราเองถ้าหากไม่ใช่เพราะตัวเราหามาใส่ตัวเราเองทั้งหมดนี้ต้องขอฝากให้ชาวพุทธทั้งหลายทั้งปวงจงจดจำเอาไว้อยู่เสมอว่าสิ่งไหน คือสุข สิ่งไหนคือทุกข์ สิ่งที่ทำไปแล้วก่อให้เกิดความสุขเราก็จงเลือกทำในสิ่งนั้น แต่ถ้าหากทำไปแล้วมันเกิดความทุกข์ก็อย่าได้ไปเกี่ยวข้องกับมันก็มีเพียงเท่านี้หลักใหญ่ใจความขอให้เจริญในธรรมทุกท่านทุกคนเทอญ พระมหาสกุล
-->ความสุขคือความสบายหรือว่าความสำราญแยกออกได้เป็นสองฝ่ายคือ ความสุขทางกายกับความสุขทางใจ ความสุขทางกาย ได้แก่ ความสุขที่สัมผัสได้จากประสาททั้ง 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส และผิวหนัง เรียกว่า กามคุณ5 จัดว่าเป็นฝ่ายรูป หรือความสุขที่เกิดจากเนื้อหนังมังสา อันเป็นสิ่งสกปรก ความสุขทางใจ ได้แก่ความสุขที่สัมผัสได้ทางจิตคือความสบายใจ ความสุขใจ ความอิ่มใจ อันเกิดจากจิตใจที่สงบและเย็น จัดว่าเป็นฝ่ายนามอันเป็นความสุขที่สะอาด ความสุขทั้งกายและใจ ย่อมมีส่วนสัมพันธ์กันไม่อาจจะแยกให้ขาดจากกันได้ เพราะต้องพึ่งพาอาศัยกัน จะขาดเสียอย่างใดอย่างหนึ่งได้ไม่ การปฏิบัติให้เกิดความพอดี ไม่มากและไม่น้อยเกินไปไม่ว่าในส่วนกายหรือใจก็ตาม ก็ย่อมจะเกิดความสุขโดยปราศจากความทุกข์ที่แอบแฝงตามมา ในความสุขทั้งสองฝ่ายนี้ความสุขทางใจนับว่าเป็นยอดแห่งความสุข ทั้งหมดถ้าเรากระทำได้สิ่งใดแล้วจิตใจไม่มีความสุขแม้ว่าเราจะมีวัตถุมากมายครบถ้วนคอยอำนวยความสุขทุกรูปแบบก็หาได้ให้เกิดความสุขที่สมบูรณ์หรือแท้จริงไม่ แต่ในทางตรงกันข้ามแม้ว่าทางร่างกายจะขาดแคลนวัตถุที่จะอำนวยความสุขแต่ถ้าจิตใจมันมีปิติหล่อเลี้ยง มีความพอใจมีความสงบใจคนก็ย่อมจะประสบความสุขได้ในการมีเครื่องอำนวยความสุขมากเสียอีก กลับจะเป็นมารหรืออุปสรรคคอยขัดขวางหรือบั่นทอนไม่ให้ผู้นั้นได้พบกับความสุขที่แท้จริงเสียด้วยซ้ำไป ในคำสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงพร่ำสอนทรงย้ำให้พระมีชีวิตอยู่อย่างสันโดษและมักน้อยทำให้มีอาหารหรือปัจจัย 4 หล่อเลี้ยงชีวิต เหมือนน้ำมันหยอดเพลาเกวียนเท่านั้น จากพุทธปฏิทานนี้ทางบ้านผู้ครองเรื่อนก็สามารถประยุกต์เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ นั้นคืออย่าให้ตึงจนถึงเดือดร้อนและอย่าให้หย่อนจนตัวเป็นขน หลักมัชฌิมาปฏิปทา คือ ทางสายกลางไม่ตึงไม่หย่อนจึงเป็นแนวทางที่ควรนำมาดำเนินชีวิตเพื่อให้เกิดความสุขในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม ถ้าใช้เป็นและใช้ให้ถูกต้องกับกาลเทศะบุคคลและอัตภาพของตน ความว่าความสุขก็คือความสบายกายและสบายใจ ในสองอย่างนี้ ความสุขใจนับว่าเป็นยอดแห่งความสุขในโลกและทุกคนก็สามารถที่จะบรรลุความสุขได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงเหตุที่จะให้เกิดความสุขไว้มากมายหลายแห่งและหลายระดับตั้งแต่ระดับความสุขของผู้ครองเรือนจนถึงระดับความสุขของผู้ไม่ครองเรือน คือนักบวชทั้งหลาย ในบรรดาคำสอนอันมากมายที่จะเป็นบันไดไปสู่ความสุขนั้นมีอยู่ข้อหนึ่งที่เห็นว่ารัดกุมและสามารถครอบคลุมถึงความหมายของปัญหาข้างต้นได้ครบถ้วนได้แก่พุทธวจนะที่มาในพระธรรมบท ที่ว่าเว้นเหตุแห่งทุกข์ย่อมมีสุขในที่ทั้งปวง เมื่อท่านได้อ่านพุทธภาษิตนี้แล้วบางท่านอาจจะร้องว่ามันกว้างเกินไป จนจับหลักไม่ไดก็ถูกละความทุกข์นั้นมีมากมาย เราก็ควรที่จะต้องหาทางเส้น ต้นเหตที่จะให้เกิดความทุกข์ต่างๆเหล่านั้นให้มากที่สุด ถ้าเราสามารถเว้นเหตุแห่งความทุกข์ได้มากเท่าไหร่เราก็จะได้รับความสุขมากขึ้นเท่านั้น คนเราทุกวันนี้ไม่ค่อยที่จะรู้เหตุแห่งทุกข์สักเท่าไร วันๆเอาแต่หาความทุกข์เข้าใส่ตัวเอง หาโรคภัยไข้เจ็บเข้าใส่ตัวเองไม่ว่าจะเหล้า กัญชา ยาเสพติด สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วที่จะสร้างโทษให้กับร่างกายเราทั้งนั้นไม่ได้สร้างคุณอะไรเลย เมื่อร่างกายเกิดปัญหาทางสุขภาพ ความทุกข์ก็เกิดขึ้นกับจิตใจเรา และเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วเราจะไปโทษใครดี แล้วใครเล่านั้นที่หาความทุกข์เหล่านั้นมาใส่ตัวเราเองถ้าหากไม่ใช่เพราะตัวเราหามาใส่ตัวเราเองทั้งหมดนี้ต้องขอฝากให้ชาวพุทธทั้งหลายทั้งปวงจงจดจำเอาไว้อยู่เสมอว่าสิ่งไหน คือสุข สิ่งไหนคือทุกข์ สิ่งที่ทำไปแล้วก่อให้เกิดความสุขเราก็จงเลือกทำในสิ่งนั้น แต่ถ้าหากทำไปแล้วมันเกิดความทุกข์ก็อย่าได้ไปเกี่ยวข้องกับมันก็มีเพียงเท่านี้หลักใหญ่ใจความขอให้เจริญในธรรมทุกท่านทุกคนเทอญ พระมหาสกุล
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
อุลตร้าแมนทาโร่
ยอดมนุษย์ อุลตร้าแมน ทาโร่ (ญี่ปุ่น: ウルトラマンタロウ Urutoraman Tarō ?) เป็นทีวีซีรีส์ชุดที่ 5 ของทีวีซีรีส์อุลตร้าซีรี่ส์โดยมีเรื่องราวเกี่ยวกับ "โคทาโร่ ฮิงาชิ" ที่สละชีวิตตัวเองช่วยเหลือเด็กจนเสียชีวิตจากการทำลายเมืองของ สัตว์ประหลาด เจ้าแม่อุลตร้ามอบ วิญญานของอุลตร้าแมนทาโร่ไว้ เพื่อคืนชีวิตให้ การแปลงร่างของทั้งโคทาโร่จะดึงเข็มกลัด "อุลตร้า แบดจ์" จากไหล่ซ้าย ชูขึ้นเหนือหน้าผาก อุลตร้าแมนทาโร เป็นลูกแท้ๆของ เจ้าพ่ออุลตร้าและเจ้าแม่อุลตร้า ตัวเขามักได้รับการฝึกเป็นอย่างดีมากว่าพี่น้องอุลตร้าคนอื่นๆ การที่อุลตร้าแมนทาโร่ มีหน้าตาคล้ายคลึงกับยอดมนุษย์ อุลตร้าเซเว่นมาก เนื่องจากเจ้าแม่อุลตร้าผู้เป็นแม่เป็นน้องสาวของอุลตร้าเซเว่น อุลตร้าแมนทาโร่ มีเวลาในการปราบสัตว์ประหลาดจากนอกโลกขนาดยักษ์ 4 นาที มีท่าไม้ตายชื่อ "อุลตร้าไดนาไมท์" ที่สามารถระเบิดร่างตัวเองใช้ฆ่าสัตว์ประหลาดได้ แต่สามารถรวมร่างกันใหม่หลังจากนั้น หน่วยกองกำลังพิทักษ์ในซีรีย์นี้ใช้ชื่อ ZAT (Zariba of All Terrestrial) มีจำนวนตอนทั้งหมด 53 ตอน
ดวงปีเถาะ
ท่านที่เกิด ปีเถาะ รอบอายุ 83 ปี (พ.ศ. 2470) และรอบอายุ 23 ปี (พ.ศ. 2530)
………………สำหรับเจ้าชะตาอาวุโสรอบอายุ 83 ปี ปีนี้มีดาวมงคลที่ส่งผลให้ท่านสุขสบาย ลูกหลานดูแล ถ้ามีธุรกิจ การค้า ก็ส่งผลดีต่อเนื่อง ปีนี้ส่วนใหญ่ใช้เวลาทำงานเบาๆ เช่น ทำสวน ดูแลต้นไม้ อ่านหนังสือ รับประทานอาหารกับลูกหลาน บั้นปลายชีวิต เป็นสุขดี……… สำหรับผู้มีอายุ 23 ปี ในปี 2553 นี้ ด้านการเรียนจะดี ส่วนใครที่ทำงาน ก็จะมีผู้ใหญ่คอยอุปถัมภ์ช่วยเหลือทำให้งานเจริญก้าวหน้า จะได้ไปงานมงคล และมีโชคลาภเข้ามาเยือน สิ่งที่ต้องระวังคือ การใช้เครื่องมือ-เครื่องใช้ ที่มีคม จะทำให้เลือดตกยางออกได้ นอกจากนี้ควรระวังอุบัติเหตุจากการเดินทางทั้งใกล้และไกล ระวังถูกลูกหลงจากการทะเลาะวิวาท อย่าคบเพื่อนที่ชอบชวนไปที่อโคจร จะมีเหตุแน่นอน………
ดวงชะตา ท่านที่เกิด ปีเถาะรอบอายุ 71 ปี (พ.ศ. 2482) และรอบอายุ 11 ปี (พ.ศ. 2542)
………………สำหรับเจ้าชะตาอาวุโสรอบอายุ 71 ปี หากยังทำงานอยู่ ปี 2553 นี้ จะพบอุปสรรคปัญหา ท่านที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องไม้ เครื่องมือ ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจจะประสบเหตุบาดเจ็บเลือดตกยางออก และสะดุดหกล้ม ในที่สูงต่ำ อีกทั้งต้องดูแลเรื่องการอาหารการกิน ให้ถูกสุขอนามัย รวมทั้งทำใจให้สบาย อย่าเครียด ถึงจะมีความสุข………สำหรับเจ้าชะตาวัยเยาว์อายุ 11 ปี ในปี 2553 นี้ เด็กจะเป็นที่รักใคร่ของคนในบ้าน อีกทั้งการเรียนจะมีความก้าวหน้า เรียนดี ขอให้ตั้งใจเรียน ทบทวนบทเรียนสม่ำเสมอ คบเพื่อนที่รักเรียน ก็จะส่งผลให้การเรียนดีตามที่ตั้งเป้าไว้ พ่อแม่ควรใส่ใจเรื่องเรียนของลูกด้วย สิ่งที่ควรระวังคือ อุบัติเหตุระหว่างการเดินทางแ ละการทำกิจกรรมนอกบ้าน นอกจากนี้ต้องระวังภัยที่เกิดจากไฟให้ดี ทั้งระบบไฟฟ้า หรือเปลวไฟที่ลุกไหม้ มีเกณฑ์ได้รับอันตราย
ดวงชะตา ท่านที่เกิด ปีเถาะรอบอายุ 59 ปี (พ.ศ. 2494)
………………ปี 2553 นี้ จะทำงานการใดๆ ต้องศึกษาให้ละเอียดรอบคอบ มีการวางแผนงาน และเตรียมความพร้อมให้ดี………การเงินระวังลูกน้องยักยอกทรัพย์ อาจเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องของเงินทุนหมุนเวียน ดังนั้นควรวางแผนทางการเงินตั้งแต่ต้นปีให้ดี จะได้จัดการกับปัญหาที่ผ่านเข้ามาได้………นอกจากนี้ควรระวังปัญหาด้านสุขภาพ โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน การเกิดภัยร้ายที่ไม่คาดคิด ทำให้ท่านได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งสมาชิกในครอบครัวก็จะนำเรื่องไม่สบายใจมาให้ท่าน………อย่างไรก็ดีหากภายในบ้านของท่านมีงานมงคลในปีนี้ ก็จะสามารถผ่อนคลายเรื่องร้ายๆ นี้ไปได้ หรือมีอีกวิธีคือ หากท่านได้เดินทางไปไหว้องค์พระที่ประดิษฐานอยู่ทางทิศเหนือ ก็จะช่วยได้ หรือหากไม่สะดวก ท่านอาจหาโอกาสทำบุญเลี้ยงพระที่บ้านโดยตั้งพระประธานหันหน้าไปทางทิศเหนือ ก็ได้เช่นกัน จะช่วยให้การงานและสิ่งที่ติดขัดราบรื่นขึ้น………
ดวงชะตา ท่านที่เกิด ปีเถาะรอบอายุ 47 ปี (พ.ศ. 2506)
………………ปี 2553 นี้ ด้านการงานจัดว่าดี งานของท่านจะพบผู้อุปถัมภ์ ส่งผลให้มีความเจริญก้าวหน้าได้เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง ส่วนใครที่ทำธุรกิจการค้า เจริญก้าวหน้าดี ใครอยากขยับขยายการลงทุน มีโอกาสสำเร็จได้ผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ อีกทั้งปีนี้ท่านจะมีโอกาสซื้อทรัพย์สินราคาแพง หรือมีโอกาสย้ายเข้าบ้านใหม่ อาจกล่าวได้ว่า ในปี 2553 นี้ ท่านจะมีความเจริญรุ่งเรือง มีชื่อเสียง เงินทอง เข้ามา ทำให้ ท่านประสบความสุข………ส่วนที่ต้องระวังคือ ปัญหาด้านสุขภาพ และอุบัติเหตุที่เกิดจากการทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเครื่องไม้ เครื่องมือ เครื่องจักร นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องระวังอีกเรื่อง คือ การบริหารจัดการด้านการเงิน ต้องวางแผนการใช้จ่ายให้รอบคอบ อย่าฟุ้งเฟ้อ หรือลงทุนผิดกฎหมาย จะพบกับความเดือดร้อน อีกทั้งไม่ควรนำเงินไปใช้เที่ยวเตร่เฮฮา เที่ยวสถานบันเทิงเริงรมย์ เพราะนอกจากต้องเสียทรัพย์โดยไม่จำเป็นแล้ว ยังจะทำให้ท่านต้องโชคร้ายพบกับความเดือดร้อน หรือพบกับอุบัติเหตุด้วย………
ดวงชะตา ท่านที่เกิด ปีเถาะ รอบอายุ 35 ปี (พ.ศ. 2518)
………………ในปี 2553 นี้ มีดาวมงคลส่องสว่าง ทางทิศการงาน การค้าของท่าน จึงมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ท่านควรจะเพิ่มความขยัน อดทน และสร้างผลงานให้มากขั้น เพื่อที่จะได้มีรายรับเข้ามามากขึ้น ปีนี้นับเป็นจังหวะเหมาะในการลงทุนขยับขยายกิจการ โครงการต่างๆ ที่วางแผนไว้ก็มีโอกาสสำเร็จ เพราะจะได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลรอบข้างเป็นอย่างดี การเงินมีแนวโน้มดีขึ้น หมุนเวียนคล่องตัว อีกทั้งจะมีโอกาสซื้อทรัพย์สินราคาแพง แต่สิ่งที่ท่านควรระลึกไว้เสมอคือ ความสำเร็จที่ได้มานั้น ต้องอาศัยความขยันพากเพียรของตัวท่านเองเป็นหลัก………ส่วนทางด้านครอบครัว ปีนี้ขาดความสงบสุข อาจมีเหตุวุ่นวายเรื่องการรักษาพยาบาลและดูแลความปลอดภัยของสมาชิกในบ้าน จึงควรระวังเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง ท่านมีเกณฑ์จะผิดใจกับคนรัก หรือคู่ครอง จากมือที่ 3 ต้องแบ่งเวลาให้ดี หากมีปากเสียงต้องใช้สติ อย่าใช้อารมณ์
………………สำหรับเจ้าชะตาอาวุโสรอบอายุ 83 ปี ปีนี้มีดาวมงคลที่ส่งผลให้ท่านสุขสบาย ลูกหลานดูแล ถ้ามีธุรกิจ การค้า ก็ส่งผลดีต่อเนื่อง ปีนี้ส่วนใหญ่ใช้เวลาทำงานเบาๆ เช่น ทำสวน ดูแลต้นไม้ อ่านหนังสือ รับประทานอาหารกับลูกหลาน บั้นปลายชีวิต เป็นสุขดี……… สำหรับผู้มีอายุ 23 ปี ในปี 2553 นี้ ด้านการเรียนจะดี ส่วนใครที่ทำงาน ก็จะมีผู้ใหญ่คอยอุปถัมภ์ช่วยเหลือทำให้งานเจริญก้าวหน้า จะได้ไปงานมงคล และมีโชคลาภเข้ามาเยือน สิ่งที่ต้องระวังคือ การใช้เครื่องมือ-เครื่องใช้ ที่มีคม จะทำให้เลือดตกยางออกได้ นอกจากนี้ควรระวังอุบัติเหตุจากการเดินทางทั้งใกล้และไกล ระวังถูกลูกหลงจากการทะเลาะวิวาท อย่าคบเพื่อนที่ชอบชวนไปที่อโคจร จะมีเหตุแน่นอน………
ดวงชะตา ท่านที่เกิด ปีเถาะรอบอายุ 71 ปี (พ.ศ. 2482) และรอบอายุ 11 ปี (พ.ศ. 2542)
………………สำหรับเจ้าชะตาอาวุโสรอบอายุ 71 ปี หากยังทำงานอยู่ ปี 2553 นี้ จะพบอุปสรรคปัญหา ท่านที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องไม้ เครื่องมือ ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจจะประสบเหตุบาดเจ็บเลือดตกยางออก และสะดุดหกล้ม ในที่สูงต่ำ อีกทั้งต้องดูแลเรื่องการอาหารการกิน ให้ถูกสุขอนามัย รวมทั้งทำใจให้สบาย อย่าเครียด ถึงจะมีความสุข………สำหรับเจ้าชะตาวัยเยาว์อายุ 11 ปี ในปี 2553 นี้ เด็กจะเป็นที่รักใคร่ของคนในบ้าน อีกทั้งการเรียนจะมีความก้าวหน้า เรียนดี ขอให้ตั้งใจเรียน ทบทวนบทเรียนสม่ำเสมอ คบเพื่อนที่รักเรียน ก็จะส่งผลให้การเรียนดีตามที่ตั้งเป้าไว้ พ่อแม่ควรใส่ใจเรื่องเรียนของลูกด้วย สิ่งที่ควรระวังคือ อุบัติเหตุระหว่างการเดินทางแ ละการทำกิจกรรมนอกบ้าน นอกจากนี้ต้องระวังภัยที่เกิดจากไฟให้ดี ทั้งระบบไฟฟ้า หรือเปลวไฟที่ลุกไหม้ มีเกณฑ์ได้รับอันตราย
ดวงชะตา ท่านที่เกิด ปีเถาะรอบอายุ 59 ปี (พ.ศ. 2494)
………………ปี 2553 นี้ จะทำงานการใดๆ ต้องศึกษาให้ละเอียดรอบคอบ มีการวางแผนงาน และเตรียมความพร้อมให้ดี………การเงินระวังลูกน้องยักยอกทรัพย์ อาจเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องของเงินทุนหมุนเวียน ดังนั้นควรวางแผนทางการเงินตั้งแต่ต้นปีให้ดี จะได้จัดการกับปัญหาที่ผ่านเข้ามาได้………นอกจากนี้ควรระวังปัญหาด้านสุขภาพ โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน การเกิดภัยร้ายที่ไม่คาดคิด ทำให้ท่านได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งสมาชิกในครอบครัวก็จะนำเรื่องไม่สบายใจมาให้ท่าน………อย่างไรก็ดีหากภายในบ้านของท่านมีงานมงคลในปีนี้ ก็จะสามารถผ่อนคลายเรื่องร้ายๆ นี้ไปได้ หรือมีอีกวิธีคือ หากท่านได้เดินทางไปไหว้องค์พระที่ประดิษฐานอยู่ทางทิศเหนือ ก็จะช่วยได้ หรือหากไม่สะดวก ท่านอาจหาโอกาสทำบุญเลี้ยงพระที่บ้านโดยตั้งพระประธานหันหน้าไปทางทิศเหนือ ก็ได้เช่นกัน จะช่วยให้การงานและสิ่งที่ติดขัดราบรื่นขึ้น………
ดวงชะตา ท่านที่เกิด ปีเถาะรอบอายุ 47 ปี (พ.ศ. 2506)
………………ปี 2553 นี้ ด้านการงานจัดว่าดี งานของท่านจะพบผู้อุปถัมภ์ ส่งผลให้มีความเจริญก้าวหน้าได้เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง ส่วนใครที่ทำธุรกิจการค้า เจริญก้าวหน้าดี ใครอยากขยับขยายการลงทุน มีโอกาสสำเร็จได้ผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ อีกทั้งปีนี้ท่านจะมีโอกาสซื้อทรัพย์สินราคาแพง หรือมีโอกาสย้ายเข้าบ้านใหม่ อาจกล่าวได้ว่า ในปี 2553 นี้ ท่านจะมีความเจริญรุ่งเรือง มีชื่อเสียง เงินทอง เข้ามา ทำให้ ท่านประสบความสุข………ส่วนที่ต้องระวังคือ ปัญหาด้านสุขภาพ และอุบัติเหตุที่เกิดจากการทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเครื่องไม้ เครื่องมือ เครื่องจักร นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องระวังอีกเรื่อง คือ การบริหารจัดการด้านการเงิน ต้องวางแผนการใช้จ่ายให้รอบคอบ อย่าฟุ้งเฟ้อ หรือลงทุนผิดกฎหมาย จะพบกับความเดือดร้อน อีกทั้งไม่ควรนำเงินไปใช้เที่ยวเตร่เฮฮา เที่ยวสถานบันเทิงเริงรมย์ เพราะนอกจากต้องเสียทรัพย์โดยไม่จำเป็นแล้ว ยังจะทำให้ท่านต้องโชคร้ายพบกับความเดือดร้อน หรือพบกับอุบัติเหตุด้วย………
ดวงชะตา ท่านที่เกิด ปีเถาะ รอบอายุ 35 ปี (พ.ศ. 2518)
………………ในปี 2553 นี้ มีดาวมงคลส่องสว่าง ทางทิศการงาน การค้าของท่าน จึงมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ท่านควรจะเพิ่มความขยัน อดทน และสร้างผลงานให้มากขั้น เพื่อที่จะได้มีรายรับเข้ามามากขึ้น ปีนี้นับเป็นจังหวะเหมาะในการลงทุนขยับขยายกิจการ โครงการต่างๆ ที่วางแผนไว้ก็มีโอกาสสำเร็จ เพราะจะได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลรอบข้างเป็นอย่างดี การเงินมีแนวโน้มดีขึ้น หมุนเวียนคล่องตัว อีกทั้งจะมีโอกาสซื้อทรัพย์สินราคาแพง แต่สิ่งที่ท่านควรระลึกไว้เสมอคือ ความสำเร็จที่ได้มานั้น ต้องอาศัยความขยันพากเพียรของตัวท่านเองเป็นหลัก………ส่วนทางด้านครอบครัว ปีนี้ขาดความสงบสุข อาจมีเหตุวุ่นวายเรื่องการรักษาพยาบาลและดูแลความปลอดภัยของสมาชิกในบ้าน จึงควรระวังเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง ท่านมีเกณฑ์จะผิดใจกับคนรัก หรือคู่ครอง จากมือที่ 3 ต้องแบ่งเวลาให้ดี หากมีปากเสียงต้องใช้สติ อย่าใช้อารมณ์
วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เรื่องย่อกุหลาบเหนือเมฆ
