คริสต์มาส (Christmas หรือ X'Mas)
คือเทศกาลเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซู ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ ซึ่งตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม พระองค์ประสูติที่เมืองเบ็ธเลเฮ็มและเติบโตที่เมืองนาซาเรท ประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน
มีความสำคัญอย่างไร
เพื่อเป็นการระลึกถึงวันที่พระบุตรของพระเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์ หรือคือวันฉลองวันสมภพของพระเยซู และคำว่า "คริสต์มาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษา อังกฤษ Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" คำว่า" Christes Maesse" พบครั้งแรกในเอกสารโบราณเป็นภาษาอังกฤษในปี 1038 และคำนี้ก็ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas ในภาษาไทย "คริสต์มาส" ก็มีความหมายเช่นกัน คำว่า "มาส" แปลว่า"เดือน" เทศกาลคริสต์มาสจึง เป็นเดือนที่เราระลึกถึงพระเยซูคริสตเจ้าเป็นพิเศษ คำว่า"มาส" คือ"ดวงจันทร์" ตีความหมายในภาษาไทยคือพระเยซูทรงเป็นความสว่างของโลก เหมือนดวงจันทร์เป็นความ สว่างในตอน กลางคืน
วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ประวัติวันพ่อ
ประวัติ
วันพ่อแห่งชาติ ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 โดยคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษา หลักการและเหตุผลที่มีการจัดตั้งวันพ่อขึ้นแห่งชาติ เนื่องจากพ่อ เป็นบุคคลผู้มีพระคุณและมีบทบาทสำคัญต่อครอบครัวและสังคม สมควรที่ผู้เป็นลูกจะเคารพเทิดทูนและตอบแทนพระคุณด้วยความกตัญญู และสังคมควรที่จะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ่อ จึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเป็น "วันพ่อแห่งชาติ" เพื่อเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะ “พ่อแห่งชาติ” ซึ่งนอกจากพระองค์จะเป็นพระราชบิดาของพระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงทะนุบำรุงพระราชโอรสธิดาด้วยความรัก และทรงอบรมอนุศาสน์ให้ทรงเจริญวัยสมบูรณ์ ทรงเป็น "พ่อ" ตัวอย่างของปวงชนชาวไทยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณา อีกทั้งยังทรงบำเพ็ญคุณานุประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน ทรงพระมหากรุณาทะนุบำรุงขจัดทุกข์ผดุงสุขพสกนิกรถ้วนหน้า พระองค์ทรงเป็น “พ่อแห่งชาติ” ที่อาณาประชาราษฎร์เทิดทูนด้วยความจงรักภักดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และยึดมั่นในการเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทในการทะนุบำรุงชาติบ้านเมืองให้วัฒนาถาวรสืบไป
วันพ่อแห่งชาติ ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 โดยคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษา หลักการและเหตุผลที่มีการจัดตั้งวันพ่อขึ้นแห่งชาติ เนื่องจากพ่อ เป็นบุคคลผู้มีพระคุณและมีบทบาทสำคัญต่อครอบครัวและสังคม สมควรที่ผู้เป็นลูกจะเคารพเทิดทูนและตอบแทนพระคุณด้วยความกตัญญู และสังคมควรที่จะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ่อ จึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเป็น "วันพ่อแห่งชาติ" เพื่อเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะ “พ่อแห่งชาติ” ซึ่งนอกจากพระองค์จะเป็นพระราชบิดาของพระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงทะนุบำรุงพระราชโอรสธิดาด้วยความรัก และทรงอบรมอนุศาสน์ให้ทรงเจริญวัยสมบูรณ์ ทรงเป็น "พ่อ" ตัวอย่างของปวงชนชาวไทยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณา อีกทั้งยังทรงบำเพ็ญคุณานุประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน ทรงพระมหากรุณาทะนุบำรุงขจัดทุกข์ผดุงสุขพสกนิกรถ้วนหน้า พระองค์ทรงเป็น “พ่อแห่งชาติ” ที่อาณาประชาราษฎร์เทิดทูนด้วยความจงรักภักดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และยึดมั่นในการเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทในการทะนุบำรุงชาติบ้านเมืองให้วัฒนาถาวรสืบไป
วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เรื่องเก่าแก่ของเทควันโด้
เทควันโด จริงๆแล้วไม่ใช่ วิชาเก่าแก่อะไร พึ่งถือกำเนิดเกิดมาได้ เมื่อ 51 ปีที่แล้วประมาณปี 1955 หลังสงครามโลกครั้งที่2 สงบ (1945) เพียง 10 ปีนี่เอง
ผู้ให้กำเนิดวิชานี้ คือ นายพล ชอย ฮอง ฮี ( Gen. Choi Hong Hi) โดยพื้นฐานของวิชาดังกล่าว มาจากการผสมผสานระหว่าง คาราเต้ ของญี่ปุ่น และวิชาการต่อสู้ โบราณของเกาหลี จนเกิดเป็นศิลปะการต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์ เฉพาะตัว ชนิดใหม่ขึ้นคือเทควันโด นั้นเอง
ชอย ฮอง ฮี ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นชาว เกาหลี เกิดเมื่อปี 1918 ที่เมือง ฮวา แด (Hwa Dae) ปัจจุบัน อยู่ในเขตประเทศ เกาหลีเหนือ
ในวัยเด็ก ชอย เป็นเด็กที่ค่อนข้างมีร่างกายที่อ่อนแอ แต่ หัวแข็ง เขาออกจากโรงเรียนตั้งแต่ อายุ 12 ปี เพราะ ไม่ต้องการเรียน ภาษาญี่ปุ่น ที่มีเรียนเป็นวิชาบังคับในชั้น ( ช่วงนั้น เกาหลี เป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น ) ประชาชนเกาหลี ถือเป็นบุคลชั้นสอง และถูกกดขี่ทางสังคม โดยชาวญี่ปุ่นที่เข้าไปอาศัยอยู่ และมีรัฐบาลญี่ปุ่นหนุนหลัง หลังจาก ชอย ออกจากโรงเรียน เขาเข้าร่วมขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นในชื่อว่า สมาคมนักเรียน กวาง จู ซึ่งเป็นกลุ่มหัวรุนแรง เข้าก่อกวน ชาวญี่ปุ่น และทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น ญี่ปุ่น ชอย ถูกตั้งค่าหัว โดยสันติบาล พ่อของเขา เกรงว่า ชอย จะถูกดำเนินคดี จึงส่งเขาไป หลบพัก และฝากฝังให้เขาเรียนหนังสือ กับ อาจารย์ ท่านหนึ่ง อาจารย์คนนั้น คือ ฮัน อิล ดอง (Han IL Dong) อาจารย์ ฮัน นอกจากจะเป็นครู แล้ว ยังเป็นนัก คัดอักษรจีน ที่มีชื่อเสียงอีกด้วย และที่สำคัญ อาจารย์ ฮัน ผู้นี้ เป็นจอมยุทธ์ เทเคียน
เท เคียน ( Tae kyan) เป็นศิลปะการต่อสู้โบราณของเกาหลี ที่เน้น การเตะ ที่คล่องแคล่ว ประกอบกับท่าทางในการส่งจังหวะ ที่คล้ายท่าเต้นรำ เป็นศิลปะ
ฮัน สอน เทเคียน ให้ ชอย เพื่อจุดประสงค์เพียง เสริมสุขภาพ ให้แข็งแรงเท่านั้น แต่ในใจ ชอย ไม่ได้ต้องการแค่เพียง สุขภาพ อย่างเดียว แต่ต้องการ ที่จะแข็งแกร่งด้วย ไม่นานนัก เขาก็ บรรลุวิชา เทเคียน จากฮัน ด้วยอายุเพียง 18 ปี
ในสมัยนั้น ญี่ปุ่น ต้องการเผยแพร่ วัฒนธรรม ให้เหล่าประเทศ อาณานิคม ภายใต้ นโยบาย ที่ว่า วัฒนธรรม เดียวกัน พูดภาษา และคิดแบบ เดียวกัน ยอมเป็นประเทศเดียวกัน ช่วงนั้น รัฐบาลญี่ปุ่น สนับสนุน ด้านการให้ประเทศ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของตน โดยเฉพาะ จีน และเกาหลี เยาวชน และนักวิชา การจะได้รับสิทธิพิเศษ ทางการศึกษา ที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อประโยชน์ทางวัฒนธรรม และการสร้างชาติ (ญี่ปุ่น) มีนักวิชาการมากมาย จากจีน แล เกาหลี จบการศึกษาขั้นสูงจากญี่ปุ่น (ว่ากันว่า ดร. ซุน ยัด เซน ก็จบ ดร. จากญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน) ในสมัยนั้น ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศ ที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ไม่แพ้ชาติ ตะวันตก เลย (ปัจจุบันมันก็เป็นอยู่)
แน่นอน ชอย ถูกส่งไปเรียนที่ญี่ปุ่น ในปี 1937 คนเกาหลี ที่อยู่ในญี่ปุ่น ขณะนั้นมักจะถูกเหยียดหยามในลักษณะของบุคคลแห่งชาติที่แพ้สงคราม เขาไปมีปากเสียง ถึงขั้นชกต่อย กับคนญี่ปุ่น ซึ่งในกลุ่มนั้น มีนักมวยปล้ำญี่ปุ่น (คาดว่าน่าจะเป็น ซูโม่) อยู่ด้วย โดยหัวข้อหลักๆในการโต้เถียงกันนอกจากจะเป็นเรื่อง ญี่ปุ่นเกาหลีแล้ว ยังมีอีกว่า ศิลปการต่อสู้ ประจำชาติเกาหลี กับ ศิลปการต่อสู้ประจำชาติญี่ปุ่น ใครจะเจ๋งกว่ากัน (ปัญหาระดับชาติเลยนะนั้นนะ) ผลการต่อสู้ คือ ชอย ถูกทุ่มและกำลังจะถูก หักแขน (เทเคียน ของเขา ใช้ไม่ได้กับ นัก ซูโม่มั้ง สงสัยไซน์ มันผิดกัน) แต่เจ้าหน้าที่มาห้าม ซะก่อน การต่อสู้จึงจบลงโดยละม่อม และที่สำคัญ นักสู้โม่ คนนั้นสัญญาว่า จะมาหักแขนเขาอีกครั้ง ในการต่อสู้ครั้งต่อไป
เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็น แรงผลักให้เขา เริ่มฝึกฝน ศิลปการต่อสู้ เพิ่มเติมจากเทเคียน และที่เขาสนใจ คือ คาราเต้
เขาพบกับอาจารย์ คนที่สองของเขา ที่เกียวโต คือ ฮิม เป็นชาวเกาหลี ที่มาศึกษาที่ญี่ปุ่นก่อนหน้าเขา และ เป็นนักคาราเต้ สาย โชโตกัน ชอย ฝึกคาราเต้ กับฮิม และโชโตกัน จนได้สายดำ 1 ขั้น และฝึกคาราเต้เรื่อยมา จนจบมหาวิทยาลัย จาก มหาวิทยาลัยโตเกียว (ว้าว!เรียนเก่งนะเนี่ย) จนได้ 2 ขั้น หลังจากจบ และเป็นอาจารย์สอนคาราเต้ อยู่ที่ Tokyo YMCA โดยคาราเต้ของเขา จะมีลักษณะที่ค่อนข้าง แตกต่างจาก ดั้งเดิม คือใส่เทคนิคการเตะของ เทเคียนไปด้วย เพราะ ชอยคิดว่า การเตะแบบเทเคียน ให้ประสิทธิภาพสูงกว่าการเตะแบบคาราเต้ แต่ ถ้ารำ คาตะ ยังใช้ของโชโตกันเหมือนเดิม ณ ตอนนั้นเขาคิดอย่างเดียว คือ คิดหาวิชาที่จะใช้ต่อสู้กับซูโม่ ที่เขาเคยแพ้มา
ยังไม่ทันที่ชอย จะ ได้พิสูจน์ คาราเต้ ลูกผสมที่เขา คิดขึ้นมา เพื่อใช้ สยบ นักมวยปล้ำซูโม่ ในช่วงนั้น ญี่ปุ่นประกาศสงคราม มหาเอเซียบูรพา เข้าร่วมกับเยอรมณี เกิด เป็นสงครามโลกครั้งที่2 ขึ้น ชอย ถูกส่งกลับ เกาหลี ในฐานะ ทหารเกณฑ์ของกองทัพญี่ปุ่น เขาถูกส่งไปประจำการที่เกาหลีเหนือ บ้านเกิด ในขณะ นั้น เขาก็ เป็นหนึ่งในขบวนการใต้ดิน ปลดแอก เกาหลีจากญี่ปุ่น ด้วย จนในที่สุดเขาถูกจับได้ จากการสะกดรอยตามจากเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นกว่า 8 เดือน และถูก จำคุกทหาร
ขณะที่อยู่ในคุก เขาก็ฝึกคาราเต้ ในคุก เพื่อไม่ให้ร่างกายอ่อนแอ ช่วงที่อยู่ในคุกนั้น เขาถูกบีบคั้น จากทหารญี่ปุ่น จนความรู้สึกเกลียดญี่ปุ่น สะสมเรื่อยมา จนกระทั้ง เกลียดแม้แต่วิชาคาราเต้ที่ตนเอง ฝึกฝน โดยเฉพาะชื่อของ ท่า คาตะ ของคาราเต้ที่เขาฝึกนั้น มีความหมายที่ดีมาก เช่น สงบสุข นักบวช วัด ทำนองนี้ แต่คนญี่ปุ่นเอง กลับใช้วิชานี้รุกรานประเทศคนอื่น เขาจึงเปลี่ยนชื่อ ท่า คาตะที่เขารำ ในคุกทุกวัน เป็นภาษา เกาหลี ที่มีความหมายในเชิง รักชาติ จากสภาพในคุก มีบริเวณ ที่คับแคบ เกินไป บางครั้งจึงเป็นข้อจำกัดในการ การฝึกคาราเต้ โดยเฉพาะ สายโชโตกัน ที่ มีช่วงชก ที่ต้องพุ่งไปทั้งตัว และ เป็นเส้นตรง ทำให้พื้นที่ไม่พอฝึก เขาจึง เปลี่ยน ท่า คาตะ โชโตกัน ในแคบลง และพบว่าการตั้งท่า ยืนให้สูงขึ้น นั้น เหมาะต่อการฝึกในที่แคบ และเข้ากับ เทคนิค การเตะ แบบ เทเคียน ได้อย่างลงตัว และ ได้เทคนิคการชกใหม่ ในคุกคือ แทนที่ จะพุ่งชกเป็นเส้นตรง จากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง เหมือน คาราเต้ เขากลับใช้การ เขย่งตัว เพื่อลงแรงชก จากบนลงล่างแทน การฝึกของ เขา กลายเป็นวิชาใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะ ในพื้นที่แคบๆ และลูกศิษย์รายแรกของเขา ก็คือ เพื่อนร่วมคุกที่อยู่กรงข้างๆนั้นเอง และกลายเป็น กายบริหาร ระหว่างกรง หนึ่งสู่กรงหนึ่ง ไปจนทั่วคุก ทหารเกาหลี ที่มีใจรักชาติ
ปรมาณู ถูกทิ้งลง ที่ ฮิโรชิมา และ นางาซากิ ในปี 1945 ญี่ปุ่น ยอมแพ้สงคราม และปลดแอก เกาหลี จากการครอบครอง เกาหลีอยู่ในความดูแล ของ อเมริกา และ บางส่วนเป็นของ ระบอบ คอมมิวนิสต์ โดยมีจีน และรัสเซีย หนุนหลัง
ชอย ถูกปล่อย ตัวออกจากคุกในปี 1946 เป็นเวลา เกือบ 7 ปี ที่เขาติดคุก ชื่อเสียงเขาเป็นที่เลื่องลือ ในคุกในฐานะ ครูฝึกจำเป็น เขาถูกเชิญ ไปที่กรุง โซล เพื่อเข้าร่วม พรรคทางการทหาร ในยศร้อยโท เขาสาธิต วิชาใหม่ ที่เขาฝึกมาจากคุก ร่วมกับ ศิษย์ทหาร ที่ติดคุกด้วยกัน และวิชาถูกบรรจุเข้าเป็นวิชาที่จะต้องฝึกกันในกองทัพ นับเป็นจุดเริ่มที่สำคัญ เพราะวิชาดังกล่าวภายหลังได้ ถูกตั้งชื่อว่า วิชา เทควันโด
