เทควันโด จริงๆแล้วไม่ใช่ วิชาเก่าแก่อะไร พึ่งถือกำเนิดเกิดมาได้ เมื่อ 51 ปีที่แล้วประมาณปี 1955 หลังสงครามโลกครั้งที่2 สงบ (1945) เพียง 10 ปีนี่เอง
ผู้ให้กำเนิดวิชานี้ คือ นายพล ชอย ฮอง ฮี ( Gen. Choi Hong Hi) โดยพื้นฐานของวิชาดังกล่าว มาจากการผสมผสานระหว่าง คาราเต้ ของญี่ปุ่น และวิชาการต่อสู้ โบราณของเกาหลี จนเกิดเป็นศิลปะการต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์ เฉพาะตัว ชนิดใหม่ขึ้นคือเทควันโด นั้นเอง
ชอย ฮอง ฮี ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นชาว เกาหลี เกิดเมื่อปี 1918 ที่เมือง ฮวา แด (Hwa Dae) ปัจจุบัน อยู่ในเขตประเทศ เกาหลีเหนือ
ในวัยเด็ก ชอย เป็นเด็กที่ค่อนข้างมีร่างกายที่อ่อนแอ แต่ หัวแข็ง เขาออกจากโรงเรียนตั้งแต่ อายุ 12 ปี เพราะ ไม่ต้องการเรียน ภาษาญี่ปุ่น ที่มีเรียนเป็นวิชาบังคับในชั้น ( ช่วงนั้น เกาหลี เป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น ) ประชาชนเกาหลี ถือเป็นบุคลชั้นสอง และถูกกดขี่ทางสังคม โดยชาวญี่ปุ่นที่เข้าไปอาศัยอยู่ และมีรัฐบาลญี่ปุ่นหนุนหลัง หลังจาก ชอย ออกจากโรงเรียน เขาเข้าร่วมขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นในชื่อว่า สมาคมนักเรียน กวาง จู ซึ่งเป็นกลุ่มหัวรุนแรง เข้าก่อกวน ชาวญี่ปุ่น และทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น ญี่ปุ่น ชอย ถูกตั้งค่าหัว โดยสันติบาล พ่อของเขา เกรงว่า ชอย จะถูกดำเนินคดี จึงส่งเขาไป หลบพัก และฝากฝังให้เขาเรียนหนังสือ กับ อาจารย์ ท่านหนึ่ง อาจารย์คนนั้น คือ ฮัน อิล ดอง (Han IL Dong) อาจารย์ ฮัน นอกจากจะเป็นครู แล้ว ยังเป็นนัก คัดอักษรจีน ที่มีชื่อเสียงอีกด้วย และที่สำคัญ อาจารย์ ฮัน ผู้นี้ เป็นจอมยุทธ์ เทเคียน
เท เคียน ( Tae kyan) เป็นศิลปะการต่อสู้โบราณของเกาหลี ที่เน้น การเตะ ที่คล่องแคล่ว ประกอบกับท่าทางในการส่งจังหวะ ที่คล้ายท่าเต้นรำ เป็นศิลปะ
ฮัน สอน เทเคียน ให้ ชอย เพื่อจุดประสงค์เพียง เสริมสุขภาพ ให้แข็งแรงเท่านั้น แต่ในใจ ชอย ไม่ได้ต้องการแค่เพียง สุขภาพ อย่างเดียว แต่ต้องการ ที่จะแข็งแกร่งด้วย ไม่นานนัก เขาก็ บรรลุวิชา เทเคียน จากฮัน ด้วยอายุเพียง 18 ปี