เรื่องย่อ ละครกุหลาบเหนือเมฆไอริณ (พัชราภา ไชยเชื้อ) ชักชวนเพื่อนซี้อย่าง อรนุช (วรนุช วงษ์สวรรค์) ลูกสาว เจ้าสัวเจริญ (ไกรสีห์ แก้ววิมล) มหาเศรษฐีพันล้านมาร่วมหุ้นด้วยหวังว่าจะได้ทำนิตยสาร Working Women มีชื่อเสียงไปด้วย แต่มันกลับไม่ใช่อย่างที่เธอคิด เพราะอรนุชกลับกลายเป็นเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด วางแผนให้ อรนิช (กรรณาภรณ์ พวงทอง) แย่ง พีรเทพ (ธีร์ วนิชนันทธาดา) คู่หมั้นของไอริณและฮุบกิจการนิตยสารไปครอบครอง ไอริณเครียดมากเลยประกาศก้องว่าจะล้มนิตยสาร Working Women ให้ได้พร้อมกับจะทำให้อรนุชและอรนิชเจ็บปวดที่สุด หลังจากนั้นเธอเลยคิดที่จะเปิดตัวนิตยสาร Chic Women มาแข่งกับอรนุช แต่ติดตรงที่เธอไม่มีเงินทุน ดังนั้นเพื่อนสนิทอย่าง เลอลักษณ์ (ณัฎฐินี เจียรวนนท์ ) จึงยื่นมือเข้ามาช่วย หลังจากที่ คุณหญิงดาริกา (ดวงดาว จารุจินดา) ป้าแท้ๆ ของไอริณทราบเรื่องเลยขอร่วมหุ้นด้วย ทำให้ไอริณมีเงินไปคืนเลอลักษณ์ได้ เพียงสองปีนิตยสารของไอริณก็มีชื่อเสียงขึ้นมา แต่อรนุชกับอรนิชกับเล่นลูกไม้สกปรกโดยใช้ชื่อเจ้าสัวแย่งเอาลูกค้าที่ซื้อแอดโฆษณาในนิตยสารเธอไป ทำให้เธอต้องทำงานหนักยิ่งขึ้น วันหนึ่งเธอได้มีโอกาสพบกับ อนาวิน (ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์) ชายหนุ่มที่อรนุชรักโดยบังเอิญกับอุบัติเหตุเดินชนกันจนกาแฟหกรดราดเสื้อผ้าของอนาวินทำให้เขาไม่พอใจเพราะต้องรีบไปพบลูกค้า ทำให้ไอริณเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นเซลล์แมน เลยแสดงความรับผิดชอบโดยการพาเขาไปเปลี่ยนชุดที่ห้องของเลอลักษณ์แล้วยืมเสื้อผ้าของ คิมหันต์ (นพพล พิทักษ์โล่พานิช) มาให้เขาใส่ ต่อจากนั้นเธอก็ไปเจอเขาอีกครั้งที่ร้านอาหาร ขณะที่เขากำลังนั่งคุยกับ คุณอาทร (พงษ์ประยูร ราชอาภัย) พ่อของเขาที่หนีแม่คือ คุณบุปผา (เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์) ออกมา ส่วนไอริณที่เห็นเหตุการณ์ก็คิดว่าเขากำลังพยายามขายสินค้าอยู่ เลยหวังดีเข้าไปช่วยพูดขายสินค้าให้ แล้วก็เรียกอนาวินว่าคุณกาแฟ ซึ่งอนาวิณจำใจให้ไอริณเรียก เพราะไม่อยากทำให้เธอหน้าแตก หลังจากนั้นไอริณก็ได้รู้จักชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของเขา
จากนั้นไม่นานไอริณทราบข่าวว่านิตยสาร Working Women จะจัดงานครบรอบ 3 ปี โดยมีแผนจะประกาศความสำเร็จด้วยการเซ็นสัญญาขายโฆษณาให้กับห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งมี วาริรินทร์ (อังคณา ทิมดี) เป็นเจ้าของและมีแผนประกาศหมั้นของอรนุช ซึ่งไอริณประกาศจะทำลายทั้ง 2 แผนการ เธอพยายามติดต่อสร้างความสัมพันธ์กับวาริรินทร์แต่ก็ไม่เป็นผล โดยสืบรู้มาว่าวาริรินทร์แอบมีความสัมพันธ์ลับรักต่างวัยกับนายแบบหนุ่ม นิค (วินเซนต์ คินนี่) ซึ่งไอริณปล่อยข่าวอรนิชสนใจนิคเป็นการส่วนตัว แล้วก็เดินหน้าสร้างความแตกแยกให้อรนิชและพีรเทพแตกคอกัน โดยหลอกให้พีรเทพมาเจอที่ผับแล้วส่งสาวโคโยตี้เซ็กซี่ไปประกบ พร้อมกับส่งข่าวให้ปาปารัชซี่ทำให้อรนิชเสียหน้าและโกรธมากต้องการประชดพีรเทพด้วยการทำท่าทีสนใจนิคออกนอกหน้า สร้างความไม่พอใจให้กับวาริรินทร์จนถึงกับยกเลิกการเซ็นสัญญาโฆษณาแล้วไปซื้อโฆษณากับชิค วูแมนแทนในวันก่อนหน้าที่จะมีงานฉลองครบรอบ 3 ปี นั่นก็ทำให้แผนการไอริณสำเร็จไป 1 ข้อ ต่อจากนั้นไอริณก็สั่งให้ เรวัติ (ณัฐวัฒน์ เปล่าศิริวัธน์) สืบเรื่องของแฟนอรนุชซึ่งเรวัติหนักใจมาก เพราะแฟนอรนุชก็คืออนาวินเพื่อนรักสมัยเรียนของเขา เรวัติจึงโน้มน้าวใจให้ไอริณเปลี่ยนใจแต่ไม่เป็นผล เรวัติจึงตัดสินใจบอกไอริณว่าแฟนอรนุชชื่อวิน เป็นรองประธานบริษัทไนน์อาร์คิเทค ซึ่งข้อมูลแค่นี้ก็ทำให้เธอมั่นใจว่าสามารถจัดการได้เลยวางแผนไปดักพบที่ไซต์งานเพื่อหว่านเสน่ห์ให้เขามาตกหลุมรักและประกาศเลิกหมั้นกับอรนุช แต่เธอดันซุ่มซ่ามเดินชนกับอนาวินล้มลงก้นกระแทกพื้น อนาวินเลยต้องพาไปส่งบ้าน พอไอริณรู้ว่าอนาวินทำงานในบรษัทไนน์อาร์คิเทคก็เลยมัดมือชกโดยให้อนาวินร่วมแผนการด้วย ซึ่งอนาวินก็อยากรู้ว่าไอริณจะมีแผนการอะไรต่อไป จนอนาวินรู้เรื่องราวทั้งหมดจากเรวัติวางแผนซ้อนแผนใช้ วิทวัส มาปลอมตัวเป็นอนาวินแทน โดยให้ข้อเสนอว่าจะได้เลื่อนตำแหน่งถ้าผ่านการทดสอบในครั้งนี้ซึ่งเขาก็รับข้อเสนอนั้น แผนการเลยเริ่มต้นขึ้นมาเรื่อยๆ จนทำให้ทั้งคู่เริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น จู่ๆไอริณก็เริ่มสงสัยพฤติกรรมแปลกๆ ของอนาวินและเรวัติ เธอเลยตัดสินใจสืบจนรู้ว่าอนาวินคือแฟนของอรนุช ทำให้เธอคิดว่าอนาวินและอรนุชร่วมมือกันหลอกเธอ เธอเลยคิดกลั่นแกล้งทั้งคู่ โดยโทรศัพท์ไปหาอนาวินด้วยน้ำเสียงน่าสงสารขณะอยู่กับอรนุช ด้วยความเป็นห่วงอนาวินเลยไปพบไอริณที่บ้าน ไอริณรู้ตัวว่าตัวเองคงแพ้อรนุชแล้วเลยวางแผนตั้งกล้องถ่ายคลิปตัวเองกับอนาวินส่งไปให้อรนุชดู แต่ทว่าด้วยความเศร้าเสียใจที่โดนหลอก ไอริณกลับร้องไห้ออกมาเพราะคิดว่าสิ่งที่อนาวินทำดีกับตนเป็นการหลอกลวง อนาวินพยายามปลอบใจทำให้เขาเผลอจูบเธอ ไอริณโกรธมากเลยไล่เขาออกไปโดยไม่ยอมพูดคุยปรับความเข้าใจแม้แต่นิดเดียว
ส่วนอรนิชก็หลงใหลนิคมากเลยคิดวางแผนที่จะครอบครองเขาคนเดียวพร้อมทั้งเขี่ยพีรเทพทิ้ง โดยการแอบนำคลิปที่นิคถ่ายวาริรินทร์อย่างวาบหวามออกมาปล่อยว่อนเน็ต จนวาริรินทร์เสียชื่อเสียง นิครู้ความจริงเลยต่อว่าอรนิชและประกาศว่าตนเองรักวาริรินทร์ทำให้อรนิชเสียหน้า แล้วพีรเทพก็โดนอรนิชเขื่ยทิ้งก็หมดตัวเลยคิดที่จะหาเงินโดยการนำคลิปลับของอรนิชไปขายแต่ได้ราคาไม่ดี เลยนำไปต่อรองกับไอริณ พอได้ดูคลิปก็สงสารอรนิชเลยหลอกล่อเอาคลิปวิดีโอจากพีรเทพมาโดยการแกล้งกลับมาคืนดีด้วย พีรเทพย่ามใจจูบไอริณขณะเผลอจนอนาวินมาเห็นเลยเข้าใจผิดเขาเลยพยายามตัดใจจากไอริณ ส่วนเลอลักษณ์กับเรวัติกำลังจะแต่งงานกัน เพราะเลอลักษณ์เกิดตั้งท้องกับแฟนเก่าอย่างคิมหันต์ แต่คิมหันต์ไม่รับผิดชอบแถมปล่อยข่าวว่าเลอลักษณ์เป็นผู้หญิงใจแตก สร้างความเสื่อมเสียให้เลอลักษณ์จนไม่อยากจะแต่งงานเพราะอับอาย ไอริณจึงสืบหาคนปล่อยข่าวจนรู้ว่าเป็นอรนุชและอรนิช เลยไปหาคิมหันต์เพื่อจะให้มาแถลงข่าวขอโทษที่ปล่อยข่าวทำให้เลอลักษณ์เสียหาย โดยขู่ว่าถ้าไม่ยอมจะให้ตำรวจไปทลายปาร์ตี้ยาอีแล้วออกข่าวว่าคิมหันต์เป็นสายให้ตำรวจ เขาเลยจำใจตกลง นอกจากนั้นไอริณก็นัด 2 สาวมาพบก่อนแถลงข่าว แล้วนำภาพวิดีโอลับของพีรเทพและอรนิชมาคืนเพื่อแสดงความจริงใจและขอให้อรนุชอยู่ร่วมงานแถลงข่าวต่อเพื่อช่วยแก้ข่าวให้เลอลักษณ์ อรนิชซาบซึ้งใจที่ไอริณไม่คิดจะทำลายตน แต่อรนุชไม่ยอมเพราะการออกมาขอโทษเท่ากับยอมรับว่าเป็นคนปล่อยข่าว ไอริณจึงจำใจโชว์ภาพเธอกับอนาวินให้อรนุชดู จนอนาวินแอบได้ยินเลยน้อยใจที่ไอริณแอบถ่ายคลิปเอาไว้เพื่อนำมาแก้แค้นอรนุชเท่านั้น ซึ่งคงต้องคอยลุ้นกันต่อไปว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะทำให้อนาวินตัดสินใจเลือกใครระหว่างไอริณกับอรนุช แล้วอรนุชจะแก้เกมรับมือกับไอริณอย่างไรต่อไป ทั้งหมดนี้ติดตามชมได้ทางช่อง 7 สี
จากนั้นไม่นานไอริณทราบข่าวว่านิตยสาร Working Women จะจัดงานครบรอบ 3 ปี โดยมีแผนจะประกาศความสำเร็จด้วยการเซ็นสัญญาขายโฆษณาให้กับห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งมี วาริรินทร์ (อังคณา ทิมดี) เป็นเจ้าของและมีแผนประกาศหมั้นของอรนุช ซึ่งไอริณประกาศจะทำลายทั้ง 2 แผนการ เธอพยายามติดต่อสร้างความสัมพันธ์กับวาริรินทร์แต่ก็ไม่เป็นผล โดยสืบรู้มาว่าวาริรินทร์แอบมีความสัมพันธ์ลับรักต่างวัยกับนายแบบหนุ่ม นิค (วินเซนต์ คินนี่) ซึ่งไอริณปล่อยข่าวอรนิชสนใจนิคเป็นการส่วนตัว แล้วก็เดินหน้าสร้างความแตกแยกให้อรนิชและพีรเทพแตกคอกัน โดยหลอกให้พีรเทพมาเจอที่ผับแล้วส่งสาวโคโยตี้เซ็กซี่ไปประกบ พร้อมกับส่งข่าวให้ปาปารัชซี่ทำให้อรนิชเสียหน้าและโกรธมากต้องการประชดพีรเทพด้วยการทำท่าทีสนใจนิคออกนอกหน้า สร้างความไม่พอใจให้กับวาริรินทร์จนถึงกับยกเลิกการเซ็นสัญญาโฆษณาแล้วไปซื้อโฆษณากับชิค วูแมนแทนในวันก่อนหน้าที่จะมีงานฉลองครบรอบ 3 ปี นั่นก็ทำให้แผนการไอริณสำเร็จไป 1 ข้อ ต่อจากนั้นไอริณก็สั่งให้ เรวัติ (ณัฐวัฒน์ เปล่าศิริวัธน์) สืบเรื่องของแฟนอรนุชซึ่งเรวัติหนักใจมาก เพราะแฟนอรนุชก็คืออนาวินเพื่อนรักสมัยเรียนของเขา เรวัติจึงโน้มน้าวใจให้ไอริณเปลี่ยนใจแต่ไม่เป็นผล เรวัติจึงตัดสินใจบอกไอริณว่าแฟนอรนุชชื่อวิน เป็นรองประธานบริษัทไนน์อาร์คิเทค ซึ่งข้อมูลแค่นี้ก็ทำให้เธอมั่นใจว่าสามารถจัดการได้เลยวางแผนไปดักพบที่ไซต์งานเพื่อหว่านเสน่ห์ให้เขามาตกหลุมรักและประกาศเลิกหมั้นกับอรนุช แต่เธอดันซุ่มซ่ามเดินชนกับอนาวินล้มลงก้นกระแทกพื้น อนาวินเลยต้องพาไปส่งบ้าน พอไอริณรู้ว่าอนาวินทำงานในบรษัทไนน์อาร์คิเทคก็เลยมัดมือชกโดยให้อนาวินร่วมแผนการด้วย ซึ่งอนาวินก็อยากรู้ว่าไอริณจะมีแผนการอะไรต่อไป จนอนาวินรู้เรื่องราวทั้งหมดจากเรวัติวางแผนซ้อนแผนใช้ วิทวัส มาปลอมตัวเป็นอนาวินแทน โดยให้ข้อเสนอว่าจะได้เลื่อนตำแหน่งถ้าผ่านการทดสอบในครั้งนี้ซึ่งเขาก็รับข้อเสนอนั้น แผนการเลยเริ่มต้นขึ้นมาเรื่อยๆ จนทำให้ทั้งคู่เริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น จู่ๆไอริณก็เริ่มสงสัยพฤติกรรมแปลกๆ ของอนาวินและเรวัติ เธอเลยตัดสินใจสืบจนรู้ว่าอนาวินคือแฟนของอรนุช ทำให้เธอคิดว่าอนาวินและอรนุชร่วมมือกันหลอกเธอ เธอเลยคิดกลั่นแกล้งทั้งคู่ โดยโทรศัพท์ไปหาอนาวินด้วยน้ำเสียงน่าสงสารขณะอยู่กับอรนุช ด้วยความเป็นห่วงอนาวินเลยไปพบไอริณที่บ้าน ไอริณรู้ตัวว่าตัวเองคงแพ้อรนุชแล้วเลยวางแผนตั้งกล้องถ่ายคลิปตัวเองกับอนาวินส่งไปให้อรนุชดู แต่ทว่าด้วยความเศร้าเสียใจที่โดนหลอก ไอริณกลับร้องไห้ออกมาเพราะคิดว่าสิ่งที่อนาวินทำดีกับตนเป็นการหลอกลวง อนาวินพยายามปลอบใจทำให้เขาเผลอจูบเธอ ไอริณโกรธมากเลยไล่เขาออกไปโดยไม่ยอมพูดคุยปรับความเข้าใจแม้แต่นิดเดียว
ส่วนอรนิชก็หลงใหลนิคมากเลยคิดวางแผนที่จะครอบครองเขาคนเดียวพร้อมทั้งเขี่ยพีรเทพทิ้ง โดยการแอบนำคลิปที่นิคถ่ายวาริรินทร์อย่างวาบหวามออกมาปล่อยว่อนเน็ต จนวาริรินทร์เสียชื่อเสียง นิครู้ความจริงเลยต่อว่าอรนิชและประกาศว่าตนเองรักวาริรินทร์ทำให้อรนิชเสียหน้า แล้วพีรเทพก็โดนอรนิชเขื่ยทิ้งก็หมดตัวเลยคิดที่จะหาเงินโดยการนำคลิปลับของอรนิชไปขายแต่ได้ราคาไม่ดี เลยนำไปต่อรองกับไอริณ พอได้ดูคลิปก็สงสารอรนิชเลยหลอกล่อเอาคลิปวิดีโอจากพีรเทพมาโดยการแกล้งกลับมาคืนดีด้วย พีรเทพย่ามใจจูบไอริณขณะเผลอจนอนาวินมาเห็นเลยเข้าใจผิดเขาเลยพยายามตัดใจจากไอริณ ส่วนเลอลักษณ์กับเรวัติกำลังจะแต่งงานกัน เพราะเลอลักษณ์เกิดตั้งท้องกับแฟนเก่าอย่างคิมหันต์ แต่คิมหันต์ไม่รับผิดชอบแถมปล่อยข่าวว่าเลอลักษณ์เป็นผู้หญิงใจแตก สร้างความเสื่อมเสียให้เลอลักษณ์จนไม่อยากจะแต่งงานเพราะอับอาย ไอริณจึงสืบหาคนปล่อยข่าวจนรู้ว่าเป็นอรนุชและอรนิช เลยไปหาคิมหันต์เพื่อจะให้มาแถลงข่าวขอโทษที่ปล่อยข่าวทำให้เลอลักษณ์เสียหาย โดยขู่ว่าถ้าไม่ยอมจะให้ตำรวจไปทลายปาร์ตี้ยาอีแล้วออกข่าวว่าคิมหันต์เป็นสายให้ตำรวจ เขาเลยจำใจตกลง นอกจากนั้นไอริณก็นัด 2 สาวมาพบก่อนแถลงข่าว แล้วนำภาพวิดีโอลับของพีรเทพและอรนิชมาคืนเพื่อแสดงความจริงใจและขอให้อรนุชอยู่ร่วมงานแถลงข่าวต่อเพื่อช่วยแก้ข่าวให้เลอลักษณ์ อรนิชซาบซึ้งใจที่ไอริณไม่คิดจะทำลายตน แต่อรนุชไม่ยอมเพราะการออกมาขอโทษเท่ากับยอมรับว่าเป็นคนปล่อยข่าว ไอริณจึงจำใจโชว์ภาพเธอกับอนาวินให้อรนุชดู จนอนาวินแอบได้ยินเลยน้อยใจที่ไอริณแอบถ่ายคลิปเอาไว้เพื่อนำมาแก้แค้นอรนุชเท่านั้น ซึ่งคงต้องคอยลุ้นกันต่อไปว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะทำให้อนาวินตัดสินใจเลือกใครระหว่างไอริณกับอรนุช แล้วอรนุชจะแก้เกมรับมือกับไอริณอย่างไรต่อไป ทั้งหมดนี้ติดตามชมได้ทางช่อง 7 สี
วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ปรากฎการณ์ BB
ปรากฏการณ์ BB ... ผลกระทบที่ไม่มีใครนึกถึง
ถูกหลอก!? ... คนเหงาเป็นเหยื่อของการแชต ... การพูดคุยกับคนรอบข้างลดลง ... เครียด ... ก้าวร้าว ...นี่เป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างของผลกระทบอีกมากมายเกิดขึ้น เมื่อคนในสังคมไทยใช้ Black Berryกันอย่างไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสมกับความต้องการ และอาจเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่คนไทยเมินเฉย ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตในระยะยาวได้
Society Network
ปัจจุบัน เหล่าสมาร์ทโฟนต่างๆ ได้เข้ามามีบทบาททางสังคมมากขึ้น เป็นเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มันถูกออกแบบให้มีความสามารถในการติดต่อสื่อสารได้รวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น และนี่คือยุคแห่งเทคโนโลยี 3G ที่ยังไม่หยุดนิ่ง ในขณะเดียวกันนั้น ผู้รับหรือผู้เสพเทคโนโลยีก็ทำหน้าที่เลือกว่า ตนเองนั้นต้องการหรือไม่ต้องการอะไร หลายคนอาจไม่เคยสังเกตว่า สิ่งที่มีประโยชน์ก็มีผลเสียต่อเราเช่นกัน
ที่จะกล่าวถึงคือ ผลกระทบของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ที่สามารถบดบังตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์ให้หมดไปได้ เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสนั่นคือ การแชตผ่านมือถือที่ฮิตกันมาก ในช่วงปี 2005 เป็นต้นมา จากนั้นบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างแย่งกันเจาะตลาดโดยการนำเข้า I – phone3G Nokia Samsung และ Black Berry หรือ BB รุ่นต่างๆ แต่ทาง BB นั้น ได้นำเหล่าเซเลบฯ หรือคนดังมาเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ทำให้ประเทศไทยในขณะนี้เกิดปราฏการณ์ของ BB ขึ้น ซึ่งทำให้ใครต่อใครในสังคม ได้ทำพฤติกรรมเลียนแบบที่จะต้องมีสมาร์ทโฟนแบบนี้ติดตัวไว้ ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกคิดว่า เอ้าต์ หรือตกเทรนด์
ก่อนหน้าที่ สมาร์ทโฟนจะมีการเปิดตัวโดยเหล่าเซเลบฯ และคนดังนั้น ความสามารถของมันที่เด่นชัดคือ การจัดส่งข้อมูลต่างๆ ที่สำคัญของเหล่านักธุรกิจแต่ปัจจุบันการใช้งานของมันได้เปลี่ยนแปลงไปถูกใช้ในทางอื่นมากขึ้น บางคนอาจใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ไปในทางที่ผิด เพราะความหรูหราทำให้มันเป็นกระแสที่ทุกคนต้องเกาะติด
คนส่วนใหญ่ที่ใช้สมาร์ทโฟนนั้นเป็นบุคคลที่ชอบเข้าสังคม ชอบการสังสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อกับเพื่อน หรือส่งข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นให้บุคคลอื่น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูอีกว่าการเลือกใช้งานของมือถือที่เราต้องพกติดตัวนั้น เข้ากับการใช้งานของเรามากน้อยเพียงใด
ความโดดเด่นของ BB ที่มีมากกว่าโทรศัพท์อื่น ด้วยโปรแกรม BlackBerry Messenger หรือ BBM ที่สามารถแชตกันได้เฉพาะสมาร์ทโฟนของยี่ห้อนี้เท่านั้น จากการสังเกตพฤติกรรมของผู้ใช้ ได้เล็งเห็นว่า ปัจจุบันการสื่อสารโดยการพูดคุยกับคนรอบข้างมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เช่น เวลาไปรับประทานอาหารกับเพื่อน คนใช้ BB บางคน ก็จะเอาแต่นั่งกดอยู่กับโทรศัพท์โดย ขาดการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ รอบข้าง ซึ่งจากแต่ก่อนคนเราเจอกันต้องคุยกัน หรือบางคนนั่งข้างๆ กัน แต่กลับใช้ Social Network แทนที่จะสื่อสารกันแบบ Face to Face
จิตแพทย์ชี้ผลร้าย
นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล ผู้เชี่ยวชาญจิตเวชทั่วไป ได้มาอธิบายเกี่ยวกับผลกระทบของการแชตบนมือถือต่อสุขภาพจิตว่า เนื่องจากปรากฏการณ์ของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้คนเรานั้นอยากรู้อยากเห็นในเรื่องของคนอื่นมากขึ้นด้วยสื่อทันสมัยเหล่านี้และทำให้ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญต่อมนุษย์ทุกคนกลับกลายเป็นติดต่อผ่านการแชตบนมือถือ ผ่าน MSN แต่ผลกระทบที่แน่นอนคือ Social Skill หรือ ปฏิสัมพันธ์ของบุคคลหายไป
“การติดเทคโนโลยีเหล่านี้ ไม่ได้ต่างจากเด็กติดเกม เพียงแต่ตอนนี้กลับกลายเป็นสภาพผู้ใหญ่และวัยรุ่นที่มีฐานะติดมือถือแทน บุคคลเหล่านี้มีอยู่ 2 ประเภทคือ 1.มีความเสี่ยงจะติดสิ่งต่างๆ ได้ง่ายเช่น ติดเกม ติดโทรศัพท์ ติดแฟนและ 2.มีปัญหาสุขภาพจิตซ่อนอยู่ เช่น ชีวิตไม่มีความสุข เหงาอยู่ตลอดเวลา พอมีสิ่งเหล่านี้มาเติมเต็มให้เขามีความสุข มีเพื่อนคุยไม่เหงา บางครั้งคนคุยกับเขาไม่ใช่เพื่อนกันมาก่อน อีกประเภทหนึ่งคือ พวกตามกระแสอยากเท่หรือชอบลองของใหม่”
นพ.กัมปนาทกล่าวว่า ความหลง อาจจะมีระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน แต่ถ้าเป็นคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตซ่อนอยู่นั้น กว่าเขาจะเบื่อการแชตบนมือถืออาจใช้เวลานานกว่านั้น อาจจะก่อให้เกิดผลเสียระยะยาวตามมา เช่น การนอนไม่เพียงพอ เสียการงาน เสียเงิน รวมถึงการเสียตัว