หลังจากนั้นไม่นาน ร้อยโท ชอย ก็ต้องหน่วยรบพิเศษ หรือ คอมมานโด ของตนเองขึ้นมา ใน เมือง กวาง จู และตั้งชื่อ หน่วยนั้นว่า กวาง จู ด้วย เหตุผลเพื่อรำลึกถึงและไว้อาลัยแด่ สมาคมนักเรียนต่อต้านญี่ปุ่น เพราะในวัยเด็ก เขาเคย เข้าร่วมกับ กลุ่มนักเรียน เกาหลี ตั้งเป็น สมาคมนักเรียน กวางจู ต่อต้านญี่ปุ่น และในช่วงนั้นมีเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์ ถูกจับ สูญหาย และล้มตายไป โดยฝีมือทหารญี่ปุ่น และเกาหลีขายชาติ เขาฝึก คาราเต้ ในแบบฉบับของเขา ให้หน่วยคอมมานโด กวางจู และนอกจากนี้เขายังสอนให้กับทหารอเมริกัน ที่มารักษาการ ในเกาหลี หลังสงครามสงบด้วย เขาให้ชื่อวิชา ของเขาว่า เทควันโด แปลว่า วิถีทางแห่งมือและเท้า เพื่อเรียกกันในกลุ่มฝึก นับเป็นครั้งแรกที่ มี คำว่า เทควันโด เกิดขึ้นในโลก สาเหตุเพราะ เขาไม่ต้องการให้ทหารอเมริกัน นำวิชาเขาไปปรับเปลี่ยนเสียหาย และเพื่อ เขียนโครงการเสนอกองทัพ ครั้งแรก ชอยไม่ต้องการสอนให้คนต่างชาติ แต่ด้วยเหตุผลทางการเมือง เขาจึงต้องสอน และคำว่า เทควันโด ก็กลายเป็นที่รู้ จักกันดีในหมู่ทหาร อเมริกัน ว่ามันคืออะไร? ในปี 1947 ชอยได้เลื่อนยศเป็น ร้อยเอก และ ถูกส่งไปที่กรุงโซล เพื่อเป็นครูฝึก เทควันโดให้กองทัพ อเมริกัน ที่ประจำอยู่ทั่วไปที่นั้น และหน่วยงานราชการตำรวจ จากผลงานครั้งนี้เขาได้เลื่อนยศเป็น ผู้พัน ในปี 1949 ทางการส่งเขาไปที่อเมริกา เพื่อไป ศึกษาต่อที่ โรงเรียนเสนาธิการทหาร ฟอร์ต ไรเล่ย์ ( Fort Riley General school) ณ ที่นั้น เขานำเทควันโด ไปเผยแพร่ สู่ อเมริกันชน และ หลังจากจบแล้ว เขาได้เลื่อนยศ เป็น นายพลจัตวา ในปี 1951และกลับมาที่เกาหลี ตั้งโรงเรียนเสนาธิการทหารขึ้นที่ เมือง ปูซาน โดยเขาเป็น ตัวหลักในการจัดตั้งและดำเนินการ และได้รับแต่งตั้งเป็น พลตรี จนในปี 1952 พลเอก แมคอาเธอร์ แห่งกองทัพสหรัฐ (ในช่วงนั้นถือเป็นวีรบุรุษสงคราม ที่เดียว เพราะเป็น ผบ.กองทัพสหรัฐในสงครามโลกครั้งที่2) มาเยือนเมือง คัง นัง และ นายพลจัตวา ชอย ให้การต้อนรับ หลังจากงานนั้นผ่านไป นายพล ชอย ได้รับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่5 และแต่งตั้งเป็น พลโท
ในปี 1953 หลังจากที่พลโท ชอย ประสบความสำเร็จ ทั้ง หน้าที่การงาน และ การเผยแพร่ เทควันโด ของ เขา เขาจึงเขียนหนังสือ เล่มหนึ่งขึ้นมา เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางการทหารและ เทควันโด เขาตั้งกองทัพของตนเอง เล็กๆ แยกออกมาจากกองกำลังของเขา ชื่อว่ากองกำลังที่ 29 โดยมีฐานทัพที่เกาะ เชจู โดยกองกำลังนี้ ต่อมาแทบจะเรียกได้ว่า เป็น หัวหอกทาง เทควันโด ของกองทัพเกาหลี เลยก็ว่าได้ เขาตั้งสำนักที่ส่วนใหญ่นักเรียนที่ฝึกเป็นทหารนี้ว่า โอ โด ควัน (Oh Do Kwan) หมายถึง สำนักวิถีทางของข้าพเจ้า หรือ Gym of my way โดยหนังสือ เทควันโดของเขานี้ ทำขึ้นเพื่อ วางระบบการเรียนการสอนและมาตรฐานที่สมัยใหม่ เพื่อรองรับ การขยายตัวของเทควันโด ไปทั่วโลก โดยมี มือขวาของเขา คือ นำ แต ฮี เป็นผู้ช่วย(ว่ากันว่า นำ แต ฮี ก็คือ ขี้คุกทหารที่อยู่กรงใกล้ๆกันนะแหละ ตอนติดคุก) และหนังสือดังกล่าวเสร็จสิ้น พร้อมเผยแพร่ ในปี 1954 พลโท ชอย เล็งเห็น คุณประโยชน์ ของเทควันโด ที่ควรเผยแพร่ ให้ประชาชน เขาจึงคิดและเขียนเทควันโดหลักสูตรใหม่ ขึ้นมาที่เหมาะสมกับพลเรือนใช้ โดยตั้งสำนักขึ้นมาอีกสำนักหนึ่ง ชื่อว่า ชอง โด ควัน (Chong Do Kwan) หมายถึง สำนักคลื่นสีคราม เทควันโด สไตล์นี้ ณ เวลา นั้น จำกัด เฉพาะ พลเรือนฝึกเท่านั้น และได้รับ ความนิยมแพร่หลายอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชน ในเกาหลี ผลงานครั้งนี้ ทำให้ พลโท ชอย ได้รับเลื่อนเป็น พลเอก (ตอนนั้น สงคราม ระหว่าง เกาหลี ด้วยกัน ระหว่าง คอมมิวนิสต์ และเสรีนิยมกำลังจะประทุขึ้น )
จริงๆแล้ว ในเกาหลีนั้น มี วิทยายุทธ์ โบราณ ประจำชาติหลายอย่าง และมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ย้อนหลังไปกว่าพันปี และในระดับ ทหาร และพลเรือน ก็มีการฝึก กันอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว ในยุคที่ ประเทศยังเป็นประเทศ เช่น ทัง ซู (Tang Soo ) เท เคียน( TAE KYON ) คัง ซู ( Kong Soo) คาราเต้ ญี่ปุ่น (Karate ) กังฟูจีน (Kung Fu ) หรือ ควัน บ๊อบ (Kwonbop) , ซู บาค (SooBahk) และ ที่นิยมฝึกในหมู่ทหาร คือ ฮวา ซู (Hwa Soo) (ตอนหลังกลายเป็น ฮวา ราง โด Hwarangdo) แต่ วิชาดังกล่าวก็เจอปัญหาคือ ฝึกกันในวงแคบ (สำนักใครสำนักมัน) ไม่กระจายไปในวงกว้าง บางครั้งต้องแอบฝึกแบบหลบๆ ซ่อนๆ (เดี๋ยวทหารญี่ปุ่นรู้) และบางสาย เก็บเป็นความลับเฉพาะ ตระกูลด้วย (คงคล้ายๆ นินจัทซึของสำนักเรา) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากปลดแอก จากการปกครองของญี่ปุ่น หลังสงครามโลกครั้งที่2