ในสมัยนั้น ญี่ปุ่น ต้องการเผยแพร่ วัฒนธรรม ให้เหล่าประเทศ อาณานิคม ภายใต้ นโยบาย ที่ว่า วัฒนธรรม เดียวกัน พูดภาษา และคิดแบบ เดียวกัน ยอมเป็นประเทศเดียวกัน ช่วงนั้น รัฐบาลญี่ปุ่น สนับสนุน ด้านการให้ประเทศ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของตน โดยเฉพาะ จีน และเกาหลี เยาวชน และนักวิชา การจะได้รับสิทธิพิเศษ ทางการศึกษา ที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อประโยชน์ทางวัฒนธรรม และการสร้างชาติ (ญี่ปุ่น) มีนักวิชาการมากมาย จากจีน แล เกาหลี จบการศึกษาขั้นสูงจากญี่ปุ่น (ว่ากันว่า ดร. ซุน ยัด เซน ก็จบ ดร. จากญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน) ในสมัยนั้น ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศ ที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ไม่แพ้ชาติ ตะวันตก เลย (ปัจจุบันมันก็เป็นอยู่)
แน่นอน ชอย ถูกส่งไปเรียนที่ญี่ปุ่น ในปี 1937 คนเกาหลี ที่อยู่ในญี่ปุ่น ขณะนั้นมักจะถูกเหยียดหยามในลักษณะของบุคคลแห่งชาติที่แพ้สงคราม เขาไปมีปากเสียง ถึงขั้นชกต่อย กับคนญี่ปุ่น ซึ่งในกลุ่มนั้น มีนักมวยปล้ำญี่ปุ่น (คาดว่าน่าจะเป็น ซูโม่) อยู่ด้วย โดยหัวข้อหลักๆในการโต้เถียงกันนอกจากจะเป็นเรื่อง ญี่ปุ่นเกาหลีแล้ว ยังมีอีกว่า ศิลปการต่อสู้ ประจำชาติเกาหลี กับ ศิลปการต่อสู้ประจำชาติญี่ปุ่น ใครจะเจ๋งกว่ากัน (ปัญหาระดับชาติเลยนะนั้นนะ) ผลการต่อสู้ คือ ชอย ถูกทุ่มและกำลังจะถูก หักแขน (เทเคียน ของเขา ใช้ไม่ได้กับ นัก ซูโม่มั้ง สงสัยไซน์ มันผิดกัน) แต่เจ้าหน้าที่มาห้าม ซะก่อน การต่อสู้จึงจบลงโดยละม่อม และที่สำคัญ นักสู้โม่ คนนั้นสัญญาว่า จะมาหักแขนเขาอีกครั้ง ในการต่อสู้ครั้งต่อไป
เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็น แรงผลักให้เขา เริ่มฝึกฝน ศิลปการต่อสู้ เพิ่มเติมจากเทเคียน และที่เขาสนใจ คือ คาราเต้
เขาพบกับอาจารย์ คนที่สองของเขา ที่เกียวโต คือ ฮิม เป็นชาวเกาหลี ที่มาศึกษาที่ญี่ปุ่นก่อนหน้าเขา และ เป็นนักคาราเต้ สาย โชโตกัน ชอย ฝึกคาราเต้ กับฮิม และโชโตกัน จนได้สายดำ 1 ขั้น และฝึกคาราเต้เรื่อยมา จนจบมหาวิทยาลัย จาก มหาวิทยาลัยโตเกียว (ว้าว!เรียนเก่งนะเนี่ย) จนได้ 2 ขั้น หลังจากจบ และเป็นอาจารย์สอนคาราเต้ อยู่ที่ Tokyo YMCA โดยคาราเต้ของเขา จะมีลักษณะที่ค่อนข้าง แตกต่างจาก ดั้งเดิม คือใส่เทคนิคการเตะของ เทเคียนไปด้วย เพราะ ชอยคิดว่า การเตะแบบเทเคียน ให้ประสิทธิภาพสูงกว่าการเตะแบบคาราเต้ แต่ ถ้ารำ คาตะ ยังใช้ของโชโตกันเหมือนเดิม ณ ตอนนั้นเขาคิดอย่างเดียว คือ คิดหาวิชาที่จะใช้ต่อสู้กับซูโม่ ที่เขาเคยแพ้มา