อย่างข่าวล่าสุดที่ฮือฮากันทั่ววงการบันเทิงว่า “อิม – อชิตะ” ถูกหลอกให้ซื้อ BlackBerry ไปถึง 7 เครื่อง เป็นจำนวนเงินกว่า 8 หมื่นบาท และเธอได้ถูกเชิดเงินไปจนมีการฟ้องร้องกันในที่สุด นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดในขณะนี้ ซึ่งอาจมีกรณีที่ไม่ได้ลงเป็นข่าวอีกมากแค่ไหนก็ไม่มีใครทราบ
นอกจากนั้น ผู้เชี่ยวชาญจิตเวชทั่วไปยังบอกอีกว่า มีผลกระทบทางด้านอารมณ์อีกด้วย เช่น การเล่นอินเทอร์เน็ตหรือเล่นเกมอย่างใจจดใจจ่อนานๆ จะก่อให้เกิดความเครียด สมองของเราจะทำให้เกิดการเรียนรู้ต่อสิ่งใหม่ๆ เรียกว่า 'Reward System หรือ วงจรของการให้รางวัล' เขาจะเรียนรู้ว่า ถ้าสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามาทำให้มีความสุข ความสนุกสนาน มันจะเข้าไปสั่งการทำงานของสมองให้ทำซ้ำๆ จะไม่แค่ซ้ำแบบเดิม แต่จะสั่งให้ทำมากขึ้นเรื่อยๆ
“เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นความโลภของคน ทำให้ใช้เวลาอยู่กับมันมากขึ้น จากการสังเกตจากคนรอบข้างที่สามารถควบคุมตัวเองได้ดีจะไม่ค่อยสนใจ ถ้าสนใจอาจแค่เล่นสนุกๆ หากเป็นคนที่มีแนวโน้มในการควบคุมตัวเองไม่ดีอยู่แล้ว หรือว่าหลงอะไรมากๆ เขาจะหมกมุ่นอยู่กับตรงนี้ทั้งวัน ทำให้ภาพลักษณ์ของเราเสียไปด้วย”
นพ.กัมปนาทยังกล่าวเพิ่มอีกว่า คนเราไม่จำเป็นต้องติดต่อกับคนอื่นมากมาย ความสุขนั้นสามารถหาได้จากสิ่งต่าง ๆ เช่น การออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ สะสมแสตมป์ นั่งสมาธิหรือปฏิบัติธรรม คนเหล่านี้จะทิ้งรูปแบบชีวิตทีตนเองเคยมีไปสู่เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นผลทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปด้วย
“ยกตัวอย่างเคสที่หมอเคยพบมา คือ หมอมีคนไข้หนึ่งรายเป็นไฮโซ ทางบ้านส่งเขามารักษากับหมอเพราะว่าเขาเครียดมาก เนื่องจากเขาติด BB และเขาเครียดกับเรื่องธุรกิจของเขาด้วย ทั้งวันเขาไม่เป็นอันทำงานเพราะเวลาเขาตื่นขึ้นมาก็จับมือถือ ไม่เป็นอันทำอะไรมัวแต่นั่งรอว่า ใครจะส่งแชตมาหาเรา ใครจะคุยกับเรา สาเหตุลึกๆ เราต้องดูว่าจริงๆแล้ว เขาเป็นคนขี้เหงาหรือเป็นเพราะว่าติดอะไรง่าย แต่อย่างหนึ่งคือ มันส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของเขาไปแล้ว”
การเพ่งบนหน้าจอนานๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอมือถือเหล่านี้ มีส่วนทำให้คิดประมวลผลต่อสิ่งต่างๆ ได้ช้าลง อาทิ เราทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกัน เราจะไม่สามารถทำได้ดี แต่ถ้าเราทำเพียงอย่างเดียว เราจะทำได้ดีกว่า และยังทำให้เลือดไปไหลเวียนในสมอง ในทางตรงกันข้ามอาจจะทำให้เซลล์สมองถูกทำลาย อาจทำให้ความจำเสียไปเร็วกว่าปกติได้ เหมือนกับการใช้โทรฯขณะขับรถ ไม่ว่าจะใช้บลูธูท ก็เช่นกัน อาจทำให้เสียสมาธิ และอันนี้มีการวิจัยออกมาชัดเจนอยู่แล้ว
“หมอไม่ได้บอกว่า โทรศัพท์หรือเครือข่ายโทรศัพท์ผิด แต่มันขึ้นอยู่กับว่า ผู้ใช้จะควบคุมตัวเอง ใช้ของของเขาอย่างมีสติหรือเปล่า ควรใช้มันแบบพอเพียงและเหมาะสมกับตัวผู้ใช้ ทำให้ได้ประโยชน์กันทั้ง 2 ฝ่าย เราได้เรียนรู้เทคโนโลยี ได้รับความสนุกสนาน แต่เราควรเบรคตัวเองไม่ให้เสียเงินทอง เสียเวลากับมันมากจนเกินไป ชีวิตของคนทั่วไป เวลางาน คือทำงาน การใช้เทคโนโลยีไม่เป็นอาจทำให้คนเสียการงานไปได้”
ผู้เชี่ยวชาญจิตเวชทั่วไป ยังกล่าวถึงผลกระทบต่อไปว่า จะทำให้ภาพลักษณ์ของเราเสียไปด้วย มันสะท้อนถึง Assertive เป็นทักษะอย่างหนึ่งของคนไทย ซึ่งเวลาคนไทยอึดอัดจะไม่ค่อยพูด แต่ถ้าเป็นฝรั่งไม่พอใจอะไรหรือไม่พอใจใคร เขาจะพูดออกมาเลยเพราะคนเราสามารถแสดงออกได้ แต่ไม่ใช่แสดงอาการก้าวร้าว และสิ่งที่คนไทยเป็นนั้นไม่ใช่ทักษะที่เป็นผลดี
ค่าใช้จ่ายที่ไม่มีวันรู้จบ
คุณเคยหันกลับมาคิดบ้างไหมว่า รายรับรายจ่ายของคุณกับการใช้มือถือของแต่ละค่าย โดยสมมติเป็นสมาร์ทโฟน BlackBerry รวมกับค่ารายเดือนในราคาต่ำสุดอยู่ที่เท่าไหร่
ตัวอย่างง่ายๆ ของราคาเครื่องรุ่น Curve 8520 ที่ฮิตกันในขณะนี้ คือ 13,900 บาท รวมค่าบริการรายเดือนที่สามารถเล่นอินเตอร์เน็ทและแชตกันได้อย่างไม่อั้นของเครือข่ายชื่อดัง 800 บาท (โดยมีเงื่อนไขต่างๆ ตามที่กำหนด) สามารถโทร.ได้ 100 นาที ส่วนเกินคิดเพิ่มต่างหาก รวมคร่าวๆ ทั้งหมด ค่าใช้จ่ายเดือนแรก คือ 14,700 บาทเป็นอย่างต่ำ ส่วนราคาเครื่องแพงสุดเป็นเครื่องรุ่น Bold 9700 ราคากลางคือ 24,900 บาท ถ้ารวมค่าบริการ 800 บาท รวมเป็นค่าใช้จ่ายอย่างต่ำ คือ 25,700 บาท
ในเดือนต่อๆ ไป หากคุณใช้โปรโมชันนี้ไปเรื่อยๆ คุณลองคิดดูว่า 1 ปี คุณจะมีค่าใช้จ่ายแค่ค่าโทรศัพท์มากเท่าไหร่ ควรตัดสินใจให้ดีก่อนว่า คุณมีความจำเป็นในการใช้เครื่องมือสื่อสารเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน ก่อนที่มันจะย้อนกลับมาเป็นผลกระทบต่อตัวคุณในภายภาคหน้า
“ให้เทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรา แต่อย่าให้เราเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี”
ถูกหลอก!? ... คนเหงาเป็นเหยื่อของการแชต ... การพูดคุยกับคนรอบข้างลดลง ... เครียด ... ก้าวร้าว ...นี่เป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างของผลกระทบอีกมากมายเกิดขึ้น เมื่อคนในสังคมไทยใช้ Black Berryกันอย่างไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสมกับความต้องการ และอาจเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่คนไทยเมินเฉย ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตในระยะยาวได้
Society Network
ปัจจุบัน เหล่าสมาร์ทโฟนต่างๆ ได้เข้ามามีบทบาททางสังคมมากขึ้น เป็นเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มันถูกออกแบบให้มีความสามารถในการติดต่อสื่อสารได้รวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น และนี่คือยุคแห่งเทคโนโลยี 3G ที่ยังไม่หยุดนิ่ง ในขณะเดียวกันนั้น ผู้รับหรือผู้เสพเทคโนโลยีก็ทำหน้าที่เลือกว่า ตนเองนั้นต้องการหรือไม่ต้องการอะไร หลายคนอาจไม่เคยสังเกตว่า สิ่งที่มีประโยชน์ก็มีผลเสียต่อเราเช่นกัน
ที่จะกล่าวถึงคือ ผลกระทบของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ที่สามารถบดบังตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์ให้หมดไปได้ เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสนั่นคือ การแชตผ่านมือถือที่ฮิตกันมาก ในช่วงปี 2005 เป็นต้นมา จากนั้นบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างแย่งกันเจาะตลาดโดยการนำเข้า I – phone3G Nokia Samsung และ Black Berry หรือ BB รุ่นต่างๆ แต่ทาง BB นั้น ได้นำเหล่าเซเลบฯ หรือคนดังมาเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ทำให้ประเทศไทยในขณะนี้เกิดปราฏการณ์ของ BB ขึ้น ซึ่งทำให้ใครต่อใครในสังคม ได้ทำพฤติกรรมเลียนแบบที่จะต้องมีสมาร์ทโฟนแบบนี้ติดตัวไว้ ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกคิดว่า เอ้าต์ หรือตกเทรนด์
ก่อนหน้าที่ สมาร์ทโฟนจะมีการเปิดตัวโดยเหล่าเซเลบฯ และคนดังนั้น ความสามารถของมันที่เด่นชัดคือ การจัดส่งข้อมูลต่างๆ ที่สำคัญของเหล่านักธุรกิจแต่ปัจจุบันการใช้งานของมันได้เปลี่ยนแปลงไปถูกใช้ในทางอื่นมากขึ้น บางคนอาจใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ไปในทางที่ผิด เพราะความหรูหราทำให้มันเป็นกระแสที่ทุกคนต้องเกาะติด
คนส่วนใหญ่ที่ใช้สมาร์ทโฟนนั้นเป็นบุคคลที่ชอบเข้าสังคม ชอบการสังสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อกับเพื่อน หรือส่งข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นให้บุคคลอื่น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูอีกว่าการเลือกใช้งานของมือถือที่เราต้องพกติดตัวนั้น เข้ากับการใช้งานของเรามากน้อยเพียงใด
ความโดดเด่นของ BB ที่มีมากกว่าโทรศัพท์อื่น ด้วยโปรแกรม BlackBerry Messenger หรือ BBM ที่สามารถแชตกันได้เฉพาะสมาร์ทโฟนของยี่ห้อนี้เท่านั้น จากการสังเกตพฤติกรรมของผู้ใช้ ได้เล็งเห็นว่า ปัจจุบันการสื่อสารโดยการพูดคุยกับคนรอบข้างมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เช่น เวลาไปรับประทานอาหารกับเพื่อน คนใช้ BB บางคน ก็จะเอาแต่นั่งกดอยู่กับโทรศัพท์โดย ขาดการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ รอบข้าง ซึ่งจากแต่ก่อนคนเราเจอกันต้องคุยกัน หรือบางคนนั่งข้างๆ กัน แต่กลับใช้ Social Network แทนที่จะสื่อสารกันแบบ Face to Face
จิตแพทย์ชี้ผลร้าย
นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล ผู้เชี่ยวชาญจิตเวชทั่วไป ได้มาอธิบายเกี่ยวกับผลกระทบของการแชตบนมือถือต่อสุขภาพจิตว่า เนื่องจากปรากฏการณ์ของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้คนเรานั้นอยากรู้อยากเห็นในเรื่องของคนอื่นมากขึ้นด้วยสื่อทันสมัยเหล่านี้และทำให้ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญต่อมนุษย์ทุกคนกลับกลายเป็นติดต่อผ่านการแชตบนมือถือ ผ่าน MSN แต่ผลกระทบที่แน่นอนคือ Social Skill หรือ ปฏิสัมพันธ์ของบุคคลหายไป
“การติดเทคโนโลยีเหล่านี้ ไม่ได้ต่างจากเด็กติดเกม เพียงแต่ตอนนี้กลับกลายเป็นสภาพผู้ใหญ่และวัยรุ่นที่มีฐานะติดมือถือแทน บุคคลเหล่านี้มีอยู่ 2 ประเภทคือ 1.มีความเสี่ยงจะติดสิ่งต่างๆ ได้ง่ายเช่น ติดเกม ติดโทรศัพท์ ติดแฟนและ 2.มีปัญหาสุขภาพจิตซ่อนอยู่ เช่น ชีวิตไม่มีความสุข เหงาอยู่ตลอดเวลา พอมีสิ่งเหล่านี้มาเติมเต็มให้เขามีความสุข มีเพื่อนคุยไม่เหงา บางครั้งคนคุยกับเขาไม่ใช่เพื่อนกันมาก่อน อีกประเภทหนึ่งคือ พวกตามกระแสอยากเท่หรือชอบลองของใหม่”
นพ.กัมปนาทกล่าวว่า ความหลง อาจจะมีระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน แต่ถ้าเป็นคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตซ่อนอยู่นั้น กว่าเขาจะเบื่อการแชตบนมือถืออาจใช้เวลานานกว่านั้น อาจจะก่อให้เกิดผลเสียระยะยาวตามมา เช่น การนอนไม่เพียงพอ เสียการงาน เสียเงิน รวมถึงการเสียตัว
อย่างข่าวล่าสุดที่ฮือฮากันทั่ววงการบันเทิงว่า “อิม – อชิตะ” ถูกหลอกให้ซื้อ BlackBerry ไปถึง 7 เครื่อง เป็นจำนวนเงินกว่า 8 หมื่นบาท และเธอได้ถูกเชิดเงินไปจนมีการฟ้องร้องกันในที่สุด นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดในขณะนี้ ซึ่งอาจมีกรณีที่ไม่ได้ลงเป็นข่าวอีกมากแค่ไหนก็ไม่มีใครทราบ
นอกจากนั้น ผู้เชี่ยวชาญจิตเวชทั่วไปยังบอกอีกว่า มีผลกระทบทางด้านอารมณ์อีกด้วย เช่น การเล่นอินเทอร์เน็ตหรือเล่นเกมอย่างใจจดใจจ่อนานๆ จะก่อให้เกิดความเครียด สมองของเราจะทำให้เกิดการเรียนรู้ต่อสิ่งใหม่ๆ เรียกว่า 'Reward System หรือ วงจรของการให้รางวัล' เขาจะเรียนรู้ว่า ถ้าสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามาทำให้มีความสุข ความสนุกสนาน มันจะเข้าไปสั่งการทำงานของสมองให้ทำซ้ำๆ จะไม่แค่ซ้ำแบบเดิม แต่จะสั่งให้ทำมากขึ้นเรื่อยๆ
“เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นความโลภของคน ทำให้ใช้เวลาอยู่กับมันมากขึ้น จากการสังเกตจากคนรอบข้างที่สามารถควบคุมตัวเองได้ดีจะไม่ค่อยสนใจ ถ้าสนใจอาจแค่เล่นสนุกๆ หากเป็นคนที่มีแนวโน้มในการควบคุมตัวเองไม่ดีอยู่แล้ว หรือว่าหลงอะไรมากๆ เขาจะหมกมุ่นอยู่กับตรงนี้ทั้งวัน ทำให้ภาพลักษณ์ของเราเสียไปด้วย”
นพ.กัมปนาทยังกล่าวเพิ่มอีกว่า คนเราไม่จำเป็นต้องติดต่อกับคนอื่นมากมาย ความสุขนั้นสามารถหาได้จากสิ่งต่าง ๆ เช่น การออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ สะสมแสตมป์ นั่งสมาธิหรือปฏิบัติธรรม คนเหล่านี้จะทิ้งรูปแบบชีวิตทีตนเองเคยมีไปสู่เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นผลทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปด้วย
“ยกตัวอย่างเคสที่หมอเคยพบมา คือ หมอมีคนไข้หนึ่งรายเป็นไฮโซ ทางบ้านส่งเขามารักษากับหมอเพราะว่าเขาเครียดมาก เนื่องจากเขาติด BB และเขาเครียดกับเรื่องธุรกิจของเขาด้วย ทั้งวันเขาไม่เป็นอันทำงานเพราะเวลาเขาตื่นขึ้นมาก็จับมือถือ ไม่เป็นอันทำอะไรมัวแต่นั่งรอว่า ใครจะส่งแชตมาหาเรา ใครจะคุยกับเรา สาเหตุลึกๆ เราต้องดูว่าจริงๆแล้ว เขาเป็นคนขี้เหงาหรือเป็นเพราะว่าติดอะไรง่าย แต่อย่างหนึ่งคือ มันส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของเขาไปแล้ว”
การเพ่งบนหน้าจอนานๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอมือถือเหล่านี้ มีส่วนทำให้คิดประมวลผลต่อสิ่งต่างๆ ได้ช้าลง อาทิ เราทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกัน เราจะไม่สามารถทำได้ดี แต่ถ้าเราทำเพียงอย่างเดียว เราจะทำได้ดีกว่า และยังทำให้เลือดไปไหลเวียนในสมอง ในทางตรงกันข้ามอาจจะทำให้เซลล์สมองถูกทำลาย อาจทำให้ความจำเสียไปเร็วกว่าปกติได้ เหมือนกับการใช้โทรฯขณะขับรถ ไม่ว่าจะใช้บลูธูท ก็เช่นกัน อาจทำให้เสียสมาธิ และอันนี้มีการวิจัยออกมาชัดเจนอยู่แล้ว
“หมอไม่ได้บอกว่า โทรศัพท์หรือเครือข่ายโทรศัพท์ผิด แต่มันขึ้นอยู่กับว่า ผู้ใช้จะควบคุมตัวเอง ใช้ของของเขาอย่างมีสติหรือเปล่า ควรใช้มันแบบพอเพียงและเหมาะสมกับตัวผู้ใช้ ทำให้ได้ประโยชน์กันทั้ง 2 ฝ่าย เราได้เรียนรู้เทคโนโลยี ได้รับความสนุกสนาน แต่เราควรเบรคตัวเองไม่ให้เสียเงินทอง เสียเวลากับมันมากจนเกินไป ชีวิตของคนทั่วไป เวลางาน คือทำงาน การใช้เทคโนโลยีไม่เป็นอาจทำให้คนเสียการงานไปได้”
ผู้เชี่ยวชาญจิตเวชทั่วไป ยังกล่าวถึงผลกระทบต่อไปว่า จะทำให้ภาพลักษณ์ของเราเสียไปด้วย มันสะท้อนถึง Assertive เป็นทักษะอย่างหนึ่งของคนไทย ซึ่งเวลาคนไทยอึดอัดจะไม่ค่อยพูด แต่ถ้าเป็นฝรั่งไม่พอใจอะไรหรือไม่พอใจใคร เขาจะพูดออกมาเลยเพราะคนเราสามารถแสดงออกได้ แต่ไม่ใช่แสดงอาการก้าวร้าว และสิ่งที่คนไทยเป็นนั้นไม่ใช่ทักษะที่เป็นผลดี
ค่าใช้จ่ายที่ไม่มีวันรู้จบ
คุณเคยหันกลับมาคิดบ้างไหมว่า รายรับรายจ่ายของคุณกับการใช้มือถือของแต่ละค่าย โดยสมมติเป็นสมาร์ทโฟน BlackBerry รวมกับค่ารายเดือนในราคาต่ำสุดอยู่ที่เท่าไหร่
ตัวอย่างง่ายๆ ของราคาเครื่องรุ่น Curve 8520 ที่ฮิตกันในขณะนี้ คือ 13,900 บาท รวมค่าบริการรายเดือนที่สามารถเล่นอินเตอร์เน็ทและแชตกันได้อย่างไม่อั้นของเครือข่ายชื่อดัง 800 บาท (โดยมีเงื่อนไขต่างๆ ตามที่กำหนด) สามารถโทร.ได้ 100 นาที ส่วนเกินคิดเพิ่มต่างหาก รวมคร่าวๆ ทั้งหมด ค่าใช้จ่ายเดือนแรก คือ 14,700 บาทเป็นอย่างต่ำ ส่วนราคาเครื่องแพงสุดเป็นเครื่องรุ่น Bold 9700 ราคากลางคือ 24,900 บาท ถ้ารวมค่าบริการ 800 บาท รวมเป็นค่าใช้จ่ายอย่างต่ำ คือ 25,700 บาท
ในเดือนต่อๆ ไป หากคุณใช้โปรโมชันนี้ไปเรื่อยๆ คุณลองคิดดูว่า 1 ปี คุณจะมีค่าใช้จ่ายแค่ค่าโทรศัพท์มากเท่าไหร่ ควรตัดสินใจให้ดีก่อนว่า คุณมีความจำเป็นในการใช้เครื่องมือสื่อสารเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน ก่อนที่มันจะย้อนกลับมาเป็นผลกระทบต่อตัวคุณในภายภาคหน้า
“ให้เทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรา แต่อย่าให้เราเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี”
วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
รายระเอียดของแต่ละประเภณีในเดือนมิถินายน
รายระเอียดของแต่ละประเภณีในเดือนมิถินายน
[1] 5th มิถุนายน ของทุกปี ถือเป็น วันสิ่งแวดล้อมโลก “World Environment Day” และได้มีการสถาปนาวันสิ่งแวดล้อมขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2515 หรือเมื่อราว 33 ปีที่ผ่านมา โดยได้ทำการจัดการประชุมที่เรียกว่า “การประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อม” (UN Conference on the Human Environment)ทาน
[2] 9th มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระราชสมภพ เมื่อวันอาทิตย์ขึ้น 2 ค่ำเดือน 11 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468 ณ เมือง ไฮเดเบอร์ก ประเทศเยอรมัน ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่สอง ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรมพระบรมราชนก (ขณะนั่นดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชกรมขุนสงขลานครินทร์)ย
[3] 24th มิถุนายน ของทุกปี การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 คือ การปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยคณะราษฎร ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
[4] ตรงกับ 26th มิถุนายนของทุกปี พระสุนทรโวหาร นามเดิม ภู่ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า สุนทรภู่ (พ.ศ. 2329-2398) กวีไทยที่มีชื่อเสียงใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีผลงานที่มีชื่อเสียงหลายเรื่องได้แก่ พระอภัยมณี นิราศพระบาท นิราศภูเขาทอง ได้รับยกย่องจากองค์การยูเนสโกเป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านงานวรรณกรรม เมื่อ พ.ศ.