ผู้ให้กำเนิดวิชานี้ คือ นายพล ชอย ฮอง ฮี ( Gen. Choi Hong Hi) โดยพื้นฐานของวิชาดังกล่าว มาจากการผสมผสานระหว่าง คาราเต้ ของญี่ปุ่น และวิชาการต่อสู้ โบราณของเกาหลี จนเกิดเป็นศิลปะการต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์ เฉพาะตัว ชนิดใหม่ขึ้นคือเทควันโด นั้นเอง
ชอย ฮอง ฮี ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นชาว เกาหลี เกิดเมื่อปี 1918 ที่เมือง ฮวา แด (Hwa Dae) ปัจจุบัน อยู่ในเขตประเทศ เกาหลีเหนือ
ในวัยเด็ก ชอย เป็นเด็กที่ค่อนข้างมีร่างกายที่อ่อนแอ แต่ หัวแข็ง เขาออกจากโรงเรียนตั้งแต่ อายุ 12 ปี เพราะ ไม่ต้องการเรียน ภาษาญี่ปุ่น ที่มีเรียนเป็นวิชาบังคับในชั้น ( ช่วงนั้น เกาหลี เป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น ) ประชาชนเกาหลี ถือเป็นบุคลชั้นสอง และถูกกดขี่ทางสังคม โดยชาวญี่ปุ่นที่เข้าไปอาศัยอยู่ และมีรัฐบาลญี่ปุ่นหนุนหลัง หลังจาก ชอย ออกจากโรงเรียน เขาเข้าร่วมขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นในชื่อว่า สมาคมนักเรียน กวาง จู ซึ่งเป็นกลุ่มหัวรุนแรง เข้าก่อกวน ชาวญี่ปุ่น และทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น ญี่ปุ่น ชอย ถูกตั้งค่าหัว โดยสันติบาล พ่อของเขา เกรงว่า ชอย จะถูกดำเนินคดี จึงส่งเขาไป หลบพัก และฝากฝังให้เขาเรียนหนังสือ กับ อาจารย์ ท่านหนึ่ง อาจารย์คนนั้น คือ ฮัน อิล ดอง (Han IL Dong) อาจารย์ ฮัน นอกจากจะเป็นครู แล้ว ยังเป็นนัก คัดอักษรจีน ที่มีชื่อเสียงอีกด้วย และที่สำคัญ อาจารย์ ฮัน ผู้นี้ เป็นจอมยุทธ์ เทเคียน
เท เคียน ( Tae kyan) เป็นศิลปะการต่อสู้โบราณของเกาหลี ที่เน้น การเตะ ที่คล่องแคล่ว ประกอบกับท่าทางในการส่งจังหวะ ที่คล้ายท่าเต้นรำ เป็นศิลปะ
ฮัน สอน เทเคียน ให้ ชอย เพื่อจุดประสงค์เพียง เสริมสุขภาพ ให้แข็งแรงเท่านั้น แต่ในใจ ชอย ไม่ได้ต้องการแค่เพียง สุขภาพ อย่างเดียว แต่ต้องการ ที่จะแข็งแกร่งด้วย ไม่นานนัก เขาก็ บรรลุวิชา เทเคียน จากฮัน ด้วยอายุเพียง 18 ปี
ในสมัยนั้น ญี่ปุ่น ต้องการเผยแพร่ วัฒนธรรม ให้เหล่าประเทศ อาณานิคม ภายใต้ นโยบาย ที่ว่า วัฒนธรรม เดียวกัน พูดภาษา และคิดแบบ เดียวกัน ยอมเป็นประเทศเดียวกัน ช่วงนั้น รัฐบาลญี่ปุ่น สนับสนุน ด้านการให้ประเทศ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของตน โดยเฉพาะ จีน และเกาหลี เยาวชน และนักวิชา การจะได้รับสิทธิพิเศษ ทางการศึกษา ที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อประโยชน์ทางวัฒนธรรม และการสร้างชาติ (ญี่ปุ่น) มีนักวิชาการมากมาย จากจีน แล เกาหลี จบการศึกษาขั้นสูงจากญี่ปุ่น (ว่ากันว่า ดร. ซุน ยัด เซน ก็จบ ดร. จากญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน) ในสมัยนั้น ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศ ที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ไม่แพ้ชาติ ตะวันตก เลย (ปัจจุบันมันก็เป็นอยู่)
แน่นอน ชอย ถูกส่งไปเรียนที่ญี่ปุ่น ในปี 1937 คนเกาหลี ที่อยู่ในญี่ปุ่น ขณะนั้นมักจะถูกเหยียดหยามในลักษณะของบุคคลแห่งชาติที่แพ้สงคราม เขาไปมีปากเสียง ถึงขั้นชกต่อย กับคนญี่ปุ่น ซึ่งในกลุ่มนั้น มีนักมวยปล้ำญี่ปุ่น (คาดว่าน่าจะเป็น ซูโม่) อยู่ด้วย โดยหัวข้อหลักๆในการโต้เถียงกันนอกจากจะเป็นเรื่อง ญี่ปุ่นเกาหลีแล้ว ยังมีอีกว่า ศิลปการต่อสู้ ประจำชาติเกาหลี กับ ศิลปการต่อสู้ประจำชาติญี่ปุ่น ใครจะเจ๋งกว่ากัน (ปัญหาระดับชาติเลยนะนั้นนะ) ผลการต่อสู้ คือ ชอย ถูกทุ่มและกำลังจะถูก หักแขน (เทเคียน ของเขา ใช้ไม่ได้กับ นัก ซูโม่มั้ง สงสัยไซน์ มันผิดกัน) แต่เจ้าหน้าที่มาห้าม ซะก่อน การต่อสู้จึงจบลงโดยละม่อม และที่สำคัญ นักสู้โม่ คนนั้นสัญญาว่า จะมาหักแขนเขาอีกครั้ง ในการต่อสู้ครั้งต่อไป
เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็น แรงผลักให้เขา เริ่มฝึกฝน ศิลปการต่อสู้ เพิ่มเติมจากเทเคียน และที่เขาสนใจ คือ คาราเต้
เขาพบกับอาจารย์ คนที่สองของเขา ที่เกียวโต คือ ฮิม เป็นชาวเกาหลี ที่มาศึกษาที่ญี่ปุ่นก่อนหน้าเขา และ เป็นนักคาราเต้ สาย โชโตกัน ชอย ฝึกคาราเต้ กับฮิม และโชโตกัน จนได้สายดำ 1 ขั้น และฝึกคาราเต้เรื่อยมา จนจบมหาวิทยาลัย จาก มหาวิทยาลัยโตเกียว (ว้าว!เรียนเก่งนะเนี่ย) จนได้ 2 ขั้น หลังจากจบ และเป็นอาจารย์สอนคาราเต้ อยู่ที่ Tokyo YMCA โดยคาราเต้ของเขา จะมีลักษณะที่ค่อนข้าง แตกต่างจาก ดั้งเดิม คือใส่เทคนิคการเตะของ เทเคียนไปด้วย เพราะ ชอยคิดว่า การเตะแบบเทเคียน ให้ประสิทธิภาพสูงกว่าการเตะแบบคาราเต้ แต่ ถ้ารำ คาตะ ยังใช้ของโชโตกันเหมือนเดิม ณ ตอนนั้นเขาคิดอย่างเดียว คือ คิดหาวิชาที่จะใช้ต่อสู้กับซูโม่ ที่เขาเคยแพ้มา
ยังไม่ทันที่ชอย จะ ได้พิสูจน์ คาราเต้ ลูกผสมที่เขา คิดขึ้นมา เพื่อใช้ สยบ นักมวยปล้ำซูโม่ ในช่วงนั้น ญี่ปุ่นประกาศสงคราม มหาเอเซียบูรพา เข้าร่วมกับเยอรมณี เกิด เป็นสงครามโลกครั้งที่2 ขึ้น ชอย ถูกส่งกลับ เกาหลี ในฐานะ ทหารเกณฑ์ของกองทัพญี่ปุ่น เขาถูกส่งไปประจำการที่เกาหลีเหนือ บ้านเกิด ในขณะ นั้น เขาก็ เป็นหนึ่งในขบวนการใต้ดิน ปลดแอก เกาหลีจากญี่ปุ่น ด้วย จนในที่สุดเขาถูกจับได้ จากการสะกดรอยตามจากเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นกว่า 8 เดือน และถูก จำคุกทหาร
ขณะที่อยู่ในคุก เขาก็ฝึกคาราเต้ ในคุก เพื่อไม่ให้ร่างกายอ่อนแอ ช่วงที่อยู่ในคุกนั้น เขาถูกบีบคั้น จากทหารญี่ปุ่น จนความรู้สึกเกลียดญี่ปุ่น สะสมเรื่อยมา จนกระทั้ง เกลียดแม้แต่วิชาคาราเต้ที่ตนเอง ฝึกฝน โดยเฉพาะชื่อของ ท่า คาตะ ของคาราเต้ที่เขาฝึกนั้น มีความหมายที่ดีมาก เช่น สงบสุข นักบวช วัด ทำนองนี้ แต่คนญี่ปุ่นเอง กลับใช้วิชานี้รุกรานประเทศคนอื่น เขาจึงเปลี่ยนชื่อ ท่า คาตะที่เขารำ ในคุกทุกวัน เป็นภาษา เกาหลี ที่มีความหมายในเชิง รักชาติ จากสภาพในคุก มีบริเวณ ที่คับแคบ เกินไป บางครั้งจึงเป็นข้อจำกัดในการ การฝึกคาราเต้ โดยเฉพาะ สายโชโตกัน ที่ มีช่วงชก ที่ต้องพุ่งไปทั้งตัว และ เป็นเส้นตรง ทำให้พื้นที่ไม่พอฝึก เขาจึง เปลี่ยน ท่า คาตะ โชโตกัน ในแคบลง และพบว่าการตั้งท่า ยืนให้สูงขึ้น นั้น เหมาะต่อการฝึกในที่แคบ และเข้ากับ เทคนิค การเตะ แบบ เทเคียน ได้อย่างลงตัว และ ได้เทคนิคการชกใหม่ ในคุกคือ แทนที่ จะพุ่งชกเป็นเส้นตรง จากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง เหมือน คาราเต้ เขากลับใช้การ เขย่งตัว เพื่อลงแรงชก จากบนลงล่างแทน การฝึกของ เขา กลายเป็นวิชาใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะ ในพื้นที่แคบๆ และลูกศิษย์รายแรกของเขา ก็คือ เพื่อนร่วมคุกที่อยู่กรงข้างๆนั้นเอง และกลายเป็น กายบริหาร ระหว่างกรง หนึ่งสู่กรงหนึ่ง ไปจนทั่วคุก ทหารเกาหลี ที่มีใจรักชาติ
ปรมาณู ถูกทิ้งลง ที่ ฮิโรชิมา และ นางาซากิ ในปี 1945 ญี่ปุ่น ยอมแพ้สงคราม และปลดแอก เกาหลี จากการครอบครอง เกาหลีอยู่ในความดูแล ของ อเมริกา และ บางส่วนเป็นของ ระบอบ คอมมิวนิสต์ โดยมีจีน และรัสเซีย หนุนหลัง
ชอย ถูกปล่อย ตัวออกจากคุกในปี 1946 เป็นเวลา เกือบ 7 ปี ที่เขาติดคุก ชื่อเสียงเขาเป็นที่เลื่องลือ ในคุกในฐานะ ครูฝึกจำเป็น เขาถูกเชิญ ไปที่กรุง โซล เพื่อเข้าร่วม พรรคทางการทหาร ในยศร้อยโท เขาสาธิต วิชาใหม่ ที่เขาฝึกมาจากคุก ร่วมกับ ศิษย์ทหาร ที่ติดคุกด้วยกัน และวิชาถูกบรรจุเข้าเป็นวิชาที่จะต้องฝึกกันในกองทัพ นับเป็นจุดเริ่มที่สำคัญ เพราะวิชาดังกล่าวภายหลังได้ ถูกตั้งชื่อว่า วิชา เทควันโด