ยังไม่ทันที่ชอย จะ ได้พิสูจน์ คาราเต้ ลูกผสมที่เขา คิดขึ้นมา เพื่อใช้ สยบ นักมวยปล้ำซูโม่ ในช่วงนั้น ญี่ปุ่นประกาศสงคราม มหาเอเซียบูรพา เข้าร่วมกับเยอรมณี เกิด เป็นสงครามโลกครั้งที่2 ขึ้น ชอย ถูกส่งกลับ เกาหลี ในฐานะ ทหารเกณฑ์ของกองทัพญี่ปุ่น เขาถูกส่งไปประจำการที่เกาหลีเหนือ บ้านเกิด ในขณะ นั้น เขาก็ เป็นหนึ่งในขบวนการใต้ดิน ปลดแอก เกาหลีจากญี่ปุ่น ด้วย จนในที่สุดเขาถูกจับได้ จากการสะกดรอยตามจากเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นกว่า 8 เดือน และถูก จำคุกทหาร
ขณะที่อยู่ในคุก เขาก็ฝึกคาราเต้ ในคุก เพื่อไม่ให้ร่างกายอ่อนแอ ช่วงที่อยู่ในคุกนั้น เขาถูกบีบคั้น จากทหารญี่ปุ่น จนความรู้สึกเกลียดญี่ปุ่น สะสมเรื่อยมา จนกระทั้ง เกลียดแม้แต่วิชาคาราเต้ที่ตนเอง ฝึกฝน โดยเฉพาะชื่อของ ท่า คาตะ ของคาราเต้ที่เขาฝึกนั้น มีความหมายที่ดีมาก เช่น สงบสุข นักบวช วัด ทำนองนี้ แต่คนญี่ปุ่นเอง กลับใช้วิชานี้รุกรานประเทศคนอื่น เขาจึงเปลี่ยนชื่อ ท่า คาตะที่เขารำ ในคุกทุกวัน เป็นภาษา เกาหลี ที่มีความหมายในเชิง รักชาติ จากสภาพในคุก มีบริเวณ ที่คับแคบ เกินไป บางครั้งจึงเป็นข้อจำกัดในการ การฝึกคาราเต้ โดยเฉพาะ สายโชโตกัน ที่ มีช่วงชก ที่ต้องพุ่งไปทั้งตัว และ เป็นเส้นตรง ทำให้พื้นที่ไม่พอฝึก เขาจึง เปลี่ยน ท่า คาตะ โชโตกัน ในแคบลง และพบว่าการตั้งท่า ยืนให้สูงขึ้น นั้น เหมาะต่อการฝึกในที่แคบ และเข้ากับ เทคนิค การเตะ แบบ เทเคียน ได้อย่างลงตัว และ ได้เทคนิคการชกใหม่ ในคุกคือ แทนที่ จะพุ่งชกเป็นเส้นตรง จากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง เหมือน คาราเต้ เขากลับใช้การ เขย่งตัว เพื่อลงแรงชก จากบนลงล่างแทน การฝึกของ เขา กลายเป็นวิชาใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะ ในพื้นที่แคบๆ และลูกศิษย์รายแรกของเขา ก็คือ เพื่อนร่วมคุกที่อยู่กรงข้างๆนั้นเอง และกลายเป็น กายบริหาร ระหว่างกรง หนึ่งสู่กรงหนึ่ง ไปจนทั่วคุก ทหารเกาหลี ที่มีใจรักชาติ
ปรมาณู ถูกทิ้งลง ที่ ฮิโรชิมา และ นางาซากิ ในปี 1945 ญี่ปุ่น ยอมแพ้สงคราม และปลดแอก เกาหลี จากการครอบครอง เกาหลีอยู่ในความดูแล ของ อเมริกา และ บางส่วนเป็นของ ระบอบ คอมมิวนิสต์ โดยมีจีน และรัสเซีย หนุนหลัง
ชอย ถูกปล่อย ตัวออกจากคุกในปี 1946 เป็นเวลา เกือบ 7 ปี ที่เขาติดคุก ชื่อเสียงเขาเป็นที่เลื่องลือ ในคุกในฐานะ ครูฝึกจำเป็น เขาถูกเชิญ ไปที่กรุง โซล เพื่อเข้าร่วม พรรคทางการทหาร ในยศร้อยโท เขาสาธิต วิชาใหม่ ที่เขาฝึกมาจากคุก ร่วมกับ ศิษย์ทหาร ที่ติดคุกด้วยกัน และวิชาถูกบรรจุเข้าเป็นวิชาที่จะต้องฝึกกันในกองทัพ นับเป็นจุดเริ่มที่สำคัญ เพราะวิชาดังกล่าวภายหลังได้ ถูกตั้งชื่อว่า วิชา เทควันโด