[5] ทุกวันที่ 26th มิถุนายน ของทุกปประเทศไทยได้เผชิญกับปัญหา ยาเสพติด มา เป็นเวลาช้านาน รัฐบาลในแต่ละยุคได้ดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติดมาตลอด จนกระทั่งใน พ.ศ. 2501 คณะปฏิวัติภายใต้การนำของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ออกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 37 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2501 ให้เลิกการสูบฝิ่นทั่วราชอาณาจักรโดยมีการเผาทำลายฝิ่นและอุปกรณ์การสูบฝิ่น ี
[1] 5th มิถุนายน ของทุกปี ถือเป็น วันสิ่งแวดล้อมโลก “World Environment Day” และได้มีการสถาปนาวันสิ่งแวดล้อมขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2515 หรือเมื่อราว 33 ปีที่ผ่านมา โดยได้ทำการจัดการประชุมที่เรียกว่า “การประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อม” (UN Conference on the Human Environment)ทาน
[2] 9th มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระราชสมภพ เมื่อวันอาทิตย์ขึ้น 2 ค่ำเดือน 11 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468 ณ เมือง ไฮเดเบอร์ก ประเทศเยอรมัน ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่สอง ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรมพระบรมราชนก (ขณะนั่นดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชกรมขุนสงขลานครินทร์)ย
[3] 24th มิถุนายน ของทุกปี การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 คือ การปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยคณะราษฎร ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
[4] ตรงกับ 26th มิถุนายนของทุกปี พระสุนทรโวหาร นามเดิม ภู่ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า สุนทรภู่ (พ.ศ. 2329-2398) กวีไทยที่มีชื่อเสียงใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีผลงานที่มีชื่อเสียงหลายเรื่องได้แก่ พระอภัยมณี นิราศพระบาท นิราศภูเขาทอง ได้รับยกย่องจากองค์การยูเนสโกเป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านงานวรรณกรรม เมื่อ พ.ศ.
[5] ทุกวันที่ 26th มิถุนายน ของทุกปประเทศไทยได้เผชิญกับปัญหา ยาเสพติด มา เป็นเวลาช้านาน รัฐบาลในแต่ละยุคได้ดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติดมาตลอด จนกระทั่งใน พ.ศ. 2501 คณะปฏิวัติภายใต้การนำของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ออกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 37 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2501 ให้เลิกการสูบฝิ่นทั่วราชอาณาจักรโดยมีการเผาทำลายฝิ่นและอุปกรณ์การสูบฝิ่น ี
วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
การประดิษฐ์ครั้งแรก
การประดิษฐ์ครั้งแรก
เชื่อกันว่าการประดิษฐ์ครั้งแรกอยู่ช่วงสมัยที่มนุษย์ยังเป็นมนุษย์ยุคก่อนๆ หรือยุคของ มนุษย์สายพันธ์ The Abominable Snowman ที่ซึ่งพัฒนามาจากลิงหลักฐานถูกค้นพ้มในถ้ำเก่าแก่ของ ขั้วโลกเหนือ จากเครื่องมือที่ให้ทำมาหากินโดยนักสำรวจชาวอเมริกัน มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ และทีมงานเป็นผู้ค้นพบ จากการตรวจสอบทางแลปทดลองอย่างละเอียดพบว่า อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆมีสภาพคงอยู่มานานนับพันๆปี หรือในช่วง5000-10000 B.C. ราวๆ 1000-4000 ก่อนพุทธศักราช ของใช้ต่างแม้จะอยู่ในสภาพที่เก่าแก่เหลือทน แต่เราสามารถทราบได้ถึงวิวัฒนาการของมนุษย์ในยุคนั้นจากสิ่งประดิษฐ์ก้าวเล็กๆของมนุษย์จนมาถึงเครื่องบินลำยักษ์ในปัจจุบัน เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากมนุษย์ทั้งสิ้น
ยุคในการประดิษฐ์
เราสามารถแบ่งการประดิษฐ์ออกเป็น 3 ช่วงตามเวลา และอุปกรณ์การประดิษฐ์
ยุคต้น (ก่อนคริสศักราชถึงต้นปี500)
มนุษย์เรียนรู้การใช้ไฟและในการหลอมโลหะ ตีอุปกรณ์ ทำแก้ว ยุคนี้เป็นยุคเฟื่องฟูของศาสนาและการทำมาค้าขาย ในยุคที่มีการแบ่งชนชั้นมากเช่นนี้ ผู้คนจำเป็นต้องมี การนำของไปถวายหรือบูชา ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมทางศาสนาหรือว่าการบูชาทำนาย ทำให้มีการทำเหมืองแบบเก่าเป็นจำนวนมาก เพื่อขุดทอง เงินและทองแดง ในการทำเครื่องประดับต่างๆ นอกจากนี้เรื่องของเครื่องแต่งการยังเป็นยุคที่เฟื่องฟูอีกด้วย เชื่อกันว่าผู้คนรู้จักการย้อมผ้าและ แล้วทักยอแบบหยาบๆ แล้ว โดยอาศัยตัวไหมและยางจากต้นไม้ ในทางเขตยุโรปผู้คนนิยมทำเครื่องเกราะ ดาบ เครื่องเงิน มงกุฎและอุตสาหกรรมต่อเรือยังเป็นอะไรที่เฟื่องฟูอีกด้วย ผู้คนนิยมเดินทาง โดยเฉพาะฝรั่งเศสและ อังกฤษที่ชอบล่าเมืองขึ้น และบ้านยังเป็นแบบไม้ชั้นเดียวที่ต้องแน่นหนา การประดิษฐ์เป็นแบบพื้นๆแล้วศิลปะมากกว่าทางเอเชียหรือแอฟฟริกา ทางเอเชีย การประดิษฐ์ไม่ค่อยเป็นที่ใส่ใจเท่าไหร่ บ้านยังเป็นแบบเก่าที่ทำจากไม้ ผู้คนจะนิยมค้าขายอาหารกิจกรรมทางศาสนามากกว่า เช่นเดียวกับแอฟริกาที่การประดิษฐ์ไม่ค่อยเจริญเทียบเท่าแถบยุโรป
ยุครุ่งเรือง (ช่วงกลาง 500-1350)
นักประดิษฐืทางยุโรปเริ่มรู้จักการใช้ไฟฟ้า อาชิพนักวิทยาศาสตร์ เจริญมาก ทำให้การประดิษฐ์ก้าวหน้าไปด้วย มีการค้นพบคุณสมบัติของไฟฟ้าเป็นครั้งแรก ทำให้มีการประดิษฐ์สิ่งของต่างๆมากมาย เช่นการค้นพบคลื่นวิทยุ มอเตอร์ สนามพลัง ทำให้มีการสร้างรถยนต์ หลอดไฟ วิทยุ โทรทัศน์ และสิ่งของลิเลคทรอนิคอีกมากมาย เมื่อเทียบกับทางแถบแอฟริกาและเอเชีย ซึ่งทางเอเชียได้รับอิทธิพลจากทางแถบยุโรบ ทำให้เจริญตามด้วย แต่ไม่มีเรื่องของการประดิษฐื แต่จะเป็นผู้บริโภค ทางแถบอเมริกา เริ่มมีคนย้ายเข้าไปอยู่ในแขตของชนชาวพื้นเมือง และคนนั้นมาจากทางแถบยุโรป ซึ่งนำประดิษฐ์ต่างๆมากด้วย ส่วนออสเตรีย และ แอฟริกา เป็นประเทศที่การประดิษฐ์ไม่ค่อยมีคนสนใจ
ยุคปัจจุบัน (1350-ปัจจุบัน)
มนุษย์เริ่มรู้จักการใช้ชิป มีการสร้างอุปกรณ์อิเลคทรอนิคมากมาย เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ จรวด เรือดำน้ำ อุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ มีการใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์ และกระจายไปทั่วโลก แต่ก็ยังไม่ทั่วถึงและเท่ากันทั่วประเทศ โดยเฉพาะ มหาอำนาจอย่างอเมริกา ที่มีนักประดิษฐ์มากกว่าและมีความพร้อม ได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลทำให้เกิดความก้าวหน้าเร็วขึ้น แล้วเปลี่ยนการทำงานเป็นการทำงานแบบองค์กร หรือทีมนั่นเอง
เชื่อกันว่าการประดิษฐ์ครั้งแรกอยู่ช่วงสมัยที่มนุษย์ยังเป็นมนุษย์ยุคก่อนๆ หรือยุคของ มนุษย์สายพันธ์ The Abominable Snowman ที่ซึ่งพัฒนามาจากลิงหลักฐานถูกค้นพ้มในถ้ำเก่าแก่ของ ขั้วโลกเหนือ จากเครื่องมือที่ให้ทำมาหากินโดยนักสำรวจชาวอเมริกัน มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ และทีมงานเป็นผู้ค้นพบ จากการตรวจสอบทางแลปทดลองอย่างละเอียดพบว่า อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆมีสภาพคงอยู่มานานนับพันๆปี หรือในช่วง5000-10000 B.C. ราวๆ 1000-4000 ก่อนพุทธศักราช ของใช้ต่างแม้จะอยู่ในสภาพที่เก่าแก่เหลือทน แต่เราสามารถทราบได้ถึงวิวัฒนาการของมนุษย์ในยุคนั้นจากสิ่งประดิษฐ์ก้าวเล็กๆของมนุษย์จนมาถึงเครื่องบินลำยักษ์ในปัจจุบัน เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากมนุษย์ทั้งสิ้น
ยุคในการประดิษฐ์
เราสามารถแบ่งการประดิษฐ์ออกเป็น 3 ช่วงตามเวลา และอุปกรณ์การประดิษฐ์
ยุคต้น (ก่อนคริสศักราชถึงต้นปี500)
มนุษย์เรียนรู้การใช้ไฟและในการหลอมโลหะ ตีอุปกรณ์ ทำแก้ว ยุคนี้เป็นยุคเฟื่องฟูของศาสนาและการทำมาค้าขาย ในยุคที่มีการแบ่งชนชั้นมากเช่นนี้ ผู้คนจำเป็นต้องมี การนำของไปถวายหรือบูชา ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมทางศาสนาหรือว่าการบูชาทำนาย ทำให้มีการทำเหมืองแบบเก่าเป็นจำนวนมาก เพื่อขุดทอง เงินและทองแดง ในการทำเครื่องประดับต่างๆ นอกจากนี้เรื่องของเครื่องแต่งการยังเป็นยุคที่เฟื่องฟูอีกด้วย เชื่อกันว่าผู้คนรู้จักการย้อมผ้าและ แล้วทักยอแบบหยาบๆ แล้ว โดยอาศัยตัวไหมและยางจากต้นไม้ ในทางเขตยุโรปผู้คนนิยมทำเครื่องเกราะ ดาบ เครื่องเงิน มงกุฎและอุตสาหกรรมต่อเรือยังเป็นอะไรที่เฟื่องฟูอีกด้วย ผู้คนนิยมเดินทาง โดยเฉพาะฝรั่งเศสและ อังกฤษที่ชอบล่าเมืองขึ้น และบ้านยังเป็นแบบไม้ชั้นเดียวที่ต้องแน่นหนา การประดิษฐ์เป็นแบบพื้นๆแล้วศิลปะมากกว่าทางเอเชียหรือแอฟฟริกา ทางเอเชีย การประดิษฐ์ไม่ค่อยเป็นที่ใส่ใจเท่าไหร่ บ้านยังเป็นแบบเก่าที่ทำจากไม้ ผู้คนจะนิยมค้าขายอาหารกิจกรรมทางศาสนามากกว่า เช่นเดียวกับแอฟริกาที่การประดิษฐ์ไม่ค่อยเจริญเทียบเท่าแถบยุโรป
ยุครุ่งเรือง (ช่วงกลาง 500-1350)
นักประดิษฐืทางยุโรปเริ่มรู้จักการใช้ไฟฟ้า อาชิพนักวิทยาศาสตร์ เจริญมาก ทำให้การประดิษฐ์ก้าวหน้าไปด้วย มีการค้นพบคุณสมบัติของไฟฟ้าเป็นครั้งแรก ทำให้มีการประดิษฐ์สิ่งของต่างๆมากมาย เช่นการค้นพบคลื่นวิทยุ มอเตอร์ สนามพลัง ทำให้มีการสร้างรถยนต์ หลอดไฟ วิทยุ โทรทัศน์ และสิ่งของลิเลคทรอนิคอีกมากมาย เมื่อเทียบกับทางแถบแอฟริกาและเอเชีย ซึ่งทางเอเชียได้รับอิทธิพลจากทางแถบยุโรบ ทำให้เจริญตามด้วย แต่ไม่มีเรื่องของการประดิษฐื แต่จะเป็นผู้บริโภค ทางแถบอเมริกา เริ่มมีคนย้ายเข้าไปอยู่ในแขตของชนชาวพื้นเมือง และคนนั้นมาจากทางแถบยุโรป ซึ่งนำประดิษฐ์ต่างๆมากด้วย ส่วนออสเตรีย และ แอฟริกา เป็นประเทศที่การประดิษฐ์ไม่ค่อยมีคนสนใจ
ยุคปัจจุบัน (1350-ปัจจุบัน)
มนุษย์เริ่มรู้จักการใช้ชิป มีการสร้างอุปกรณ์อิเลคทรอนิคมากมาย เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ จรวด เรือดำน้ำ อุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ มีการใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์ และกระจายไปทั่วโลก แต่ก็ยังไม่ทั่วถึงและเท่ากันทั่วประเทศ โดยเฉพาะ มหาอำนาจอย่างอเมริกา ที่มีนักประดิษฐ์มากกว่าและมีความพร้อม ได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลทำให้เกิดความก้าวหน้าเร็วขึ้น แล้วเปลี่ยนการทำงานเป็นการทำงานแบบองค์กร หรือทีมนั่นเอง
ประวัติวันวาเลยไทน์
วันวาเลนไทน์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ในกรุงโรมสมัยก่อนนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันเฉลิมฉลองของจูโน่ซึ่งเป็นราชินีแห่งเหล่าเทพและเทพธิดาของโรมัน ชาวโรมันรู้จักเธอในนามของเทพธิดาแห่ง อิสตรีและการแต่งงาน และในวันถัดมาคือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ก็จะเป็นวันเริ่มต้นงานเลี้ยงของ Lupercalia การดำเนินชีวิตของเด็กหนุ่มและเด็กสาวในสมัยนั้นจะถูกแยกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเพณี อย่างนึง ซึ่งเด็กหนุ่มสาวยังสืบทอดต่อกันมา คือ คืนก่อนวันเฉลิมฉลอง Lupercalia นั้นชื่อของเด็กสาวทุกคนจะถูกเขียนลงในเศษกระดาษเล็ก ๆ และจะใส่เอาไว้ในเหยือก เด็กหนุ่มแต่ละคนจะดึงชื่อของเด็กสาวออกจากเหยือก แล้วหลังจากนั้นก็จะจับคู่กันในงานเฉลิมฉลอง บางครั้งการจับคู่นี้ ท้ายที่สุดก็จะจบลงด้วยการที่เด็กหนุ่มและเด็กสาวทั้งสองนั้นได้ตกหลุมรักกันและแต่งงานกันในที่สุด
ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง (Claudius II) นั้น กรุงโรมได้เกิดสงครามหลาย ครั้ง และคลอดิอุสเองก็ประสบกับปัญหาในการที่จะหาทหารจำนวนมากมายมหาศาลมาเข้าร่วมในศึกสงคราม และเขาเชื่อว่าเหตุผลสำคัญก็คือ ผู้ชายโรมันหลายคนไม่ต้องการจากครอบครัวและคนอันเป็นที่รักไป และด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้จักรพรรดิคลอดิอุสประกาศให้ยกเลิกงานแต่งงานและงานหมั้นทั้งหมดในกรุงโรม ถึงกระนั้นก็ตาม ยังมีนักบุญผู้ใจดีคนหนึ่งซึ่งชื่อว่า ท่านนักบุญวาเลนไทน์ ท่านเป็นพระที่กรุงโรมในสมัยของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง ท่านนักบุญวาเลนไทน์และนักบุญมาริอุส ได้จัดตั้งกลุ่มองค์กรเล็ก ๆ เพื่อช่วยเหลือชาวคริสเตียนที่ตกทุกข์ได้ยากเหล่านี้ และได้จัดให้มีการแต่งงานของคู่รักอย่างลับ ๆ ด้วย
และจากการกระทำเหล่านี้เอง ทำให้นักบุญวาเลนไทน์ถูกจับและถูกตัดสินประหารโดยการตัดศีรษะ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประมาณปีคริสต์ศักราชที่ 270 ซึ่งถือเป็นวันที่ท่านได้ทนทุกข์ทรมานและเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์
ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง (Claudius II) นั้น กรุงโรมได้เกิดสงครามหลาย ครั้ง และคลอดิอุสเองก็ประสบกับปัญหาในการที่จะหาทหารจำนวนมากมายมหาศาลมาเข้าร่วมในศึกสงคราม และเขาเชื่อว่าเหตุผลสำคัญก็คือ ผู้ชายโรมันหลายคนไม่ต้องการจากครอบครัวและคนอันเป็นที่รักไป และด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้จักรพรรดิคลอดิอุสประกาศให้ยกเลิกงานแต่งงานและงานหมั้นทั้งหมดในกรุงโรม ถึงกระนั้นก็ตาม ยังมีนักบุญผู้ใจดีคนหนึ่งซึ่งชื่อว่า ท่านนักบุญวาเลนไทน์ ท่านเป็นพระที่กรุงโรมในสมัยของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง ท่านนักบุญวาเลนไทน์และนักบุญมาริอุส ได้จัดตั้งกลุ่มองค์กรเล็ก ๆ เพื่อช่วยเหลือชาวคริสเตียนที่ตกทุกข์ได้ยากเหล่านี้ และได้จัดให้มีการแต่งงานของคู่รักอย่างลับ ๆ ด้วย
และจากการกระทำเหล่านี้เอง ทำให้นักบุญวาเลนไทน์ถูกจับและถูกตัดสินประหารโดยการตัดศีรษะ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประมาณปีคริสต์ศักราชที่ 270 ซึ่งถือเป็นวันที่ท่านได้ทนทุกข์ทรมานและเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์
วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553
ขุนแผน
ขุนแผนหรือพลายแก้ว เป็นลูกของขุนไกรพลพ่าย และนางทองประศรี เกิดที่จ.สุพรรณบุรีขุนไกรพลพ่ายเป็นทหารในสมเด็จพระพันวษาแห่งกรุงศรีอยุธยา รับราชการอยู่ที่เมืองสุพรรณบุรี ขุนไกรพลพ่ายทำความผิดจึงโดนสมเด็จพระพันวษาสั่งประหารชีวิต นางทองประศรีกลัวความผิดจึงพาขุนแผนหนีไปอยู่บ้านญาติฝ่ายขุนไกรพลพ่ายที่เมืองกาญจนบุรี
พลายแก้วบวชเป็นเณรที่วัดส้มใหญ่จนสำเร็จวิชาเมื่ออายุ 15 ปี จากนั้นย้ายกลับมายังวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร โดยเป็นศิษย์ของสมภารมี จังหวัดสุพรรณบุรีแล้วไปเรียนต่อที่ วัดแค(สุพรรณบุรี)โดยเป็นศิษย์ของสมภารคง จังหวัดสุพรรณบุรีและได้พบกับขุนช้างและนางพิมซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกันมาในสมัยเด็กอีกครั้ง พลายแก้วชอบพอกับนางพิม สุดท้ายได้สึกจากเณร และได้นางพิมเป็นภรรยา รวมถึงนางสายทอง พี่เลี้ยงของนางพิมในคืนเดียวกัน
พลายแก้วแต่งงานกับนางพิมได้ไม่นานก็ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระพันวษาไปตีเมืองเชียงทอง และเชียงอินทร์ พลายแก้วได้นางลาวทอง ลูกสาวนายแคว้นบ้านจอมทองมาเป็นภรรยาคนที่สาม หลังจากรบชนะกลับมา สมเด็จพระพันวษาได้ปูนบำเหน็จให้เป็น ขุนแผนแสนสะท้าน
พลายแก้วบวชเป็นเณรที่วัดส้มใหญ่จนสำเร็จวิชาเมื่ออายุ 15 ปี จากนั้นย้ายกลับมายังวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร โดยเป็นศิษย์ของสมภารมี จังหวัดสุพรรณบุรีแล้วไปเรียนต่อที่ วัดแค(สุพรรณบุรี)โดยเป็นศิษย์ของสมภารคง จังหวัดสุพรรณบุรีและได้พบกับขุนช้างและนางพิมซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกันมาในสมัยเด็กอีกครั้ง พลายแก้วชอบพอกับนางพิม สุดท้ายได้สึกจากเณร และได้นางพิมเป็นภรรยา รวมถึงนางสายทอง พี่เลี้ยงของนางพิมในคืนเดียวกัน
พลายแก้วแต่งงานกับนางพิมได้ไม่นานก็ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระพันวษาไปตีเมืองเชียงทอง และเชียงอินทร์ พลายแก้วได้นางลาวทอง ลูกสาวนายแคว้นบ้านจอมทองมาเป็นภรรยาคนที่สาม หลังจากรบชนะกลับมา สมเด็จพระพันวษาได้ปูนบำเหน็จให้เป็น ขุนแผนแสนสะท้าน
ปาย
ปาย เมืองเล็ก ๆ ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยขุนเขา สูงตระหง่านเป็นรอยต่อชายแดนไทย-พม่า ฤดูหนาวอากาศเย็นจัด เมืองเล็กๆแห่งนี้มักปกคลุมด้วยสายหมอก ละอองน้ำจางๆยามเช้า บรรยากาศอันเงียบสงบ ทุ่งนาสีเขียว ท้องฟ้าสีคราม กับแสงแดดอุ่นๆ ที่ทอดผ่านม่านหมอกหนา แลเห็นต้นสนไม้ยืนต้นเมืองหนาวสูงใหญ่เป็นทิวแถวตามเชิงเขา วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คน ด้วยความเป็นเอกลักษณ์นี้ ปายได้ดึงดูดนักเดินทางรวมทั้งตัวผมเองให้มาสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งนี้ ครั้นเมื่อมาถึงที่นี่ครั้งแรก ทำให้ผมย้อนนึกถึงบรรยากาศคล้ายๆ วังเวียงที่ลาวยังไงอย่างนั้นเลยทีเดียว เดิมที ปาย จะเป็นเพียงทางผ่านของผม ซึ่งเลือกที่จะเดินทางโดยรถยนต์ จากเชียงใหม่ สู่แม่ฮ่องสอน (จริงๆ แล้ว ก็จากกรุงเทพฯ เลยครับ) แต่หลังจากที่ได้อ่านหนังสือท่องเที่ยวอยู่หลายเล่ม...อดไม่ได้ครับที่จะต้องแวะพัก 1 คืน (ที่พักปาย) ตั้งใจจะสำรวจก่อนผ่านไปเฉยๆ ในทริปครั้งแรกของผม ซึ่งก็ผ่านมาแปดปีมาแล้ว
ปาย ในรอบสองของผมนี้ คือ จุดหมายปลายทาง ไม่ใช่ทางผ่านอีกต่อไป ตั้งใจจะสำรวจให้ทั่วๆ สักที รอบนี้จึงมีรูปสถานที่ท่องเที่ยวมาฝากกันเยอะทีเดียว.... รอบสองนี้เมื่อปลายปี 48 นี้เอง อยากชมรูป คลิก รูปปาย นี้เลย
และแล้ว ปลาย พ.ย. ปี 50 ล่าสุดนี้ ปายรอบที่ 3 ผมประมวลภาพ ตัวเมืองปายแบบระเอียด ตามซอยตามมุม บวกรีสอร์ทใหม่ๆ ถึงใหม่ที่สุด อีกเพียบ แถมข้อมูล บ้านวัดจันทร์ อีก อ้อ...คงอยากรู้แล้วซิว่า บ้านวัดจันทร์ คืออะไร คลิกนี้เลย บ้านวัดจันทร์ เออ...ลืมบอกไป 5 รูปแรกในหน้าเว็บนี้...ผมถ่ายที่ บ้านวัดจันทร์ครับ
ปายได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งยุโรป ญี่ปุ่น มานานแล้ว สำหรับคนไทยแล้ว เพิ่งบูม 2 -3 ปีที่ผ่านมา สำหรับปีใหม่ปีนี้ ที่ปายนั่งท่องเที่ยวเยอะเป็นพิเศษ ที่พักหลายที่เต็มไปตั้งแต่ ปลายเดือนตุลาคม ฝนยังไม่หมดดีเลย ก็เต็มกันซะแล้ว ช่วงวันหยุดต่อเนื่องยาวๆ เดือนธันวา โดยเฉพาะปลายปี อันนี้ไม่แนะนำให้ไปครับ นักท่องเที่ยวเยอะมากเกินไป ต้องไปแย่งเข้าคิวกันทานอาหาร แถมยังราคาที่พักก็สูงกว่าปกติเป็นพิเศษ คงไม่สนุกแน่ ยังมีอะไรอีกเยอะ....อ่าน ถามตอบเรื่องปาย ได้ที่นี่
พักผ่อนอย่างจริงจัง สัก 2- 3 วัน คงจะดีไม่น้อย จิบกาแฟร้อนๆ อ่านหนังสือดีๆสักเล่ม ริมระเบียงรีสอร์ท บางทีจะติดริมน้ำ หรือริมทุ่งคงจะดีไม่น้อย นั่งทอดสายตาไปไกลๆ ท่ามกลางทะเลหมอกยามเช้า คุณอาจได้ไอเดีย ดีๆ กลับมาเริ่มต้นปีใหม่อย่างที่ไม่เคยมาก่อน
สถานที่เที่ยวแห่งนึงที่ไม่ควรพลาดหากผ่านมาจากเชียงใหม่(ถนนสายแม่มาลัย) คือ อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง (Huai Nam Dang National Park) รอบที่ 3 นี้ผมเองก็พักที่อุทยานฯที่นี่ 1 คืน ก่อนไปปาย อีกแห่งที่ผมเพิ่งไปเก็บข้อมูลมาคือ โครงการเกษตรที่ราบสูงบ้านวัดจันทร์ แต่เข้าไปลำบากหน่อย 38 กม.ได้ ทางคดเคี้ยวขึ้นเขา น้องๆ กับทางที่มาเชียงใหม่-ปาย เลยทีเดียว จุดเด่นคือ บรรยากาศยามเย็นและเช้า อากาศสดชื่นบนที่ราบสูง ป่าสนธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ วิถีชีวิตชาวเขาปากะญอ โครงการเกษตรต่างๆ แต่ที่บ้านวัดจันทร์นี้ไม่เหมาะกับคนที่เบื่อการนั่งรถ และชอบความสะดวกสบาย
แหล่งท่องเที่ยว ปาย คลิกได้เลย....หากมีเวลาจำกัด ผมขอแนะนำเพิ่มอีกเล็กน้อย โป่งน้ำร้อนท่าปาย วัดน้ำฮู น้ำตกหมอแปง พระธาตุแม่เย็น สะพานประวัติศาสตร์ วัดกลาง ถนนคนเดิน (มีแต่ตอนเย็น 5โมง-3 ทุ่ม อันนี้พลาดไม่ได้) สำหรับคนที่ไม่มีเวลาไม่อยากยุ่งยากสามารถเดินทางไปกับ บริษัททัวร์ต่างๆ ได้ SilverStone Tour มีทัวร์ไปปายทุกวัน ลองดูรายละเอียดปาย หรือโทร: 02-7047067 โทรสาร: 02-7373202 (อ้างชื่อไทยทัวร์ จะได้ราคาพิเศษ) หรือดู ทัวร์ปาย
เรารอคุณอยู่ เน้อ...
นอกจากเที่ยวแล้ว เขามาทำอะไรกันที่ปายหากเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ล่องแก่งลำน้ำปายน่าจะเป็นกิจกรรมต้นๆ รองลงไปก้อ...ขี่ช้าง เดินป่า และปั่นจักรยานชมเมืองปาย แช่น้ำแร่ท่ามกลางขุนเขาแห่งธรรมชาติ แต่สำหรับผม ขอเลือกเที่ยวและถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ดีกว่า
ปั่นจักรยานชมเมืองปายเส้นทางปั่นจักรยานสาย เชียงใหม่-แม่มาลัย-ปาย เป็นเส้นทางที่ท้าทายนักปั่นเสือภูเขา เส้นทางคดเคี้ยว เลาะเลี้ยวไปตามหุบเขา สองข้างทางรายล้อมไปด้วยพืชพรรณไม้และป่าเขาลำเนาไพร เขตติดต่อระหว่าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แวะชื่นชมทิวทัศน์อัน สวยงามของทะเลหมอกที่ ห้วยน้ำดัง จักรยาน จะมาหาเช่าใน อำเภอปาย ก็ได้ ซึ่งก็มีร้านจักรยานให้เช่าแก่นักท่องเที่ยวอยู่หลายร้าน
นั่งช้าง ชมไพรใน อ.ปายกิจกรรมที่บริการให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินในการชมธรรมชาติ อีกอย่างหนึ่งคือ นั่งช้าง ท่านสามารถติดต่อบริการนั่งช้างได้ที่ ปางช้างบ้านท่าปาย ใกล้กับท่าปายสปาแค้มปิ้งรีสอร์ท เป็นเส้นทางเดียวกับการไปน้ำพุร้อนบ้านท่าปายค่าบริการนั่งช้าง ชั่วโมงละ 500 บาท นั่งได้สองคนต่อช้าง 1 เชือก
ล่องแก่ง แม่น้ำปายแม่น้ำปายเป็นแม่น้ำสายหลักของจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีต้นกำเนิดมาจากทิวเขาถนนธงชัย และแดนลาว แล้วไหลผ่าน 3 อำเภอในจังหวัดเดียว คือ อ.ปาย-อ.ปางมะผ้า-อ.เมือง ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำสาละวิน แต่ละช่วงมีทิวทัศน์ที่สวยงามการล่องแก่งแม่น้ำปาย รวมระยะทางประมาณ 50 กิดลเมตร ความยากของแก่งมีตั้งแต่ระดับ 1-4 ช่วงฤดูฝนอาจจะถึงระดับ 5 ซึ่งมีความยากมาก และระดับน้ำรุนแรง นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสธรรมชาติที่สวยงามและความสนุกสนานตลอดสายน้ำ เช่น เล่นน้ำตกซู่ซ่า ผจญภัยแช่ตัวในบ่อดคลน กระโดดหน้าผาสูง ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการล่องแก่ง คือ เดือนมิถุนายน-กุมภาพันธ์ของทุกปี การล่องแก่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น
ล่องแพยางอำเภอปาย นับว่าเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้ริเริ่มกิจกรรมนี้ การล่องแพยางไปตามสายน้ำ แม่น้ำปาย เป็นแม่น้ำที่มีเกาะแก่งมากที่สุดและสวยงาม มาก เป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวมาเที่ยวเมืองนี้มักจะไม่พลาด การล่องแพท่านสามารถเลือกได้ ในโปรแกรม 1 วัน หรือ 2 วัน โดยส่วนใหญ่โปรแกรมการล่องแก่งจะไปเริ่มที่ลำน้ำของ ในเขต อ.ปางมะผ้า และไปสิ้นสุดที่ลำน้ำปายในพื้นที่ของที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ บ้านปางหมู อ.เมือง แม่ฮ่องสอน ในระหว่างการล่องแก่งท่านจะได้พบกับความสนุกตื่นเต้น การตั้งแค้มป์ในป่า การแช่โคลนจากบ่อน้ำพุร้อนตามธรรมชาติ เพื่อผิวพรรณเปล่งปลั่ง กิจกรรมการล่องแก่ง จะมีในช่วงเดือน ต้นเดือนมิถุนายนและไปสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ของปีต่อไป ในช่วงถดูแล้งน้ำน้อยจะไม่สามารถล่องแก่งได้ ก่อนการล่องแพท่านจะได้รับการฝึกการพายเรือ และการแนะนำ วิธีการปฏิบัติในการพายแพยางอย่างละเอียดจากผู้คัดท้ายเรือ หรือที่เรียกว่า กัปตัน การล่องแพควรจะนัดแนะกับเพื่อนเพราะแพยางลำหนึ่งต้องมีผู้ร่วมพายอย่างน้อย 4 คน
ปาย ในรอบสองของผมนี้ คือ จุดหมายปลายทาง ไม่ใช่ทางผ่านอีกต่อไป ตั้งใจจะสำรวจให้ทั่วๆ สักที รอบนี้จึงมีรูปสถานที่ท่องเที่ยวมาฝากกันเยอะทีเดียว.... รอบสองนี้เมื่อปลายปี 48 นี้เอง อยากชมรูป คลิก รูปปาย นี้เลย
และแล้ว ปลาย พ.ย. ปี 50 ล่าสุดนี้ ปายรอบที่ 3 ผมประมวลภาพ ตัวเมืองปายแบบระเอียด ตามซอยตามมุม บวกรีสอร์ทใหม่ๆ ถึงใหม่ที่สุด อีกเพียบ แถมข้อมูล บ้านวัดจันทร์ อีก อ้อ...คงอยากรู้แล้วซิว่า บ้านวัดจันทร์ คืออะไร คลิกนี้เลย บ้านวัดจันทร์ เออ...ลืมบอกไป 5 รูปแรกในหน้าเว็บนี้...ผมถ่ายที่ บ้านวัดจันทร์ครับ
ปายได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งยุโรป ญี่ปุ่น มานานแล้ว สำหรับคนไทยแล้ว เพิ่งบูม 2 -3 ปีที่ผ่านมา สำหรับปีใหม่ปีนี้ ที่ปายนั่งท่องเที่ยวเยอะเป็นพิเศษ ที่พักหลายที่เต็มไปตั้งแต่ ปลายเดือนตุลาคม ฝนยังไม่หมดดีเลย ก็เต็มกันซะแล้ว ช่วงวันหยุดต่อเนื่องยาวๆ เดือนธันวา โดยเฉพาะปลายปี อันนี้ไม่แนะนำให้ไปครับ นักท่องเที่ยวเยอะมากเกินไป ต้องไปแย่งเข้าคิวกันทานอาหาร แถมยังราคาที่พักก็สูงกว่าปกติเป็นพิเศษ คงไม่สนุกแน่ ยังมีอะไรอีกเยอะ....อ่าน ถามตอบเรื่องปาย ได้ที่นี่
พักผ่อนอย่างจริงจัง สัก 2- 3 วัน คงจะดีไม่น้อย จิบกาแฟร้อนๆ อ่านหนังสือดีๆสักเล่ม ริมระเบียงรีสอร์ท บางทีจะติดริมน้ำ หรือริมทุ่งคงจะดีไม่น้อย นั่งทอดสายตาไปไกลๆ ท่ามกลางทะเลหมอกยามเช้า คุณอาจได้ไอเดีย ดีๆ กลับมาเริ่มต้นปีใหม่อย่างที่ไม่เคยมาก่อน
สถานที่เที่ยวแห่งนึงที่ไม่ควรพลาดหากผ่านมาจากเชียงใหม่(ถนนสายแม่มาลัย) คือ อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง (Huai Nam Dang National Park) รอบที่ 3 นี้ผมเองก็พักที่อุทยานฯที่นี่ 1 คืน ก่อนไปปาย อีกแห่งที่ผมเพิ่งไปเก็บข้อมูลมาคือ โครงการเกษตรที่ราบสูงบ้านวัดจันทร์ แต่เข้าไปลำบากหน่อย 38 กม.ได้ ทางคดเคี้ยวขึ้นเขา น้องๆ กับทางที่มาเชียงใหม่-ปาย เลยทีเดียว จุดเด่นคือ บรรยากาศยามเย็นและเช้า อากาศสดชื่นบนที่ราบสูง ป่าสนธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ วิถีชีวิตชาวเขาปากะญอ โครงการเกษตรต่างๆ แต่ที่บ้านวัดจันทร์นี้ไม่เหมาะกับคนที่เบื่อการนั่งรถ และชอบความสะดวกสบาย
แหล่งท่องเที่ยว ปาย คลิกได้เลย....หากมีเวลาจำกัด ผมขอแนะนำเพิ่มอีกเล็กน้อย โป่งน้ำร้อนท่าปาย วัดน้ำฮู น้ำตกหมอแปง พระธาตุแม่เย็น สะพานประวัติศาสตร์ วัดกลาง ถนนคนเดิน (มีแต่ตอนเย็น 5โมง-3 ทุ่ม อันนี้พลาดไม่ได้) สำหรับคนที่ไม่มีเวลาไม่อยากยุ่งยากสามารถเดินทางไปกับ บริษัททัวร์ต่างๆ ได้ SilverStone Tour มีทัวร์ไปปายทุกวัน ลองดูรายละเอียดปาย หรือโทร: 02-7047067 โทรสาร: 02-7373202 (อ้างชื่อไทยทัวร์ จะได้ราคาพิเศษ) หรือดู ทัวร์ปาย
เรารอคุณอยู่ เน้อ...
นอกจากเที่ยวแล้ว เขามาทำอะไรกันที่ปายหากเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ล่องแก่งลำน้ำปายน่าจะเป็นกิจกรรมต้นๆ รองลงไปก้อ...ขี่ช้าง เดินป่า และปั่นจักรยานชมเมืองปาย แช่น้ำแร่ท่ามกลางขุนเขาแห่งธรรมชาติ แต่สำหรับผม ขอเลือกเที่ยวและถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ดีกว่า
ปั่นจักรยานชมเมืองปายเส้นทางปั่นจักรยานสาย เชียงใหม่-แม่มาลัย-ปาย เป็นเส้นทางที่ท้าทายนักปั่นเสือภูเขา เส้นทางคดเคี้ยว เลาะเลี้ยวไปตามหุบเขา สองข้างทางรายล้อมไปด้วยพืชพรรณไม้และป่าเขาลำเนาไพร เขตติดต่อระหว่าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แวะชื่นชมทิวทัศน์อัน สวยงามของทะเลหมอกที่ ห้วยน้ำดัง จักรยาน จะมาหาเช่าใน อำเภอปาย ก็ได้ ซึ่งก็มีร้านจักรยานให้เช่าแก่นักท่องเที่ยวอยู่หลายร้าน
นั่งช้าง ชมไพรใน อ.ปายกิจกรรมที่บริการให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินในการชมธรรมชาติ อีกอย่างหนึ่งคือ นั่งช้าง ท่านสามารถติดต่อบริการนั่งช้างได้ที่ ปางช้างบ้านท่าปาย ใกล้กับท่าปายสปาแค้มปิ้งรีสอร์ท เป็นเส้นทางเดียวกับการไปน้ำพุร้อนบ้านท่าปายค่าบริการนั่งช้าง ชั่วโมงละ 500 บาท นั่งได้สองคนต่อช้าง 1 เชือก
ล่องแก่ง แม่น้ำปายแม่น้ำปายเป็นแม่น้ำสายหลักของจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีต้นกำเนิดมาจากทิวเขาถนนธงชัย และแดนลาว แล้วไหลผ่าน 3 อำเภอในจังหวัดเดียว คือ อ.ปาย-อ.ปางมะผ้า-อ.เมือง ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำสาละวิน แต่ละช่วงมีทิวทัศน์ที่สวยงามการล่องแก่งแม่น้ำปาย รวมระยะทางประมาณ 50 กิดลเมตร ความยากของแก่งมีตั้งแต่ระดับ 1-4 ช่วงฤดูฝนอาจจะถึงระดับ 5 ซึ่งมีความยากมาก และระดับน้ำรุนแรง นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสธรรมชาติที่สวยงามและความสนุกสนานตลอดสายน้ำ เช่น เล่นน้ำตกซู่ซ่า ผจญภัยแช่ตัวในบ่อดคลน กระโดดหน้าผาสูง ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการล่องแก่ง คือ เดือนมิถุนายน-กุมภาพันธ์ของทุกปี การล่องแก่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น
ล่องแพยางอำเภอปาย นับว่าเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้ริเริ่มกิจกรรมนี้ การล่องแพยางไปตามสายน้ำ แม่น้ำปาย เป็นแม่น้ำที่มีเกาะแก่งมากที่สุดและสวยงาม มาก เป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวมาเที่ยวเมืองนี้มักจะไม่พลาด การล่องแพท่านสามารถเลือกได้ ในโปรแกรม 1 วัน หรือ 2 วัน โดยส่วนใหญ่โปรแกรมการล่องแก่งจะไปเริ่มที่ลำน้ำของ ในเขต อ.ปางมะผ้า และไปสิ้นสุดที่ลำน้ำปายในพื้นที่ของที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ บ้านปางหมู อ.เมือง แม่ฮ่องสอน ในระหว่างการล่องแก่งท่านจะได้พบกับความสนุกตื่นเต้น การตั้งแค้มป์ในป่า การแช่โคลนจากบ่อน้ำพุร้อนตามธรรมชาติ เพื่อผิวพรรณเปล่งปลั่ง กิจกรรมการล่องแก่ง จะมีในช่วงเดือน ต้นเดือนมิถุนายนและไปสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ของปีต่อไป ในช่วงถดูแล้งน้ำน้อยจะไม่สามารถล่องแก่งได้ ก่อนการล่องแพท่านจะได้รับการฝึกการพายเรือ และการแนะนำ วิธีการปฏิบัติในการพายแพยางอย่างละเอียดจากผู้คัดท้ายเรือ หรือที่เรียกว่า กัปตัน การล่องแพควรจะนัดแนะกับเพื่อนเพราะแพยางลำหนึ่งต้องมีผู้ร่วมพายอย่างน้อย 4 คน
วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553
คำหวานๆ ตอนเช้าจ้า
คำหวาน ๆ ไม่ได้เติมน้ำตาล
แต่ก็หวาน เพราะผสาน ด้วยหัวใจ
เรื่องราวหวาน ๆ ผ่านมา และผ่านไป
เก็บเอาไว้ ในใจ แค่เธอและฉัน
คำหวาน ๆ ที่ลึกซึ้ง ตรึงหัวใจ
ไม่ให้ใคร ให้แต่เธอ เท่านั้น
คำคิดถึง ที่ส่งไปหา ทุกวัน
อยากให้มัน อยู่ใน หัวใจ
คำหวาน ๆ ที่ฉันมี ให้เธอ
รักเสมอ อยากให้เธอ รู้เอาไว้
ใจของฉัน ที่ไม่เคย มีผู้ใด
จากนี้ไป จะมีแต่ เธอเท่านั้น
อยากให้เธอ ได้สัมผัส ได้รับรู้
และมองดู ที่หัวใจ ของฉัน
ทั้งสี่ห้อง หัวใจ มีกันและกัน
ตั้งแต่วัน ที่ฉัน นั้นมีเธอ
ทุก ๆ วัน ที่ฉัน มีเธออยู่
อยากให้รู้ ว่าคิดถึง เธอเสมอ
ตั้งแต่วันแรก ที่เรา ได้พบเจอ
ใจพร่ำเพ้อ ถึงแต่เธอ คนเดียว.....