หลังจากนั้นไม่นาน ร้อยโท ชอย ก็ต้องหน่วยรบพิเศษ หรือ คอมมานโด ของตนเองขึ้นมา ใน เมือง กวาง จู และตั้งชื่อ หน่วยนั้นว่า กวาง จู ด้วย เหตุผลเพื่อรำลึกถึงและไว้อาลัยแด่ สมาคมนักเรียนต่อต้านญี่ปุ่น เพราะในวัยเด็ก เขาเคย เข้าร่วมกับ กลุ่มนักเรียน เกาหลี ตั้งเป็น สมาคมนักเรียน กวางจู ต่อต้านญี่ปุ่น และในช่วงนั้นมีเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์ ถูกจับ สูญหาย และล้มตายไป โดยฝีมือทหารญี่ปุ่น และเกาหลีขายชาติ เขาฝึก คาราเต้ ในแบบฉบับของเขา ให้หน่วยคอมมานโด กวางจู และนอกจากนี้เขายังสอนให้กับทหารอเมริกัน ที่มารักษาการ ในเกาหลี หลังสงครามสงบด้วย เขาให้ชื่อวิชา ของเขาว่า เทควันโด แปลว่า วิถีทางแห่งมือและเท้า เพื่อเรียกกันในกลุ่มฝึก นับเป็นครั้งแรกที่ มี คำว่า เทควันโด เกิดขึ้นในโลก สาเหตุเพราะ เขาไม่ต้องการให้ทหารอเมริกัน นำวิชาเขาไปปรับเปลี่ยนเสียหาย และเพื่อ เขียนโครงการเสนอกองทัพ ครั้งแรก ชอยไม่ต้องการสอนให้คนต่างชาติ แต่ด้วยเหตุผลทางการเมือง เขาจึงต้องสอน และคำว่า เทควันโด ก็กลายเป็นที่รู้ จักกันดีในหมู่ทหาร อเมริกัน ว่ามันคืออะไร? ในปี 1947 ชอยได้เลื่อนยศเป็น ร้อยเอก และ ถูกส่งไปที่กรุงโซล เพื่อเป็นครูฝึก เทควันโดให้กองทัพ อเมริกัน ที่ประจำอยู่ทั่วไปที่นั้น และหน่วยงานราชการตำรวจ จากผลงานครั้งนี้เขาได้เลื่อนยศเป็น ผู้พัน ในปี 1949 ทางการส่งเขาไปที่อเมริกา เพื่อไป ศึกษาต่อที่ โรงเรียนเสนาธิการทหาร ฟอร์ต ไรเล่ย์ ( Fort Riley General school) ณ ที่นั้น เขานำเทควันโด ไปเผยแพร่ สู่ อเมริกันชน และ หลังจากจบแล้ว เขาได้เลื่อนยศ เป็น นายพลจัตวา ในปี 1951และกลับมาที่เกาหลี ตั้งโรงเรียนเสนาธิการทหารขึ้นที่ เมือง ปูซาน โดยเขาเป็น ตัวหลักในการจัดตั้งและดำเนินการ และได้รับแต่งตั้งเป็น พลตรี จนในปี 1952 พลเอก แมคอาเธอร์ แห่งกองทัพสหรัฐ (ในช่วงนั้นถือเป็นวีรบุรุษสงคราม ที่เดียว เพราะเป็น ผบ.กองทัพสหรัฐในสงครามโลกครั้งที่2) มาเยือนเมือง คัง นัง และ นายพลจัตวา ชอย ให้การต้อนรับ หลังจากงานนั้นผ่านไป นายพล ชอย ได้รับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่5 และแต่งตั้งเป็น พลโท