ประวัติฟุตซอล
ประวัติฟุตซอล ความเป็นมาของฟุตซอล ที่มาที่ไป
เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ประเทศในบางทวีปของโลกที่ประสบกับปัญหาหิมะตกและสภาพอากาศที่หนาวมากจนไม่สามารถจัดการแข่งขันกีฬากลางแจ้งต่างๆ ได้ รวมทั้งกีฬาฟุตซอลด้วย จึงถือเป็นช่วงสิ้นสุดฤดูกาลแข่งขันแต่เนื่องจากฤดูหนาวมีระยะเวลาที่ยาวนานและสภาพอากาศกลางแจ้งไม่เอื้ออำนวยต่อการเล่นกีฬาฟุตบอล จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนหันมาเล่นกีฬาในร่มแทน และนี่คือที่มาของกีฬาฟุตบอลในร่ม 5 คน หรือที่เรียกว่า “ ฟุตซอล” (FUTSAL )FUTSAL มาจากภาษาสเปน หรือ โปรตุเกส ที่เรียกว่าฟุตบอล ว่า “FUTbol” หรือ “FUTTEbol” ตามด้วยภาษาฝรั่งเศสและสเปน คือ “SALa หรือ SALon ที่แปลว่า อินดอร์ หรือในร่ม เมื่อรวมกัน จึงเป็นคำว่า “FUTSAL” หมายถึง การเตะบอลในสนามขนาดย่อมในร่ม กลายเป็นคำที่เรียกขานกันแทนคำว่า “Five-A-Side” หรือบอล 5 คนในปัจจุบันฟุตซอลมีการแข่งขันมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1930 ณ กรุงมอนเตวิเดโอ ประเทศอุรุกวัย เป็นเกมที่ชาวอเมริกาใต้นิยมเล่นกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศบราซิล ซึ่งประชากรมีทักษะความสามารถเฉพาะตัวในการเล่นฟุตบอลสูง ด้วยลีลาอันเร้าใจจากนักเตะชื่อก้องโลกอย่าง เปเล่ โซครา-เตส หรือซิโก้ ซึ่งต่างเคยเข้าแข่งขันฟุตบอลมาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งต่างเคยเข้าแข่งขันฟุตบอลมาแล้วทั้งสิ้น
การแข่งขันฟุตบอล 5 คน ในระดับนานาชาติ ค.ศ.1965 จัดการแข่งขันครั้งแรกในอเมริกาใต้ ประเทศปารากวัยได้แชมป์ทวีปอเมริกาใต้ค.ศ.1979 มีการแข่งขันชิงแชมป์ทวีปอเมริกาใต้อีก 6 ครั้ง โดยนักเตะแซมบ้า ประเทศบราซิลได้แชมป์ทุกครั้ง ค.ศ.1980 และ ค.ศ.1984 การแข่งขัน แพนอเมริกาคัพ โดยนักเตะแซมบ้า ประเทศบราซิลได้แชมป์ทั้งสองครั้ง ค.ศ.1982 การแข่งขันชิงแชมป์โลก (อย่างไม่เป็นทางการ) ครั้งแรก ณ กรุงเซาเปาโล ประเทศบราซิล และแชมป์ในปีนี้ก็คือ เจ้าถิ่นประเทศบราซิล นั่นเอง ค.ศ.1985 การแข่งขันชิงแชมป์โลก (อย่างไม่เป็นทางการ) ครั้งที่ 2 ณ ประเทศสเปน ประเทศบราซิลได้แชมป์ ค.ศ.1988 การแข่งขันชิงแชมป์โลก (อย่างไม่เป็นทางการ) ครั้งที่ 3 ณ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศบราซิลเสียแชมป์ให้แก่ประเทศปารากวัยเป็นครั้งแรก ค.ศ.1989 ต่อมาสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้เข้ามาดูแลการแข่งขันชิงแชมป์โลกเป็นครั้งแรก ซึ่งจัดการแข่งขัน ณ ประเทศฮอลแลนด์ และประเทศบราซิลยังครองเป็นแชมป์ รองแชมป์ประเทศสเปน อันดับสามประเทศรัสเซีย ค.ศ.1992 การแข่งขันชิงแชมป์โลก ครั้งที่ 2 ณ ประเทศฮ่องกง ประเทศบราซิลยังครองความเป็นแชมป์ รองแชมป์ประเทศสหรัฐอเมริกา อันดับสามประเทศสเปน ค.ศ.1996 การแข่งขันชิงแชมป์โลก ครั้งที่ 3 ประเทศสเปน ประเทศบราซิลยังครองความเป็นแชมป์ ของโลกอย่างเหนียวแน่น รองแชมป์ประเทศฮอลแลนด์ อันดับสามประเทศสหรัฐอเมริกา ค.ศ.2000 การแข่งขันชิงแชมป์โลก ครั้งที่ 4 ณ ประเทศกัวเตมาลา ประเทศสเปนสามารถล้มแชมป์เก่าสามสมัยอันดับหนึ่งของโลก รองแชมป์ประเทศบราซิล อันดับสามโปรตุเกส ค.ศ.2004 การแข่งขันชิงแชมป์โลกครั้งที่ 5 ณ ประเทศไต้หวัน ประเทศสเปน ยังครองความเป็นแชมป์ รองชนะเลิศประเทศอิตาลี อันดับสามประเทศบราซิล กีฬาฟุตบอลจัดได้ว่าเป็นเกมกีฬาที่ยิ่งใหญ่และมีผู้ชมคลั่งไคล้กีฬาชนิดนี้มากที่สุดในโลก เนื่องจากฟุตบอลเป็นเกมที่สนุก ดูง่าย มีสีสันในการเชียร์ โดยเฉพาะในเกมสนามใหญ่ที่เราเรียกว่า เกม 11 คน นั้นเป็นที่นิยมทั้งในระดับสโมสร ในลีกของแต่ละประเทศและระดับนานาชาติ นั่นคือ การแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งในปัจจุบันนี้กีฬาฟุตบอลไม่แข่งขันเพียงแค่ในสนามใหญ่เท่านั้นยังมีการจัดการแข่งขันฟุตบอลในร่มที่เราเรียกว่า “ ฟุตบอล 5 คน” หรือ “ ฟุตซอล” (FUTSAL ) นั่นเอง การแข่งขันฟุตบอล 5 คน ในประเทศไทย ประเทศไทยได้มีการจัดการแข่งขันฟุตบอล 5 คน ขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2540 ด้วยความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่ายที่ช่วยกันผลักดันกีฬาชนิดนี้ให้ได้รับความนิยมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร การกีฬาแห่งประเทศไทย และเดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมกันจัดการแข่งขันฟุตบอล 5 คน ในรายการ “STAR IN DOOR SOCCER 1997” เมื่อวันที่ 12 – 21 กรกฎาคม 2540 ณ เดอะมอลล์ บางกะปิ โดยมี 12 ทีมสโมสรชั้นนำจากไทยแลนด์ลีกเข้าร่วมการแข่งขัน และทีมการท่าเรือแห่งประเทศไทยชนะเลิศ ในปีต่อมาได้จัดการแข่งขันฟุตบอล 5 คน ขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 2 ในครั้งนี้ “ ทีมกรุงเทพมหานคร” ชนะแชมป์เก่าการท่าเรือแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ.2543 ได้มีการจัดการแข่งขันฟุตซอลขึ้นเป็นครั้งที่ 3 โดยมีการแข่งขันรอบคัดเลือกในแต่ละภาคเพื่อนำทีมชนะเลิศและรองชนะเลิศมาแข่งขันกับทีมสโมสรชั้นนำจากไทยลีก ในการแข่งขันฟุตซอลชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ซึ่งจากความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้ทำให้กีฬาฟุตซอลเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น ต่อมาประเทศไทยได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์เอเชีย และจากการแข่งขันดังกล่าวทำให้ประเทศไทยได้อันดับสามและได้สิทธิ์เดินทางไปแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์โลกรอบสุดท้าย ระหว่างวันที่ 18 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2543 ณ ประเทศกัวเตมาลา ในปัจจุบันฟุตซอล ( FUTSAL ) เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมและสนใจจากทุกเพศทุกวัย เนื่องจากเป็นเกมกีฬาที่ตื่นเต้น สนุกสนานในทุกๆ นาทีของการแข่งขัน และสามารถเล่นได้ตลอดปี ทุกสภาพอากาศทำให้ ฟุตซอล (FUTSAL ) กลายเป็นกีฬายอดนิยมรับสหัสวรรษใหม่นี้
เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ประเทศในบางทวีปของโลกที่ประสบกับปัญหาหิมะตกและสภาพอากาศที่หนาวมากจนไม่สามารถจัดการแข่งขันกีฬากลางแจ้งต่างๆ ได้ รวมทั้งกีฬาฟุตซอลด้วย จึงถือเป็นช่วงสิ้นสุดฤดูกาลแข่งขันแต่เนื่องจากฤดูหนาวมีระยะเวลาที่ยาวนานและสภาพอากาศกลางแจ้งไม่เอื้ออำนวยต่อการเล่นกีฬาฟุตบอล จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนหันมาเล่นกีฬาในร่มแทน และนี่คือที่มาของกีฬาฟุตบอลในร่ม 5 คน หรือที่เรียกว่า “ ฟุตซอล” (FUTSAL )FUTSAL มาจากภาษาสเปน หรือ โปรตุเกส ที่เรียกว่าฟุตบอล ว่า “FUTbol” หรือ “FUTTEbol” ตามด้วยภาษาฝรั่งเศสและสเปน คือ “SALa หรือ SALon ที่แปลว่า อินดอร์ หรือในร่ม เมื่อรวมกัน จึงเป็นคำว่า “FUTSAL” หมายถึง การเตะบอลในสนามขนาดย่อมในร่ม กลายเป็นคำที่เรียกขานกันแทนคำว่า “Five-A-Side” หรือบอล 5 คนในปัจจุบันฟุตซอลมีการแข่งขันมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1930 ณ กรุงมอนเตวิเดโอ ประเทศอุรุกวัย เป็นเกมที่ชาวอเมริกาใต้นิยมเล่นกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศบราซิล ซึ่งประชากรมีทักษะความสามารถเฉพาะตัวในการเล่นฟุตบอลสูง ด้วยลีลาอันเร้าใจจากนักเตะชื่อก้องโลกอย่าง เปเล่ โซครา-เตส หรือซิโก้ ซึ่งต่างเคยเข้าแข่งขันฟุตบอลมาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งต่างเคยเข้าแข่งขันฟุตบอลมาแล้วทั้งสิ้น
การแข่งขันฟุตบอล 5 คน ในระดับนานาชาติ ค.ศ.1965 จัดการแข่งขันครั้งแรกในอเมริกาใต้ ประเทศปารากวัยได้แชมป์ทวีปอเมริกาใต้ค.ศ.1979 มีการแข่งขันชิงแชมป์ทวีปอเมริกาใต้อีก 6 ครั้ง โดยนักเตะแซมบ้า ประเทศบราซิลได้แชมป์ทุกครั้ง ค.ศ.1980 และ ค.ศ.1984 การแข่งขัน แพนอเมริกาคัพ โดยนักเตะแซมบ้า ประเทศบราซิลได้แชมป์ทั้งสองครั้ง ค.ศ.1982 การแข่งขันชิงแชมป์โลก (อย่างไม่เป็นทางการ) ครั้งแรก ณ กรุงเซาเปาโล ประเทศบราซิล และแชมป์ในปีนี้ก็คือ เจ้าถิ่นประเทศบราซิล นั่นเอง ค.ศ.1985 การแข่งขันชิงแชมป์โลก (อย่างไม่เป็นทางการ) ครั้งที่ 2 ณ ประเทศสเปน ประเทศบราซิลได้แชมป์ ค.ศ.1988 การแข่งขันชิงแชมป์โลก (อย่างไม่เป็นทางการ) ครั้งที่ 3 ณ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศบราซิลเสียแชมป์ให้แก่ประเทศปารากวัยเป็นครั้งแรก ค.ศ.1989 ต่อมาสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้เข้ามาดูแลการแข่งขันชิงแชมป์โลกเป็นครั้งแรก ซึ่งจัดการแข่งขัน ณ ประเทศฮอลแลนด์ และประเทศบราซิลยังครองเป็นแชมป์ รองแชมป์ประเทศสเปน อันดับสามประเทศรัสเซีย ค.ศ.1992 การแข่งขันชิงแชมป์โลก ครั้งที่ 2 ณ ประเทศฮ่องกง ประเทศบราซิลยังครองความเป็นแชมป์ รองแชมป์ประเทศสหรัฐอเมริกา อันดับสามประเทศสเปน ค.ศ.1996 การแข่งขันชิงแชมป์โลก ครั้งที่ 3 ประเทศสเปน ประเทศบราซิลยังครองความเป็นแชมป์ ของโลกอย่างเหนียวแน่น รองแชมป์ประเทศฮอลแลนด์ อันดับสามประเทศสหรัฐอเมริกา ค.ศ.2000 การแข่งขันชิงแชมป์โลก ครั้งที่ 4 ณ ประเทศกัวเตมาลา ประเทศสเปนสามารถล้มแชมป์เก่าสามสมัยอันดับหนึ่งของโลก รองแชมป์ประเทศบราซิล อันดับสามโปรตุเกส ค.ศ.2004 การแข่งขันชิงแชมป์โลกครั้งที่ 5 ณ ประเทศไต้หวัน ประเทศสเปน ยังครองความเป็นแชมป์ รองชนะเลิศประเทศอิตาลี อันดับสามประเทศบราซิล กีฬาฟุตบอลจัดได้ว่าเป็นเกมกีฬาที่ยิ่งใหญ่และมีผู้ชมคลั่งไคล้กีฬาชนิดนี้มากที่สุดในโลก เนื่องจากฟุตบอลเป็นเกมที่สนุก ดูง่าย มีสีสันในการเชียร์ โดยเฉพาะในเกมสนามใหญ่ที่เราเรียกว่า เกม 11 คน นั้นเป็นที่นิยมทั้งในระดับสโมสร ในลีกของแต่ละประเทศและระดับนานาชาติ นั่นคือ การแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งในปัจจุบันนี้กีฬาฟุตบอลไม่แข่งขันเพียงแค่ในสนามใหญ่เท่านั้นยังมีการจัดการแข่งขันฟุตบอลในร่มที่เราเรียกว่า “ ฟุตบอล 5 คน” หรือ “ ฟุตซอล” (FUTSAL ) นั่นเอง การแข่งขันฟุตบอล 5 คน ในประเทศไทย ประเทศไทยได้มีการจัดการแข่งขันฟุตบอล 5 คน ขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2540 ด้วยความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่ายที่ช่วยกันผลักดันกีฬาชนิดนี้ให้ได้รับความนิยมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร การกีฬาแห่งประเทศไทย และเดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมกันจัดการแข่งขันฟุตบอล 5 คน ในรายการ “STAR IN DOOR SOCCER 1997” เมื่อวันที่ 12 – 21 กรกฎาคม 2540 ณ เดอะมอลล์ บางกะปิ โดยมี 12 ทีมสโมสรชั้นนำจากไทยแลนด์ลีกเข้าร่วมการแข่งขัน และทีมการท่าเรือแห่งประเทศไทยชนะเลิศ ในปีต่อมาได้จัดการแข่งขันฟุตบอล 5 คน ขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 2 ในครั้งนี้ “ ทีมกรุงเทพมหานคร” ชนะแชมป์เก่าการท่าเรือแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ.2543 ได้มีการจัดการแข่งขันฟุตซอลขึ้นเป็นครั้งที่ 3 โดยมีการแข่งขันรอบคัดเลือกในแต่ละภาคเพื่อนำทีมชนะเลิศและรองชนะเลิศมาแข่งขันกับทีมสโมสรชั้นนำจากไทยลีก ในการแข่งขันฟุตซอลชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ซึ่งจากความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้ทำให้กีฬาฟุตซอลเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น ต่อมาประเทศไทยได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์เอเชีย และจากการแข่งขันดังกล่าวทำให้ประเทศไทยได้อันดับสามและได้สิทธิ์เดินทางไปแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์โลกรอบสุดท้าย ระหว่างวันที่ 18 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2543 ณ ประเทศกัวเตมาลา ในปัจจุบันฟุตซอล ( FUTSAL ) เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมและสนใจจากทุกเพศทุกวัย เนื่องจากเป็นเกมกีฬาที่ตื่นเต้น สนุกสนานในทุกๆ นาทีของการแข่งขัน และสามารถเล่นได้ตลอดปี ทุกสภาพอากาศทำให้ ฟุตซอล (FUTSAL ) กลายเป็นกีฬายอดนิยมรับสหัสวรรษใหม่นี้
วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553
ประวัติเวยน์ รูนี่ย์
เวยน์ รูนี่ย์ "เปเล่ขาวของชาวอังกฤษ"
เวย์น รูนี่ย์ มีชื่อเต็มว่า เวย์น มาร์ค รูนี่ย์ เกิดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ปี 1985 ที่เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ และเขาก็เริ่มต้นอาชีพนักเตะด้วยการเข้าร่วมทีมเยาวชนของเอฟเวอร์ตัน อีกหนึ่งสโมสรดังในเมืองลิเวอร์พูลด้วยฝีเท้าที่ฉกาจกรรจ์เกินวัย บวกกับพรสวรรค์ที่มีอยู่เต็มเปี่ยม ทำให้ รูนี่ย์ เติบโตขึ้นในวงการลูกหนังได้อย่าง ไม่อยากเย็น โดยตอนที่อายุ 14 ปี เขาก็ได้เลื่อนขึ้นมาเล่นในทีมเยาวชนชุดไม่เกินอายุ 19 ปี แล้ว และสามารถรับมือกับบรรดานักเตะที่อายุมากกว่าได้สบายๆในวัย 16 ปี เขาก็โดน เดวิด มอยส์ กุนซือของเอฟเวอร์ตัน ดึงตัวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่แล้ว และก็แจ้งเกิดในพรีเมียร์ลีก ด้วยการซัดประตูสุดสวยช่วยให้ เอฟเวอร์ตัน เอาชนะ อาร์เซน่อล ไปได้ 2-1 เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2002 และประตูชัยของรูนี่ย์ ก็หยุดสถิติไม่พ่ายแพ้มานานถึง 30 นัด ของ อาร์เซน่อล ลงไปได้เท่านั้นยังไม่พอ รูนี่ย์ ยังมาทำลายสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษ ด้วยวัย 17 ปี กับ 111 ในตอนที่เขาลงสนามในนัดที่ อังกฤษ พบกับ ออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ปี 2003 ทำลายสถิติเดิมของ เจมส์ ปรินเซป ที่ยาวนานมากว่า 124 ปี ลงได้หลังจากนั้นอีก 7 เดือน เขาก็กลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูให้กับทีมชาติอังกฤษได้ เมื่อยิงประตู มาเซโดเนีย ได้สำเร็จ ในการทำศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี 2004 รอบคัดเลือก โดยตอนนั้นเขามีอายุ 17 ปี กับอีก 317 วันโคลิน ฮาร์วี่ย์ อดีตโค้ชของรูนี่ย์ ในทีมเยาวชนของเอฟเวอร์ตัน เคยกล่าวไว้ว่านามฟุตบอลก็เหมือนสนามเด็กเล่นของรูนี่ย์ เขาสนุกกับมัน และวิงพล่านไปทั่วสนาม ถึงแม้ว่าจะเป็นกองกน้า แต่ก็ลงไปช่วงล้วงบอล แย่งบอลในแผงกองกลางอยู่เสมอ แถมบางทียังโผล่ไปช่วยเกมรับอีกด้วยรูนี่ย์ แจ้งเกิดในระดับนานาชาติได้อย่างเต็มตัว ในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รอบสุดท้าย ปี 2004 ที่ประเทศโปรตุเกส เป็นเจ้าภาพ เมื่อเขาเล่นได้อย่างโดดเด่น และทำได้ 4 ประตู พา อังกฤษ ผ่านเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ไปพบกับ โปรตุเกส และความหวังของ อังกฤษ ก็พังทลายลงเมื่อ รูนี่ย์ ได้รับบาดเจ็บ จนถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม และ อังกฤษ ที่ไร้ รูนี่ย์ ก็แพ้ โปรตุเกส ไปในที่สุด ในการดวลจุดโทษหลังจากที่โด่งดังขึ้นมากับ เอฟเวอร์ตัน ในที่สุด รูนี่ย์ ก็โดนทีมยักษ์ใหญ่ อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทุ่มเงินถึง 27 ล้านปอนด์ กระชากตัวมาร่วมทีม ซึ่งตอนแรกๆใครๆก็คิดว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสี่ยงไปไหมในการทุ่มเงินจำนวนดังกล่าว เพื่อนักเตะที่อายุยังไม่ถึง 20 ปี คนหนึ่งแต่ในท้ายที่สุด รูนี่ย์ ก็แสดงให้เห็นว่าเงินจำนวนนั้น ไม่ได้แพงเกินฝีเท้าของเขาเลย เมื่อเขาทำแฮตทริกได้ทันทีในการลงสนามให้กับ “ปีศาจแดง” ในนัดที่เอาชนะ เฟเนร์บาห์เช่ ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนจะจบฤดูกาล 2004/2005 ด้วยการลงสนามไป 29 นัด ทำได้ 11 ประตู ในฐานะของกองหน้าตัวต่ำ และคว้ารางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของอังกฤษ มาครองได้ในฤดูกาล 2005/2006 รูนี่ย์ ก็ยังทำผลงานได้ดี จนพา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ลีก คัพ มาครอง ด้วยการเอาชนะ วีแกน 4-0 ในรอบชิงชนะเลิศ โดยที่ รูนี่ย์ ทำได้ 2 ประตู และนี่ก็คือแชมป์รายการแรกในอาชีพค้าแข้งของเขารูนี่ย์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเตะที่พรสวรรค์สูงที่สุดของอังกฤษ นับตั้งแต่หมด พอล แกสคอยน์ กองกลางอัจฉริยะของพวกเขา แต่กว่า แกซซ่า จะติดทีมชาติก็อายุ 22 ปีแล้ว ขณะที่ รูนี่ย์ เป็นกำลังสำคัญของทีม “สิงโตคำราม” ตั้งแต่อายุ 18 ปีสเวน โกรัน อีริคส์สัน เคยกล่าวยกย่อง รูนี่ย์ ว่าจะกลายเป็นตำนานลูกหนังของโลก เช่นเดียวกับ เปเล่ ของบราซิล โดยที่ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ กุนซือทีมชาติโปรตุเกส ตอบคำถามนักข่าวที่ถามถึงการเปรียบเทียบกันระหว่าง เปเล่ กับ รูนี่ย์ ว่า “ก็แค่คนหนึ่งผิวดำ ส่วนอีกคนหนึ่งผิวขาว เท่านั้น” จนทำให้แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บางกลุ่ม เรียก รูนี่ย์ ว่า “เอล บลังโก้ เปเล่”รูนี่ย์ เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยพา อังกฤษ ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2006 แม้ว่าเขาจะยิงประตูไม่ได้ แต่ก็ช่วยสร้างสรรค์เกม และจ่ายบอลให้กับเพื่อนร่วมทีมหาจังหวะทำประตูได้อย่างไรก็ตาม รูนี่ย์ กลับพบโชคร้าย เมื่อได้รับบาดเจ็บกระดูกฝ่าเท้าขวาแตก ในการลงสนามนัดที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แพ้ เชลซี 0-3 ในศึกพรีเมียร์ชิพ เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา และคาดว่าเขาจะต้องพักอย่างน้อย 6 สัปดาห์ หรือกว่าจะฟิตสมบูรณ์กลับมาลงสนามได้ในฟุตบอลโลก ก็ต่อเมื่อจบรอบแรก ไปแล้ว แต่ สเวน โกรัน อีริคส์สัน กุนซือทีมชาติอังกฤษ ก็ยังมั่นใจในตัวลูกทีมรายนี้ และใส่ชื่อเขาไปลุย เยอรมัน 2006 แม้ว่าจะโดนวิจารณ์อย่างหนัก นั่นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ รูนี่ย์ ได้เป็นอย่างดี
เวย์น รูนี่ย์ มีชื่อเต็มว่า เวย์น มาร์ค รูนี่ย์ เกิดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ปี 1985 ที่เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ และเขาก็เริ่มต้นอาชีพนักเตะด้วยการเข้าร่วมทีมเยาวชนของเอฟเวอร์ตัน อีกหนึ่งสโมสรดังในเมืองลิเวอร์พูลด้วยฝีเท้าที่ฉกาจกรรจ์เกินวัย บวกกับพรสวรรค์ที่มีอยู่เต็มเปี่ยม ทำให้ รูนี่ย์ เติบโตขึ้นในวงการลูกหนังได้อย่าง ไม่อยากเย็น โดยตอนที่อายุ 14 ปี เขาก็ได้เลื่อนขึ้นมาเล่นในทีมเยาวชนชุดไม่เกินอายุ 19 ปี แล้ว และสามารถรับมือกับบรรดานักเตะที่อายุมากกว่าได้สบายๆในวัย 16 ปี เขาก็โดน เดวิด มอยส์ กุนซือของเอฟเวอร์ตัน ดึงตัวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่แล้ว และก็แจ้งเกิดในพรีเมียร์ลีก ด้วยการซัดประตูสุดสวยช่วยให้ เอฟเวอร์ตัน เอาชนะ อาร์เซน่อล ไปได้ 2-1 เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2002 และประตูชัยของรูนี่ย์ ก็หยุดสถิติไม่พ่ายแพ้มานานถึง 30 นัด ของ อาร์เซน่อล ลงไปได้เท่านั้นยังไม่พอ รูนี่ย์ ยังมาทำลายสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษ ด้วยวัย 17 ปี กับ 111 ในตอนที่เขาลงสนามในนัดที่ อังกฤษ พบกับ ออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ปี 2003 ทำลายสถิติเดิมของ เจมส์ ปรินเซป ที่ยาวนานมากว่า 124 ปี ลงได้หลังจากนั้นอีก 7 เดือน เขาก็กลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูให้กับทีมชาติอังกฤษได้ เมื่อยิงประตู มาเซโดเนีย ได้สำเร็จ ในการทำศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี 2004 รอบคัดเลือก โดยตอนนั้นเขามีอายุ 17 ปี กับอีก 317 วันโคลิน ฮาร์วี่ย์ อดีตโค้ชของรูนี่ย์ ในทีมเยาวชนของเอฟเวอร์ตัน เคยกล่าวไว้ว่านามฟุตบอลก็เหมือนสนามเด็กเล่นของรูนี่ย์ เขาสนุกกับมัน และวิงพล่านไปทั่วสนาม ถึงแม้ว่าจะเป็นกองกน้า แต่ก็ลงไปช่วงล้วงบอล แย่งบอลในแผงกองกลางอยู่เสมอ แถมบางทียังโผล่ไปช่วยเกมรับอีกด้วยรูนี่ย์ แจ้งเกิดในระดับนานาชาติได้อย่างเต็มตัว ในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รอบสุดท้าย ปี 2004 ที่ประเทศโปรตุเกส เป็นเจ้าภาพ เมื่อเขาเล่นได้อย่างโดดเด่น และทำได้ 4 ประตู พา อังกฤษ ผ่านเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ไปพบกับ โปรตุเกส และความหวังของ อังกฤษ ก็พังทลายลงเมื่อ รูนี่ย์ ได้รับบาดเจ็บ จนถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม และ อังกฤษ ที่ไร้ รูนี่ย์ ก็แพ้ โปรตุเกส ไปในที่สุด ในการดวลจุดโทษหลังจากที่โด่งดังขึ้นมากับ เอฟเวอร์ตัน ในที่สุด รูนี่ย์ ก็โดนทีมยักษ์ใหญ่ อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทุ่มเงินถึง 27 ล้านปอนด์ กระชากตัวมาร่วมทีม ซึ่งตอนแรกๆใครๆก็คิดว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสี่ยงไปไหมในการทุ่มเงินจำนวนดังกล่าว เพื่อนักเตะที่อายุยังไม่ถึง 20 ปี คนหนึ่งแต่ในท้ายที่สุด รูนี่ย์ ก็แสดงให้เห็นว่าเงินจำนวนนั้น ไม่ได้แพงเกินฝีเท้าของเขาเลย เมื่อเขาทำแฮตทริกได้ทันทีในการลงสนามให้กับ “ปีศาจแดง” ในนัดที่เอาชนะ เฟเนร์บาห์เช่ ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนจะจบฤดูกาล 2004/2005 ด้วยการลงสนามไป 29 นัด ทำได้ 11 ประตู ในฐานะของกองหน้าตัวต่ำ และคว้ารางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของอังกฤษ มาครองได้ในฤดูกาล 2005/2006 รูนี่ย์ ก็ยังทำผลงานได้ดี จนพา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ลีก คัพ มาครอง ด้วยการเอาชนะ วีแกน 4-0 ในรอบชิงชนะเลิศ โดยที่ รูนี่ย์ ทำได้ 2 ประตู และนี่ก็คือแชมป์รายการแรกในอาชีพค้าแข้งของเขารูนี่ย์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเตะที่พรสวรรค์สูงที่สุดของอังกฤษ นับตั้งแต่หมด พอล แกสคอยน์ กองกลางอัจฉริยะของพวกเขา แต่กว่า แกซซ่า จะติดทีมชาติก็อายุ 22 ปีแล้ว ขณะที่ รูนี่ย์ เป็นกำลังสำคัญของทีม “สิงโตคำราม” ตั้งแต่อายุ 18 ปีสเวน โกรัน อีริคส์สัน เคยกล่าวยกย่อง รูนี่ย์ ว่าจะกลายเป็นตำนานลูกหนังของโลก เช่นเดียวกับ เปเล่ ของบราซิล โดยที่ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ กุนซือทีมชาติโปรตุเกส ตอบคำถามนักข่าวที่ถามถึงการเปรียบเทียบกันระหว่าง เปเล่ กับ รูนี่ย์ ว่า “ก็แค่คนหนึ่งผิวดำ ส่วนอีกคนหนึ่งผิวขาว เท่านั้น” จนทำให้แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บางกลุ่ม เรียก รูนี่ย์ ว่า “เอล บลังโก้ เปเล่”รูนี่ย์ เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยพา อังกฤษ ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2006 แม้ว่าเขาจะยิงประตูไม่ได้ แต่ก็ช่วยสร้างสรรค์เกม และจ่ายบอลให้กับเพื่อนร่วมทีมหาจังหวะทำประตูได้อย่างไรก็ตาม รูนี่ย์ กลับพบโชคร้าย เมื่อได้รับบาดเจ็บกระดูกฝ่าเท้าขวาแตก ในการลงสนามนัดที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แพ้ เชลซี 0-3 ในศึกพรีเมียร์ชิพ เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา และคาดว่าเขาจะต้องพักอย่างน้อย 6 สัปดาห์ หรือกว่าจะฟิตสมบูรณ์กลับมาลงสนามได้ในฟุตบอลโลก ก็ต่อเมื่อจบรอบแรก ไปแล้ว แต่ สเวน โกรัน อีริคส์สัน กุนซือทีมชาติอังกฤษ ก็ยังมั่นใจในตัวลูกทีมรายนี้ และใส่ชื่อเขาไปลุย เยอรมัน 2006 แม้ว่าจะโดนวิจารณ์อย่างหนัก นั่นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ รูนี่ย์ ได้เป็นอย่างดี
วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553
ประวัติ i Phone

บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด แอปเปิล (Apple Inc.) หรือในชื่อเดิม แอปเปิลคอมพิวเตอร์ (Apple Computer Inc.) เป็นบริษัทในซิลิคอนวัลเลย์ ทำธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แอปเปิลปฏิวัติคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะในยุค 70 ด้วยเครื่องแอปเปิลทู (Apple II) และแมคอินทอช (Macintosh) ในยุค 80 ปัจจุบันแอปเปิลมีชื่อเสียงด้านฮาร์ดแวร์ เช่น ไอแมค ไอพอด ไอโฟน และ ร้านขายเพลงออนไลน์ไอทูนส์ ประวัติโดยย่อ บริษัท Apple Computer Inc. ได้เกิดขึ้นจากการร่วมกันก่อตั้งของ สตีฟ จ็อบส์ และ สตีฟ วอซเนียก ทำการปฏิวัติธุรกิจคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะในยุค 70 โดยการนำเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่ประดิษฐ์จากโรงรถออกมาขาย ในชื่อ Apple I ที่ราคาจำหน่าย 666.66 เหรียญ ในจำนวนและระยะเวลาจำกัด ภายในปีถัดมาก็ได้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำยอดจำหน่ายสูงสุดให้กับบริษัท ณ ขณะนั้นคือ Apple II ซึ่งเป็นการเปิดศักราชใหม่แห่งวงการไมโครคอมพิวเตอร์ และเป็นการสร้างมาตรฐานให้กับไมโครคอมพิวเตอร์ที่เกิดมาตามหลังทั้งหมด (อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาดังกล่าว ทางบริษัทจะมุ่งเน้นการขายระบบปฏิบัติการมากกว่าที่จะขายผลิตภัณฑ์ไมโครคอมพิวเตอร์ เนื่องจากประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์จากบริษัท Intel และ IBM ทำงานได้ดีกว่า) ต่อมาในยุค 80 Apple Inc. ได้พัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ส่งผลถึงยอดจำหน่ายที่สูงขึ้นตามลำดับ ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ Macintosh ซึ่งยังส่งผลให้ Apple ยังคงมีชื่อเสียงในด้านผลิตภัณฑ์มาจนถึงปัจจุบัน ด้วยมาตรฐานและเอกลักษณ์ทางการตลาดที่สอดคล้องกับปณิธานองค์กรที่ว่า “คิดอย่างแตกต่าง (Think Different)” ผลิตภัณฑ์ที่มักได้รับการกล่าวถึงและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน อาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งที่เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา (MacBook, MacBook Pro) และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (iMac, PowerMac) ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ได้แก่ Mac OSX (แมคโอเอสเท็น) อุปกรณ์ฟังเพลงขนาดพกพา ได้แก่ สายผลิตภัณฑ์ iPod และ iPhone อุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น iSight, AirPort ฯลฯ โปรแกรมและบริการเสริมต่างๆ อาทิ iTunes เป็นต้น เกร็ดอื่นๆ ในภาพยนตร์เรื่อง อัจฉริยะปัญญานิ่ม (Forrest Gump) ฟอร์เรสต์ กัมป์ ถูกชักชวนโดยผู้หมวดแดน ให้เป็นหุ้นส่วนของบริษัทแอปเปิล แต่ตัวฟอร์เรสต์เองนึกว่าหมายถึงแอปเปิลที่เป็นผลไม้
วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553
ลิฟต์ตก
เรื่อง ลิฟต์ตก
ขอให้อ่านและจำไว้ สิ่งที่จะต้องทำเมื่อคุณติดอยู่ในลิฟต์ เราไม่รู้ว่าเมื่อไรและที่ไหนที่อุบัติเหตุจะเกิดขึ้นกับเราหรือผู้คนรอบข้าง ขอให้อ่านและหวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยพวกเราได้เมื่อเกิดอะไรขึ้น สำหรับพวกเรา เพื่อน และบุคคลที่เรารัก วันหนึ่ง ขณะที่อยู่ในลิฟต์ มันก็หยุดกระทันหันและร่วงลงจากชั้น 13 ด้วยความเร็วสูง โชคดีที่ผมจำได้จากทีวีที่สอนว่า คุณจะต้องกดทุกปุ่มสำหรับทุกชั้นอย่างรวดเร็ว ท้ายที่สุด ลิฟต์หยุดที่ชั้น 5 ขณะที่คุณกำลังเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย การตัดสินใจหรือการกระทำอะไรจะตัดสินความอยู่รอดของคุณ ถ้าคุณอยู่ในสถานะลิฟต์ตก สิ่งแรกในใจมักจะเป็น รอความตาย แต่หลังจากที่ได้อ่านข้อความล่างแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเมื่อคุณติดอยู่ในลิฟต์ สิ่งแรก – ให้กดปุ่มให้ลิฟต์จอดทุกชั้นอย่างเร็วที่สุด สอง - จับที่จับให้แน่น หากว่ามี สาม – พิงหลังและศีรษะเข้ากับผนังให้เป็นเส้นตรง สี่ – งอเข่า เหตุผลก็คือ เมื่อลิฟต์ตก คุณจะไม่รู้ว่าเมื่อไรที่มันจะกระแทกกับพื้น และอาจจะส่งผลให้กระดูกทั่วร่างแตกละเอียด จุดแรก เมื่อไฟฟ้าสำรองทำงาน มันจะหยุดลิฟต์จากการร่วงลงมา จุดที่สอง มันจะช่วยรองรับตำแหน่งและป้องกันคุณจากการหล่นและการบาดเจ็บถ้าคุณเสียสมดุล จุดที่สาม การพิงผนังจะทำให้มันช่วยป้องกันหลังและกระดูกคุณจุดที่สี่ เส้นเอ็นจะเป็นจุดเชื่อมต่อที่ยืดหยุ่น มันสามารถยืดกระดูกเข้าด้วยกันเป็นกิจกรรมต่างๆ แต่จะจำกัดบางสิ่งเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ ดังนั้น ผลกระทบจากกระดูกแตกจะลดลงจากการกระแทกของการร่วงหล่น
ขอให้อ่านและจำไว้ สิ่งที่จะต้องทำเมื่อคุณติดอยู่ในลิฟต์ เราไม่รู้ว่าเมื่อไรและที่ไหนที่อุบัติเหตุจะเกิดขึ้นกับเราหรือผู้คนรอบข้าง ขอให้อ่านและหวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยพวกเราได้เมื่อเกิดอะไรขึ้น สำหรับพวกเรา เพื่อน และบุคคลที่เรารัก วันหนึ่ง ขณะที่อยู่ในลิฟต์ มันก็หยุดกระทันหันและร่วงลงจากชั้น 13 ด้วยความเร็วสูง โชคดีที่ผมจำได้จากทีวีที่สอนว่า คุณจะต้องกดทุกปุ่มสำหรับทุกชั้นอย่างรวดเร็ว ท้ายที่สุด ลิฟต์หยุดที่ชั้น 5 ขณะที่คุณกำลังเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย การตัดสินใจหรือการกระทำอะไรจะตัดสินความอยู่รอดของคุณ ถ้าคุณอยู่ในสถานะลิฟต์ตก สิ่งแรกในใจมักจะเป็น รอความตาย แต่หลังจากที่ได้อ่านข้อความล่างแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเมื่อคุณติดอยู่ในลิฟต์ สิ่งแรก – ให้กดปุ่มให้ลิฟต์จอดทุกชั้นอย่างเร็วที่สุด สอง - จับที่จับให้แน่น หากว่ามี สาม – พิงหลังและศีรษะเข้ากับผนังให้เป็นเส้นตรง สี่ – งอเข่า เหตุผลก็คือ เมื่อลิฟต์ตก คุณจะไม่รู้ว่าเมื่อไรที่มันจะกระแทกกับพื้น และอาจจะส่งผลให้กระดูกทั่วร่างแตกละเอียด จุดแรก เมื่อไฟฟ้าสำรองทำงาน มันจะหยุดลิฟต์จากการร่วงลงมา จุดที่สอง มันจะช่วยรองรับตำแหน่งและป้องกันคุณจากการหล่นและการบาดเจ็บถ้าคุณเสียสมดุล จุดที่สาม การพิงผนังจะทำให้มันช่วยป้องกันหลังและกระดูกคุณจุดที่สี่ เส้นเอ็นจะเป็นจุดเชื่อมต่อที่ยืดหยุ่น มันสามารถยืดกระดูกเข้าด้วยกันเป็นกิจกรรมต่างๆ แต่จะจำกัดบางสิ่งเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ ดังนั้น ผลกระทบจากกระดูกแตกจะลดลงจากการกระแทกของการร่วงหล่น
คนที่เป็นเพื่อน
คอยเตือน ยามเพื่อนพลั้ง
คอยฟัง ยามเพื่อนขอ
คอยรอ ยามเพื่อนสาย
คอยพาย ยามเพื่อนพัก
คอยทัก ยามเพื่อนทุกข์
คอยปลุก ยามเพื่อนท้อ
คอยง้อ ยามเพื่อนงอน
คอยสอน ยามเพื่อนผิด
คอยสะกิด ยามเพื่อนเผลอ
คอยเจอ ยามเพื่อนหา
คอยลา ยามเพื่อนกลับ
คอยปรับ ยามเพื่อนเปลี่ยน
คอยเรียน ยามเพื่อนเที่ยว
คอยเคี่ยว ยามเพื่อนเล่น
คอยเย็น ยามเพื่อนร้อน
คอยหอน ยามเพื่อนเห่า
คอยเฝ้า ยามเพื่อนฟุบ
คอยอุบ ยามเพื่อนปิด
คอยคิด ยามเพื่อนถาม
คอยปราม ยามเพื่อนหลง
คอยปลง ยามเพื่อนแกล้ง
คอยแบ่ง ยามเพื่อนหมด
คอยอด ยามเพื่อนทาน
คอยคาน ยามเพื่อนล้ม
คอยชม ยามเพื่อนชนะ
คอยสละ ยามเพื่อนชอบ
วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553
ร้านอาหารเปิด 24 ชั่วโมง
Bug&Bee FUSION FOOD 24 HOURS
Bug&Bee เปิดตัวครั้งแรกบนถนนสีลม เมื่อ 28 ธันวาคม 2004 โดย มร.โทนี่ คิง และ มร. แอนดรูว์ ไล สองนักธุรกิจชาวฮ่องกง ที่ตั้งใจสนองวิถีชีวิตบิซิเนสในช่วงกลางวันและไลฟ์สไตล์ของคนกลางคืน อาหารและเครื่องดื่มเน้นแบบประยุกต์แนวใหม่ ( Fusion) โดดเด่นและขึ้นชื่อคือ “เครป” แป้งเครปสูตรเฉพาะของทางร้านที่นำมาแปลงโฉมเพื่อใช้กับเมนูอาหารจานต่างๆกลางวัน วางเป้าไว้ที่ลูกค้ากลุ่ม First Jobber อายุ 22-35 ปี แต่ความจริงกว่า 70 % มีอายุเฉลี่ย 20 – 32 ปี หลังเที่ยงคืนไปแล้ว กลุ่มลูกค้าไม่ผิดคาดไปจากที่วางไว้ตอนแรกเมื่อตั้งร้านคือ นักท่องราตรีในละแวกนี้ แต่ที่เหนือความคาดหมายคือ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ผ่านมาพลิกเมนูหน้าร้านและบางคนดั้นด้นมาเพราะพบโฆษณาที่ปรากฏในไกด์บุ๊กจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ ช่วงเย็นทุกวัน ผู้คนล้นหลามเพราะนัดมากินอาหารเย็นกันที่นี่ ดึกหน่อย Bug&Bee กลายเป็นแหล่งนัดพบสุดเก๋และอินเทรนด์ที่สุดของคนเที่ยวละแวกนี้ เพราะสีสันของร้านตลอดจนการออกแบบมุมต่างๆ มีความเป็นไลฟ์สไตล์เหมาะเจาะกับตัวคนละแวกนี้ที่เน้นข้อมูลข่าวสารที่ว่องไว รวดเร็ว และใช้ชีวิตอย่างมีรสนิยมพร้อมที่จะปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาร้าน Bug&Bee บริการอินเทอร์เน็ตแบบ Wi-Fi ฟรีสำหรับผู้ที่นำแลปท็อปของตนเองมาที่ร้าน และยังมีคอมพิเตอร์พร้อมฟรีอินเทอร์เน็ตเตรียมไว้ให้ลูกค้าที่ต้องการอัปเดตเทรนด์ต่างๆ จากทั่วโลจานนี้บริการ 24 ชั่วโมง อาหาร - Crepe Spinach Lasagne (ลาซานญาผักโขม)Curry Crab Crepe (เครปปูผัดผงกะหรี่) เครื่องดื่ม - Mint Honey Lemon (ใบสะระแหน่ น้ำผึ้ง มะนาปั่น) มุมน่านั่ง ชั้นหนึ่ง - บรรยากาศสไตล์คาเฟ่ ชั้นสอง - บรรยากาศสดใสมีนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมากมายให้ลูกค้าได้เพลิดเพลินยามว่างวัน –เวลาน่านั่ง ศุกร์ –เสาร์ (คนไม่เยอะ) ชั้นสาม - โรแมนติกมากๆ เป็นบรรยากาศผ่อนคลายจากความสับสนวุ่นวายของชีวิตกลางกรุง วัน-เวลาน่านั่ง โซนมาตรฐานสำหรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่ม มาเองหรือสำรองที่นั่งล่วงหน้าจะแนะนำชั้นนี้ เพราะบรรยากาศสบายๆ เป็นกันเองและเงียบกว่าชั้น 2 (ชั้นลอย)ชั้นสี่ - มีระเบียงด้านนอก จัดเตรียมไว้สำหรับผู้ที่ต้องการสูบบุหรี่โดยเฉพาะ ซึ่งสามารถมองลงไปเห็นบรรยากาศบนถนนสีลม บางคืน ยามดึกมาก หากไม่มีลูกค้าใช้บริการจะขอปิดน- เวลาน่านั่ง จันทร์ – พฤหัสบดี (หลัง 1 ทุ่มไปแล้ว คนไม่เยอะ)เวลา –อารมณ์ - คน - บรรยากาเช้า บริการชุดอาหารเช้า อาหารง่ายๆ อื่นๆ เช่น วอฟเฟิล , โจ้ก , กาแฟ สำหรับคนทำงานละแวกนี้ กลางวัน บริการชุดอาหารกลางวัน และจานอื่นที่ลูกค้าต้องการบ่าย นิยมเครื่องดื่ม ขึ้นชื่อมากคือ แมงโก มาร์เวล ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างมะม่วงน้ำดอกไม้สุกกำลังดีปั่นกับน้ำแข็งให้ละเอียดเป็นหนึ่งเดียว ราดบนเม็ดสาคูสีเขียวหยก อื่นๆ น่าสนใจ เช่น แฮมแอนด์ชีส , สแนกง่ายๆ ตลอดจนขนมเค้กชาและกาแฟเย็น นัดกลุ่มเพื่อนมากินเครปดึก 21.00 น.เป็นต้นไป จะเป็นแหล่ง “นัดพบ” ก่อนและหลัง “เริงราตรี” เพราะฉะนั้น วันศุกร์ – เสาร์คนจะมากกว่าวันปกติ ถ้าต้องการความเป็นส่วนตัวควรมาในคืนวันปกติจันทร์ – ศุกร์ (ยามบ่าย) จะมีลูกค้าขาประจำนำแล็ปท็อปมานั่งทำงานกันที่นี่ ชั้นเดิม ที่เดิม มุมเดิม
ชื่อร้าน Bug&Bee ที่ตั้ง 18 ถนนสุริยวงศ์ เขตบางรัก กทม.
สำรองที่นั่งล่วงหน้า โทร. 0-2233-8118
Bug&Bee เปิดตัวครั้งแรกบนถนนสีลม เมื่อ 28 ธันวาคม 2004 โดย มร.โทนี่ คิง และ มร. แอนดรูว์ ไล สองนักธุรกิจชาวฮ่องกง ที่ตั้งใจสนองวิถีชีวิตบิซิเนสในช่วงกลางวันและไลฟ์สไตล์ของคนกลางคืน อาหารและเครื่องดื่มเน้นแบบประยุกต์แนวใหม่ ( Fusion) โดดเด่นและขึ้นชื่อคือ “เครป” แป้งเครปสูตรเฉพาะของทางร้านที่นำมาแปลงโฉมเพื่อใช้กับเมนูอาหารจานต่างๆกลางวัน วางเป้าไว้ที่ลูกค้ากลุ่ม First Jobber อายุ 22-35 ปี แต่ความจริงกว่า 70 % มีอายุเฉลี่ย 20 – 32 ปี หลังเที่ยงคืนไปแล้ว กลุ่มลูกค้าไม่ผิดคาดไปจากที่วางไว้ตอนแรกเมื่อตั้งร้านคือ นักท่องราตรีในละแวกนี้ แต่ที่เหนือความคาดหมายคือ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ผ่านมาพลิกเมนูหน้าร้านและบางคนดั้นด้นมาเพราะพบโฆษณาที่ปรากฏในไกด์บุ๊กจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ ช่วงเย็นทุกวัน ผู้คนล้นหลามเพราะนัดมากินอาหารเย็นกันที่นี่ ดึกหน่อย Bug&Bee กลายเป็นแหล่งนัดพบสุดเก๋และอินเทรนด์ที่สุดของคนเที่ยวละแวกนี้ เพราะสีสันของร้านตลอดจนการออกแบบมุมต่างๆ มีความเป็นไลฟ์สไตล์เหมาะเจาะกับตัวคนละแวกนี้ที่เน้นข้อมูลข่าวสารที่ว่องไว รวดเร็ว และใช้ชีวิตอย่างมีรสนิยมพร้อมที่จะปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาร้าน Bug&Bee บริการอินเทอร์เน็ตแบบ Wi-Fi ฟรีสำหรับผู้ที่นำแลปท็อปของตนเองมาที่ร้าน และยังมีคอมพิเตอร์พร้อมฟรีอินเทอร์เน็ตเตรียมไว้ให้ลูกค้าที่ต้องการอัปเดตเทรนด์ต่างๆ จากทั่วโลจานนี้บริการ 24 ชั่วโมง อาหาร - Crepe Spinach Lasagne (ลาซานญาผักโขม)Curry Crab Crepe (เครปปูผัดผงกะหรี่) เครื่องดื่ม - Mint Honey Lemon (ใบสะระแหน่ น้ำผึ้ง มะนาปั่น) มุมน่านั่ง ชั้นหนึ่ง - บรรยากาศสไตล์คาเฟ่ ชั้นสอง - บรรยากาศสดใสมีนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมากมายให้ลูกค้าได้เพลิดเพลินยามว่างวัน –เวลาน่านั่ง ศุกร์ –เสาร์ (คนไม่เยอะ) ชั้นสาม - โรแมนติกมากๆ เป็นบรรยากาศผ่อนคลายจากความสับสนวุ่นวายของชีวิตกลางกรุง วัน-เวลาน่านั่ง โซนมาตรฐานสำหรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่ม มาเองหรือสำรองที่นั่งล่วงหน้าจะแนะนำชั้นนี้ เพราะบรรยากาศสบายๆ เป็นกันเองและเงียบกว่าชั้น 2 (ชั้นลอย)ชั้นสี่ - มีระเบียงด้านนอก จัดเตรียมไว้สำหรับผู้ที่ต้องการสูบบุหรี่โดยเฉพาะ ซึ่งสามารถมองลงไปเห็นบรรยากาศบนถนนสีลม บางคืน ยามดึกมาก หากไม่มีลูกค้าใช้บริการจะขอปิดน- เวลาน่านั่ง จันทร์ – พฤหัสบดี (หลัง 1 ทุ่มไปแล้ว คนไม่เยอะ)เวลา –อารมณ์ - คน - บรรยากาเช้า บริการชุดอาหารเช้า อาหารง่ายๆ อื่นๆ เช่น วอฟเฟิล , โจ้ก , กาแฟ สำหรับคนทำงานละแวกนี้ กลางวัน บริการชุดอาหารกลางวัน และจานอื่นที่ลูกค้าต้องการบ่าย นิยมเครื่องดื่ม ขึ้นชื่อมากคือ แมงโก มาร์เวล ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างมะม่วงน้ำดอกไม้สุกกำลังดีปั่นกับน้ำแข็งให้ละเอียดเป็นหนึ่งเดียว ราดบนเม็ดสาคูสีเขียวหยก อื่นๆ น่าสนใจ เช่น แฮมแอนด์ชีส , สแนกง่ายๆ ตลอดจนขนมเค้กชาและกาแฟเย็น นัดกลุ่มเพื่อนมากินเครปดึก 21.00 น.เป็นต้นไป จะเป็นแหล่ง “นัดพบ” ก่อนและหลัง “เริงราตรี” เพราะฉะนั้น วันศุกร์ – เสาร์คนจะมากกว่าวันปกติ ถ้าต้องการความเป็นส่วนตัวควรมาในคืนวันปกติจันทร์ – ศุกร์ (ยามบ่าย) จะมีลูกค้าขาประจำนำแล็ปท็อปมานั่งทำงานกันที่นี่ ชั้นเดิม ที่เดิม มุมเดิม
ชื่อร้าน Bug&Bee ที่ตั้ง 18 ถนนสุริยวงศ์ เขตบางรัก กทม.