ในปี 1953 หลังจากที่พลโท ชอย ประสบความสำเร็จ ทั้ง หน้าที่การงาน และ การเผยแพร่ เทควันโด ของ เขา เขาจึงเขียนหนังสือ เล่มหนึ่งขึ้นมา เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางการทหารและ เทควันโด เขาตั้งกองทัพของตนเอง เล็กๆ แยกออกมาจากกองกำลังของเขา ชื่อว่ากองกำลังที่ 29 โดยมีฐานทัพที่เกาะ เชจู โดยกองกำลังนี้ ต่อมาแทบจะเรียกได้ว่า เป็น หัวหอกทาง เทควันโด ของกองทัพเกาหลี เลยก็ว่าได้ เขาตั้งสำนักที่ส่วนใหญ่นักเรียนที่ฝึกเป็นทหารนี้ว่า โอ โด ควัน (Oh Do Kwan) หมายถึง สำนักวิถีทางของข้าพเจ้า หรือ Gym of my way โดยหนังสือ เทควันโดของเขานี้ ทำขึ้นเพื่อ วางระบบการเรียนการสอนและมาตรฐานที่สมัยใหม่ เพื่อรองรับ การขยายตัวของเทควันโด ไปทั่วโลก โดยมี มือขวาของเขา คือ นำ แต ฮี เป็นผู้ช่วย(ว่ากันว่า นำ แต ฮี ก็คือ ขี้คุกทหารที่อยู่กรงใกล้ๆกันนะแหละ ตอนติดคุก) และหนังสือดังกล่าวเสร็จสิ้น พร้อมเผยแพร่ ในปี 1954 พลโท ชอย เล็งเห็น คุณประโยชน์ ของเทควันโด ที่ควรเผยแพร่ ให้ประชาชน เขาจึงคิดและเขียนเทควันโดหลักสูตรใหม่ ขึ้นมาที่เหมาะสมกับพลเรือนใช้ โดยตั้งสำนักขึ้นมาอีกสำนักหนึ่ง ชื่อว่า ชอง โด ควัน (Chong Do Kwan) หมายถึง สำนักคลื่นสีคราม เทควันโด สไตล์นี้ ณ เวลา นั้น จำกัด เฉพาะ พลเรือนฝึกเท่านั้น และได้รับ ความนิยมแพร่หลายอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชน ในเกาหลี ผลงานครั้งนี้ ทำให้ พลโท ชอย ได้รับเลื่อนเป็น พลเอก (ตอนนั้น สงคราม ระหว่าง เกาหลี ด้วยกัน ระหว่าง คอมมิวนิสต์ และเสรีนิยมกำลังจะประทุขึ้น )
จริงๆแล้ว ในเกาหลีนั้น มี วิทยายุทธ์ โบราณ ประจำชาติหลายอย่าง และมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ย้อนหลังไปกว่าพันปี และในระดับ ทหาร และพลเรือน ก็มีการฝึก กันอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว ในยุคที่ ประเทศยังเป็นประเทศ เช่น ทัง ซู (Tang Soo ) เท เคียน( TAE KYON ) คัง ซู ( Kong Soo) คาราเต้ ญี่ปุ่น (Karate ) กังฟูจีน (Kung Fu ) หรือ ควัน บ๊อบ (Kwonbop) , ซู บาค (SooBahk) และ ที่นิยมฝึกในหมู่ทหาร คือ ฮวา ซู (Hwa Soo) (ตอนหลังกลายเป็น ฮวา ราง โด Hwarangdo) แต่ วิชาดังกล่าวก็เจอปัญหาคือ ฝึกกันในวงแคบ (สำนักใครสำนักมัน) ไม่กระจายไปในวงกว้าง บางครั้งต้องแอบฝึกแบบหลบๆ ซ่อนๆ (เดี๋ยวทหารญี่ปุ่นรู้) และบางสาย เก็บเป็นความลับเฉพาะ ตระกูลด้วย (คงคล้ายๆ นินจัทซึของสำนักเรา) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากปลดแอก จากการปกครองของญี่ปุ่น หลังสงครามโลกครั้งที่2
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น