สำรองที่นั่งล่วงหน้า โทร. 0-2233-8118
วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553
กินเฟร้นฟรายบอกนิสัย
ถ้าคุณ....บีบ (ใส่จาน) แล้วจิ้ม
คุณเป็นคนอบอุ่นและตรงไปตรงมา สามารถควบคุมและจัดการทุกอย่างได้ดี ยึดถือกฏเกณฑ์อย่างเคร่งครัด แต่ลึก ๆ แล้วคุณเป็นคนหัวดื้อพอตัวเลยล่ะ คุณไม่ชอบเปลี่น แปลงอะไรตามใคร เคยทำมาอย่างไร ก็จะทำอยู่อย่างนั้น อย่ามาโน้นน้าวซะให้ยาก
ถ้าคุณ....ปิ๊ด ปิ๊ด ปิ๊ด
โดยทั่วถึงกัน คุณเป็นคนเปิดเผยและมีมนุษย์สัมพันธ์ที่เยี่ยมยอด ใคร ๆ ก็โผเข้าหาคุณทั้งนั้น คุณเป็นคนเข้าอกเข้าใจผู้อื่น เฉลียวฉลาด อย่างนั้นน่ะสิเพื่อน ๆ ถึงเห็นคุณเป็นศิราณี คุณ คึกคักอยู่เสมอและชอบผจนภัย
ถ้าคุณ...ชอบสร้างงานศิลปะบนจาน
คุณเป็นคนสบาย ๆ ติดดินไม่มีพิธีรีตอง และมองโลกในแง่ดี ไม่ว่าสถานการณ์จะมีทุกข์ร้อนหรือคับขับแค่นั้น คุณก้ยังมีรอยยิ้มอยู่เสมอ ๆ และคุณก็พยายามทำให้คนอื่น อารมณ์ดีตามคุณด้วย
ถ้าคุณ...บีบแล้วส่ายหน้าไปมา
คุณนี่แหละเขาเรียกว่านักสร้างสรรค์ คุณเต็มไปด้วยพลีงชีวิต สุดแสนกระตือรือร้น คุณเป็นตัวของตัวเองสูง หากใครไม่เชื่อหรือไม่เห็นด้วยกับคุณคุณจะมีพิธีพูดอันชาญฉลาด ที่โน้นน้าวให้เขาคล้อยตามคุณได้ในที่สุด
ถ้าคุณ...ปิ๊ด-ด-ด-ด จนล้มหลาม
ขอใช้ศัพท์เลยละกันว่า คุณเป็น entertainer ที่ดี แน่ะ มีแววรุ่งอย่างพี่เบิร์ด พี่เจมส์แล้ว คุณชอบทำให้คนอื่นมีความสุข ชอบการแสดงมา-ก-ก-ก และชั้นคลั่งเลยล่ะคุณรัก อิสระเสรี ชอบแสดงออกและเปิดเผย ไม่กังวลในสิ่งใดที่คนอื่นเขากลุ้มกันจะแย่
ถ้าคุณ....บีบที่ละหน่อย (อย่างกับกลัวหมด)
ถ้าคุณเป็นคนที่รู้จักตัวเอง รู้ว่าตัวเองชอบอะไรต้องการอะไร ไม่ถูกคนอื่นชักจูงไปได้โดยง่าย คุณเป็นคนมีน้ำอดน้ำทดและทะเยอทะยาน ดังนั้น คุณจะไปถึงจุดหมายที่ตัวเอง หมายปองแน่
วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553
ดูรถไฟญี่ปุ่น ละเหี่ยรถไฟไทย
"ญี่ปุ่น" เป็นประเทศที่มีระบบการขนส่งที่สะดวกสบาย ปลอด ภัย และตรงเวลาที่สุดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขนส่งในระบบราง ทั้งรถไฟแบบธรรมดา และรถไฟฟ้า ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ญี่ปุ่นได้รับการยอมรับไปทั่วโลกว่าเป็นผู้นำเทคโนโลยีด้านนี้
ใน อดีตการเดินทางขนส่งทางรถไฟของญี่ปุ่นดำเนินการภายใต้ระบบ "โคะกุยู เทะสึโด" หรือ "รถไฟแห่งชาติ" เป็นบริษัทแห่งชาติ ภายใต้การควบคุมของสถาบันรถไฟ ต่อมารัฐบาล โดย รมว.รถไฟ และ รมว.คมนาคมและการสื่อการ เข้าควบคุมการดำเนินการทำงานทั้งหมดของบริษัทรถไฟแห่งชาติ และเปลี่ยนชื่อเป็น "การรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่น" (Japanese Government Railways: JGR)
จนกระทั่งประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ถือเป็นภาวะลำบากมากที่สุดช่วงหนึ่งของการเดินรถ รัฐบาลต้องรื้อถอนรางรถไฟไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นแทน เนื่องจากประสบปัญหาขาดแคลนเหล็กกล้า
พอสงครามสิ้นสุด ญี่ปุ่นแพ้สงคราม การรถไฟญี่ปุ่นเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อผู้นำทางทหารของสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาดูแลญี่ปุ่น สั่งการให้แปรรูปการรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่น เป็นบริษัทมหาชน ในปีพ.ศ. 2492 ส่งผลให้กิจการประสบความสำเร็จอย่างสูง
ครั้นในปีพ.ศ.2507 การรถไฟญี่ปุ่นก้าวไปอีกขั้น ด้วยการสร้างรถไฟความเร็วสูง "ชินคันเซน" ขึ้นใช้เป็นครั้งแรก นับเป็นความก้าวหน้าทางการขนส่งของญี่ปุ่น ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลกในขณะนั้น ทำให้บริษัทพยายามที่จะก่อสร้างเครือข่ายรถไฟด่วนชนิดนี้ออกไปทั่วประเทศ ด้วยการกู้เงินจำนวนมากมายมหาศาล จนกลายเป็นหนี้มากขึ้น
ทำให้ในปี พ.ศ.2530 การรถไฟแห่งญี่ปุ่นเป็นหนี้จำนวนมหาศาลถึง 25 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รัฐสภาญี่ปุ่นจึงแก้ปัญหาด้วยการยุติโครงการเครือข่ายรถไฟนี้ แล้วใช้วิธีแบ่งการรถไฟญี่ปุ่นออกเป็นบริษัทย่อยๆ หลายบริษัท ที่มีชื่อเรียกว่า กลุ่มบริษัทรถไฟญี่ปุ่น (JR Group) เปิดดำเนินการตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศแทน
วิธี การนี้ทำให้แก้ปัญหาหนี้สินมหาศาลได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีการขนส่งระบบรางมากขึ้น ผลจากการทำงานอย่างจริงจัง ส่งผลให้ปัจจุบันคนญี่ปุ่นได้รับความ สะดวกสบายจากการเดินทางโดยรถไฟมากที่สุดในโลก
ในแต่ละวันขบวนรถไฟ สายต่างๆ ขนส่งประชาชนไปยังจุดหมายต่างๆ ผ่านจุดสำคัญ มีเส้นทางเชื่อมโยงติดต่อครอบคลุมทุกมุมเมือง ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงไม่จำเป็นใช้รถยนต์ส่วนตัว เพราะไม่เพียงจะต้องเสียค่าน้ำมันที่แพงแล้ว ที่จอดรถยังหายากและค่าจอดแพงหูฉี่อีกด้วย
นอกจากนี้ ที่ญี่ปุ่นยังมีบริษัทเอกชนทำธุรกิจและผลิตรถไฟชนิดต่างๆ ที่ไม่เพียงแต่จะส่งขายให้แก่บริษัทรถไฟในประเทศเองเท่านั้น แต่ยังรับผลิตส่งออกไปยังประเทศต่างๆ เช่นที่ บริษัทคาวาซากิ เฮียวโก เวิร์ก จำกัด ที่คณะของ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยา ศาสตร์และเทคโน โลยี เดินทางไปดูงานในช่วงต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา
บริษัทแห่งนี้มี ออร์เดอร์รถไฟ ทั้งใต้ดิน และความเร็วสูง หรือชินคันเซนรุ่นต่างๆ ทั้งจากสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ไต้หวัน สิงค โปร์ และอีกหลายประเทศ
เนื่อง จากในอนาคตอันใกล้อุตสาหกรรมรถไฟจะเป็นที่นิยมยิ่งขึ้นในระบบการขนส่ง เพราะมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ทั้งความเร็วและความสะดวกสบาย รวมทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นการลดภาวะโลกร้อนไปในตัว
ใน การผลิตรถไฟของบริษัทคาวาซากิฯ ให้ความสำคัญทุกขั้นตอนการผลิต โดยจะทดสอบในทุกๆ ขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งของตัวรถเมื่อเกิดการชน, การทดสอบด้านการอากาศพลศาสตร์ในระหว่างเคลื่อนที่, ความสัมพันธ์กันระหว่างตัวรถกับโบกี้ (ส่วนล่างที่สัมผัสกับรางทำให้รถไฟเคลื่อนที่), ทดสอบความเร็ว รวมไปถึงด้านสิ่งแวดล้อม จะทดสอบจนกว่าจะมั่นใจว่ารถไฟที่ถูกนำออกมาใช้ งานมีคุณภาพมาตรฐานเต็ม 100 เปอร์ เซ็นต์
สำหรับการผลิตรถไฟแต่ละ ขบวน แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนหลัก คือ ผลิตตัวรถไฟ หรือบอดี้ และการผลิตโบกี้ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ที่จริงแล้วถูกแบ่งแยกออกจากกันอย่างชัดเจนและเรียกต่างกัน
" บอดี้รถไฟ" คือส่วนของตัวห้องโดยสาร จะต้องเลือกเหล็กประกอบให้เหมาะสมกับส่วนต่างๆ ของตัวรถ เช่น บริเวณรอยต่อ หลังคา พื้น หรือผนัง เพื่อให้แข็งแรงทนทานและปลอดภัยที่สุด
จาก นั้นจึงนำมาประกอบเข้าด้วยกันจนเป็นตัวห้องโดยสาร ตกแต่งภายในและภายนอกด้วยความละเอียดจนกว่าจะเสร็จ และรอประกอบเข้ากับโบกี้ ซึ่งมีขั้นตอนการผลิตตั้งแต่การขึ้นรูป ติดล้อที่ผ่านการทดสอบมาอย่างดี ติดเครื่องส่วนประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อนำมาประกอบรวมกันทั้ง 2 ส่วนจะได้เป็นรถไฟสวยงามเต็มรูปแบบ ก่อนนำไปทดสอบระบบต่างๆ อีกครั้ง ให้พร้อมก่อนนำส่งถึงมือลูกค้า
คุณ หญิงกัลยากล่าวระหว่างดูงานว่า การขยายการขนส่งในระบบรางเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาล ที่เตรียมจะผลักดันให้มีเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย ลดปัญหาด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ การได้พูดคุยกับผู้บริหารของบริษัทคาวาซากิฯ นับเป็นประโยชน์อย่างมาก ที่จะสามารถนำความก้าวหน้าด้านการรถไฟของบริษัทเอกชนญี่ปุ่น มาปรับใช้พัฒนาอุตสาหกรรมรถไฟของไทย ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงคมนาคม
หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยเจรจาร่วมกัน โดยมีแนวความคิดจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีด้านการขนส่งทางราง เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการศึกษาวิจัยเทคโนโลยีการขนส่งทางราง หรือรถไฟชนิดต่างๆ ที่ในอนาคตจะเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยมากขึ้น
" หน่วยงานนี้จะมีหน้าที่รับผิดชอบครอบคลุมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สำคัญ และจำเป็นต่อการจัดการด้านการคมนาคม ขนส่งทางราง, การฝึกบุคลากรดูแลในระบบต่างๆ เช่น ควบคุมดูแลเรื่องความปลอดภัย ระบบบำรุงรักษา การตรวจสอบมาตรฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง"
"รวมไปถึงการ ศึกษาเกี่ยวกับการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ของรถไฟ เพื่อให้บุคลากรไทยมีความรู้ด้านนี้มากขึ้น จะสามารถทำให้การพัฒนางานด้านการขนส่งทางรางของไทยมีความก้าวหน้าและปลอดภัย มากกว่าที่เป็นอยู่ เรามองว่าประเทศไทยเองก็มีศักยภาพที่น่าจะผลิตรถไฟเช่นเดียว กันนี้ได้ อาจจะเป็นไปในรูปแบบของการผลิตชิ้นส่วนรถไฟต่างๆ ซึ่งได้พูดคุยกับบริษัทไปบ้าง เขาเองก็แสดงความสนใจ และหากมีการลงทุนจริงๆ จะทำให้เกิดการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย" คุณหญิงกัลยากล่าว
อย่างไรก็ตาม กว่าจะถึงวันที่ประเทศไทยผลิตรถไฟขึ้นใช้เองได้คงต้องใช้เวลามากกว่าสิบปี ขึ้นไป หวังเพียงแค่วันนี้คนไทยมีรถไฟที่มีคุณภาพ สะอาด สะดวก ปลอดภัย ตรงเวลา ก็เพียงพอแล้ว
ไม่ใช่จู่ๆ ก็ปล่อยทิ้งผู้โดยสารกลางทางดื้อๆ ประท้วงสไตรก์เพื่อประโยชน์ของคนไม่กี่กลุ่ม
ใน อดีตการเดินทางขนส่งทางรถไฟของญี่ปุ่นดำเนินการภายใต้ระบบ "โคะกุยู เทะสึโด" หรือ "รถไฟแห่งชาติ" เป็นบริษัทแห่งชาติ ภายใต้การควบคุมของสถาบันรถไฟ ต่อมารัฐบาล โดย รมว.รถไฟ และ รมว.คมนาคมและการสื่อการ เข้าควบคุมการดำเนินการทำงานทั้งหมดของบริษัทรถไฟแห่งชาติ และเปลี่ยนชื่อเป็น "การรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่น" (Japanese Government Railways: JGR)
จนกระทั่งประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ถือเป็นภาวะลำบากมากที่สุดช่วงหนึ่งของการเดินรถ รัฐบาลต้องรื้อถอนรางรถไฟไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นแทน เนื่องจากประสบปัญหาขาดแคลนเหล็กกล้า
พอสงครามสิ้นสุด ญี่ปุ่นแพ้สงคราม การรถไฟญี่ปุ่นเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อผู้นำทางทหารของสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาดูแลญี่ปุ่น สั่งการให้แปรรูปการรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่น เป็นบริษัทมหาชน ในปีพ.ศ. 2492 ส่งผลให้กิจการประสบความสำเร็จอย่างสูง
ครั้นในปีพ.ศ.2507 การรถไฟญี่ปุ่นก้าวไปอีกขั้น ด้วยการสร้างรถไฟความเร็วสูง "ชินคันเซน" ขึ้นใช้เป็นครั้งแรก นับเป็นความก้าวหน้าทางการขนส่งของญี่ปุ่น ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลกในขณะนั้น ทำให้บริษัทพยายามที่จะก่อสร้างเครือข่ายรถไฟด่วนชนิดนี้ออกไปทั่วประเทศ ด้วยการกู้เงินจำนวนมากมายมหาศาล จนกลายเป็นหนี้มากขึ้น
ทำให้ในปี พ.ศ.2530 การรถไฟแห่งญี่ปุ่นเป็นหนี้จำนวนมหาศาลถึง 25 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รัฐสภาญี่ปุ่นจึงแก้ปัญหาด้วยการยุติโครงการเครือข่ายรถไฟนี้ แล้วใช้วิธีแบ่งการรถไฟญี่ปุ่นออกเป็นบริษัทย่อยๆ หลายบริษัท ที่มีชื่อเรียกว่า กลุ่มบริษัทรถไฟญี่ปุ่น (JR Group) เปิดดำเนินการตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศแทน
วิธี การนี้ทำให้แก้ปัญหาหนี้สินมหาศาลได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีการขนส่งระบบรางมากขึ้น ผลจากการทำงานอย่างจริงจัง ส่งผลให้ปัจจุบันคนญี่ปุ่นได้รับความ สะดวกสบายจากการเดินทางโดยรถไฟมากที่สุดในโลก
ในแต่ละวันขบวนรถไฟ สายต่างๆ ขนส่งประชาชนไปยังจุดหมายต่างๆ ผ่านจุดสำคัญ มีเส้นทางเชื่อมโยงติดต่อครอบคลุมทุกมุมเมือง ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงไม่จำเป็นใช้รถยนต์ส่วนตัว เพราะไม่เพียงจะต้องเสียค่าน้ำมันที่แพงแล้ว ที่จอดรถยังหายากและค่าจอดแพงหูฉี่อีกด้วย
นอกจากนี้ ที่ญี่ปุ่นยังมีบริษัทเอกชนทำธุรกิจและผลิตรถไฟชนิดต่างๆ ที่ไม่เพียงแต่จะส่งขายให้แก่บริษัทรถไฟในประเทศเองเท่านั้น แต่ยังรับผลิตส่งออกไปยังประเทศต่างๆ เช่นที่ บริษัทคาวาซากิ เฮียวโก เวิร์ก จำกัด ที่คณะของ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยา ศาสตร์และเทคโน โลยี เดินทางไปดูงานในช่วงต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา
บริษัทแห่งนี้มี ออร์เดอร์รถไฟ ทั้งใต้ดิน และความเร็วสูง หรือชินคันเซนรุ่นต่างๆ ทั้งจากสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ไต้หวัน สิงค โปร์ และอีกหลายประเทศ
เนื่อง จากในอนาคตอันใกล้อุตสาหกรรมรถไฟจะเป็นที่นิยมยิ่งขึ้นในระบบการขนส่ง เพราะมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ทั้งความเร็วและความสะดวกสบาย รวมทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นการลดภาวะโลกร้อนไปในตัว
ใน การผลิตรถไฟของบริษัทคาวาซากิฯ ให้ความสำคัญทุกขั้นตอนการผลิต โดยจะทดสอบในทุกๆ ขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งของตัวรถเมื่อเกิดการชน, การทดสอบด้านการอากาศพลศาสตร์ในระหว่างเคลื่อนที่, ความสัมพันธ์กันระหว่างตัวรถกับโบกี้ (ส่วนล่างที่สัมผัสกับรางทำให้รถไฟเคลื่อนที่), ทดสอบความเร็ว รวมไปถึงด้านสิ่งแวดล้อม จะทดสอบจนกว่าจะมั่นใจว่ารถไฟที่ถูกนำออกมาใช้ งานมีคุณภาพมาตรฐานเต็ม 100 เปอร์ เซ็นต์
สำหรับการผลิตรถไฟแต่ละ ขบวน แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนหลัก คือ ผลิตตัวรถไฟ หรือบอดี้ และการผลิตโบกี้ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ที่จริงแล้วถูกแบ่งแยกออกจากกันอย่างชัดเจนและเรียกต่างกัน
" บอดี้รถไฟ" คือส่วนของตัวห้องโดยสาร จะต้องเลือกเหล็กประกอบให้เหมาะสมกับส่วนต่างๆ ของตัวรถ เช่น บริเวณรอยต่อ หลังคา พื้น หรือผนัง เพื่อให้แข็งแรงทนทานและปลอดภัยที่สุด
จาก นั้นจึงนำมาประกอบเข้าด้วยกันจนเป็นตัวห้องโดยสาร ตกแต่งภายในและภายนอกด้วยความละเอียดจนกว่าจะเสร็จ และรอประกอบเข้ากับโบกี้ ซึ่งมีขั้นตอนการผลิตตั้งแต่การขึ้นรูป ติดล้อที่ผ่านการทดสอบมาอย่างดี ติดเครื่องส่วนประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อนำมาประกอบรวมกันทั้ง 2 ส่วนจะได้เป็นรถไฟสวยงามเต็มรูปแบบ ก่อนนำไปทดสอบระบบต่างๆ อีกครั้ง ให้พร้อมก่อนนำส่งถึงมือลูกค้า
คุณ หญิงกัลยากล่าวระหว่างดูงานว่า การขยายการขนส่งในระบบรางเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาล ที่เตรียมจะผลักดันให้มีเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย ลดปัญหาด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ การได้พูดคุยกับผู้บริหารของบริษัทคาวาซากิฯ นับเป็นประโยชน์อย่างมาก ที่จะสามารถนำความก้าวหน้าด้านการรถไฟของบริษัทเอกชนญี่ปุ่น มาปรับใช้พัฒนาอุตสาหกรรมรถไฟของไทย ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงคมนาคม
หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยเจรจาร่วมกัน โดยมีแนวความคิดจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีด้านการขนส่งทางราง เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการศึกษาวิจัยเทคโนโลยีการขนส่งทางราง หรือรถไฟชนิดต่างๆ ที่ในอนาคตจะเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยมากขึ้น
" หน่วยงานนี้จะมีหน้าที่รับผิดชอบครอบคลุมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สำคัญ และจำเป็นต่อการจัดการด้านการคมนาคม ขนส่งทางราง, การฝึกบุคลากรดูแลในระบบต่างๆ เช่น ควบคุมดูแลเรื่องความปลอดภัย ระบบบำรุงรักษา การตรวจสอบมาตรฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง"
"รวมไปถึงการ ศึกษาเกี่ยวกับการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ของรถไฟ เพื่อให้บุคลากรไทยมีความรู้ด้านนี้มากขึ้น จะสามารถทำให้การพัฒนางานด้านการขนส่งทางรางของไทยมีความก้าวหน้าและปลอดภัย มากกว่าที่เป็นอยู่ เรามองว่าประเทศไทยเองก็มีศักยภาพที่น่าจะผลิตรถไฟเช่นเดียว กันนี้ได้ อาจจะเป็นไปในรูปแบบของการผลิตชิ้นส่วนรถไฟต่างๆ ซึ่งได้พูดคุยกับบริษัทไปบ้าง เขาเองก็แสดงความสนใจ และหากมีการลงทุนจริงๆ จะทำให้เกิดการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย" คุณหญิงกัลยากล่าว
อย่างไรก็ตาม กว่าจะถึงวันที่ประเทศไทยผลิตรถไฟขึ้นใช้เองได้คงต้องใช้เวลามากกว่าสิบปี ขึ้นไป หวังเพียงแค่วันนี้คนไทยมีรถไฟที่มีคุณภาพ สะอาด สะดวก ปลอดภัย ตรงเวลา ก็เพียงพอแล้ว
ไม่ใช่จู่ๆ ก็ปล่อยทิ้งผู้โดยสารกลางทางดื้อๆ ประท้วงสไตรก์เพื่อประโยชน์ของคนไม่กี่กลุ่ม
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