หลังจากนั้นไม่นาน ร้อยโท ชอย ก็ต้องหน่วยรบพิเศษ หรือ คอมมานโด ของตนเองขึ้นมา ใน เมือง กวาง จู และตั้งชื่อ หน่วยนั้นว่า กวาง จู ด้วย เหตุผลเพื่อรำลึกถึงและไว้อาลัยแด่ สมาคมนักเรียนต่อต้านญี่ปุ่น เพราะในวัยเด็ก เขาเคย เข้าร่วมกับ กลุ่มนักเรียน เกาหลี ตั้งเป็น สมาคมนักเรียน กวางจู ต่อต้านญี่ปุ่น และในช่วงนั้นมีเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์ ถูกจับ สูญหาย และล้มตายไป โดยฝีมือทหารญี่ปุ่น และเกาหลีขายชาติ เขาฝึก คาราเต้ ในแบบฉบับของเขา ให้หน่วยคอมมานโด กวางจู และนอกจากนี้เขายังสอนให้กับทหารอเมริกัน ที่มารักษาการ ในเกาหลี หลังสงครามสงบด้วย เขาให้ชื่อวิชา ของเขาว่า เทควันโด แปลว่า วิถีทางแห่งมือและเท้า เพื่อเรียกกันในกลุ่มฝึก นับเป็นครั้งแรกที่ มี คำว่า เทควันโด เกิดขึ้นในโลก สาเหตุเพราะ เขาไม่ต้องการให้ทหารอเมริกัน นำวิชาเขาไปปรับเปลี่ยนเสียหาย และเพื่อ เขียนโครงการเสนอกองทัพ ครั้งแรก ชอยไม่ต้องการสอนให้คนต่างชาติ แต่ด้วยเหตุผลทางการเมือง เขาจึงต้องสอน และคำว่า เทควันโด ก็กลายเป็นที่รู้ จักกันดีในหมู่ทหาร อเมริกัน ว่ามันคืออะไร? ในปี 1947 ชอยได้เลื่อนยศเป็น ร้อยเอก และ ถูกส่งไปที่กรุงโซล เพื่อเป็นครูฝึก เทควันโดให้กองทัพ อเมริกัน ที่ประจำอยู่ทั่วไปที่นั้น และหน่วยงานราชการตำรวจ จากผลงานครั้งนี้เขาได้เลื่อนยศเป็น ผู้พัน ในปี 1949 ทางการส่งเขาไปที่อเมริกา เพื่อไป ศึกษาต่อที่ โรงเรียนเสนาธิการทหาร ฟอร์ต ไรเล่ย์ ( Fort Riley General school) ณ ที่นั้น เขานำเทควันโด ไปเผยแพร่ สู่ อเมริกันชน และ หลังจากจบแล้ว เขาได้เลื่อนยศ เป็น นายพลจัตวา ในปี 1951และกลับมาที่เกาหลี ตั้งโรงเรียนเสนาธิการทหารขึ้นที่ เมือง ปูซาน โดยเขาเป็น ตัวหลักในการจัดตั้งและดำเนินการ และได้รับแต่งตั้งเป็น พลตรี จนในปี 1952 พลเอก แมคอาเธอร์ แห่งกองทัพสหรัฐ (ในช่วงนั้นถือเป็นวีรบุรุษสงคราม ที่เดียว เพราะเป็น ผบ.กองทัพสหรัฐในสงครามโลกครั้งที่2) มาเยือนเมือง คัง นัง และ นายพลจัตวา ชอย ให้การต้อนรับ หลังจากงานนั้นผ่านไป นายพล ชอย ได้รับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่5 และแต่งตั้งเป็น พลโท
ในปี 1953 หลังจากที่พลโท ชอย ประสบความสำเร็จ ทั้ง หน้าที่การงาน และ การเผยแพร่ เทควันโด ของ เขา เขาจึงเขียนหนังสือ เล่มหนึ่งขึ้นมา เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางการทหารและ เทควันโด เขาตั้งกองทัพของตนเอง เล็กๆ แยกออกมาจากกองกำลังของเขา ชื่อว่ากองกำลังที่ 29 โดยมีฐานทัพที่เกาะ เชจู โดยกองกำลังนี้ ต่อมาแทบจะเรียกได้ว่า เป็น หัวหอกทาง เทควันโด ของกองทัพเกาหลี เลยก็ว่าได้ เขาตั้งสำนักที่ส่วนใหญ่นักเรียนที่ฝึกเป็นทหารนี้ว่า โอ โด ควัน (Oh Do Kwan) หมายถึง สำนักวิถีทางของข้าพเจ้า หรือ Gym of my way โดยหนังสือ เทควันโดของเขานี้ ทำขึ้นเพื่อ วางระบบการเรียนการสอนและมาตรฐานที่สมัยใหม่ เพื่อรองรับ การขยายตัวของเทควันโด ไปทั่วโลก โดยมี มือขวาของเขา คือ นำ แต ฮี เป็นผู้ช่วย(ว่ากันว่า นำ แต ฮี ก็คือ ขี้คุกทหารที่อยู่กรงใกล้ๆกันนะแหละ ตอนติดคุก) และหนังสือดังกล่าวเสร็จสิ้น พร้อมเผยแพร่ ในปี 1954 พลโท ชอย เล็งเห็น คุณประโยชน์ ของเทควันโด ที่ควรเผยแพร่ ให้ประชาชน เขาจึงคิดและเขียนเทควันโดหลักสูตรใหม่ ขึ้นมาที่เหมาะสมกับพลเรือนใช้ โดยตั้งสำนักขึ้นมาอีกสำนักหนึ่ง ชื่อว่า ชอง โด ควัน (Chong Do Kwan) หมายถึง สำนักคลื่นสีคราม เทควันโด สไตล์นี้ ณ เวลา นั้น จำกัด เฉพาะ พลเรือนฝึกเท่านั้น และได้รับ ความนิยมแพร่หลายอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชน ในเกาหลี ผลงานครั้งนี้ ทำให้ พลโท ชอย ได้รับเลื่อนเป็น พลเอก (ตอนนั้น สงคราม ระหว่าง เกาหลี ด้วยกัน ระหว่าง คอมมิวนิสต์ และเสรีนิยมกำลังจะประทุขึ้น )
จริงๆแล้ว ในเกาหลีนั้น มี วิทยายุทธ์ โบราณ ประจำชาติหลายอย่าง และมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ย้อนหลังไปกว่าพันปี และในระดับ ทหาร และพลเรือน ก็มีการฝึก กันอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว ในยุคที่ ประเทศยังเป็นประเทศ เช่น ทัง ซู (Tang Soo ) เท เคียน( TAE KYON ) คัง ซู ( Kong Soo) คาราเต้ ญี่ปุ่น (Karate ) กังฟูจีน (Kung Fu ) หรือ ควัน บ๊อบ (Kwonbop) , ซู บาค (SooBahk) และ ที่นิยมฝึกในหมู่ทหาร คือ ฮวา ซู (Hwa Soo) (ตอนหลังกลายเป็น ฮวา ราง โด Hwarangdo) แต่ วิชาดังกล่าวก็เจอปัญหาคือ ฝึกกันในวงแคบ (สำนักใครสำนักมัน) ไม่กระจายไปในวงกว้าง บางครั้งต้องแอบฝึกแบบหลบๆ ซ่อนๆ (เดี๋ยวทหารญี่ปุ่นรู้) และบางสาย เก็บเป็นความลับเฉพาะ ตระกูลด้วย (คงคล้ายๆ นินจัทซึของสำนักเรา) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากปลดแอก จากการปกครองของญี่ปุ่น หลังสงครามโลกครั้งที่2
วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ประวัติเทควันโด

เท แปลว่า มือ
ควัน แปลว่า เท้า
โด แปลว่า สติปัญญา
เทควันโดเป็นศิลปะการต่อสู้ ที่เน้นการใช้มือและเท้าที่มี เทคนิคต่างไปจากศิลปะการต่อสู้ชนิดอื่นๆ มีการกระโดดและการหมุนตัวที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้เป็นที่น่าสนใจ ในวงการณ์ศิลปะการต่อสู้อีกชนิดเลยทีเดียว เริ่มต้นมาจากศิลปะการต่อสู ้ของโรมัน ญี่ปุ่น จีน เกาหลี อินเดีย ได้เริ่มมีการพัฒนาการต่อสู้ โดยปราศจากอาวุธและได้พัฒนาจนกลายเป็นศิลปะการป้องกันตัวศิลปะการป้องกันตัวของเกาหลีมีมากว่า 2000 ปี ในปี1955 มีองค์กรได้ถูกจัดตั้งขึ้นมาในนามองค์การควบคุมศิลปะแห่งชาติ ถูกจัดตั้งเพื่อเผยแพร่แก่สาธารณะชนองค์กรทางทหาร ซึ่งขึ้นกับเงินทุนกองกลางที่มีสมาชิกขององค์กรเป็นผู้ที่มีความสามารถที่ เชี่ยวชาญมารวมตัวกัน โดยมีมีนายพล Choi Hong Hi เป็นผู้ตั้งชื่อใหม่ว่า " เทควันโด" หลังจากที่ประเทศเกาหลีได้รับการประกาศเอกราช เป็นอิสระภาพจากการ ปกครองของประเทศญี่ปุ่น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวเกาหลีเริ่มได้มี การพัฒนาขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาติขึ้น ปรมาจารย์ ผู้อาวุโส ซองคุกดี แห่งสำนัก เทคิวโด (TeakKwondo) ได้แสดงสาธิต ศิลปะป้องกันตัวเทควันโดขี้น ต่อหน้าประธานาธิบดีของสาธารณรัฐเกาหลี โดย ฯพณฯ นายยังแมนลี (SyngmanRhee) ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของอาจารย์ซองคุกคีได้แสดงให้เห็นความแตกต่างของวิชาศิลปะการต่อสู้แบบเทควันโดและคาราเต้ของญี่ปุ่น อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรก ของการจุดประกายวิชานี้ขึ้นมาให้สาธารณชนได้รับรู้ต่อมาก็ได้มี การเปิด โรงฝึก (Gymnasiu) ของวิชาเทควันโด ไปทั่วประเทศเกาหลีและ หลังจากสงครามเกาหลี( ค. ศ.1950–1953) วิชาเทควันโด้ได้รับความนิยมเป็น อย่างมากไปทั่วประเทศเกาหลี ได้มีการผลิตและส่งผู้เชี่ยวชาญ ครูฝึกสอนวิชาเทควันโด ออกไปเผยแพร่ยังต่างประเทศกว่า 2,000 คน และในประเทศกว่า 100 ประเทศทั่วโลก หลังจากนั้นก็ได้มีการเสนอให้ วิชาเทควันโดเป็นศิลปะป้องกันตัวประจำชาติเกาหลี ในปี ค. ศ. 1971 ตามมาด้วยการก่อตั้งศูนย์ เทควันโดแห่งชาติ Kukkiwon ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของกรุงโซล และได้ใช้เป็นศูนย์กลาง การฝึก, การแข่งขัน, การบริหาร และการเผยแพร่วิชาเทควันโดตราบจนปัจจุบัน ต่อมาเมื่อ วันที่ 28 พฤษภาคม 1973 ก็ได้มีการก่อตั้ง สหพันธ์ เทควันโดโลกสากล( The World Taekwondo Federation ) WTF มีหน้าที่ดูแลประเทศสมาชิกกว่า 108 ประเทศ และในปีเดียวกันนี้ เองก็ได้การเริ่มแข่งขัน ชิงแชมป์เทควันโดระดับโลกขึ้นและได้จัดแข่งเป็นประจำทุก 2 ปีตลอดมา เมื่อแรกก่อตั้งมีสมาชิกเพียง 50 ประเทศ แต่ในปัจจุบันมีถึงกว่า 150 ประเทศ ประธานสหพันธ์คนแรก และคนปัจจุบันได้แก่ ดร. อุน ยอง คิม ซึ่งท่านผู้นี้เป็นกำลัง สำคัญ ในการผลักดันให้มีการบรรจุกีฬาเทควันโดในเอเชี่ยนเกมส์ ในปี ค. ศ.1974 ปีถัดมาการแข่งขันกีฬาเทควันโด ได้มีการยอมรับเป็น ทางการจากสหพันธ์กีฬาสมัครเล่นของสหรัฐอเมริกา และเป็นกีฬาสากลตลอดจนไปถึงการยอมรับวิชาเทควันโดไปฝึกในโรงเรียนทหาร ในปี ค. ศ.1979-1980 ได้มีการยอมรับวิชาเทควันโดไปยังสหพันธ์กีฬาทั่วโลก จนในที่สุดคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ก็ได้บรรจุให้มี การแข่งขันเป็นทางการระดับสากลได้ จนในที่สุด ปี ค. ศ.2000 เทควันโดก็ได้มีการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก ที่ประเทศออสเตรเลีย นับได้ว่ากีฬาเทควันโดเข้าสู่การแข่งขันระดับสากลได้เป็นผลสำเร็จ
ประวัติเทควันโดในประเทศไทย
ยุคแรก เทควันโดมีการเรียนการสอนเฉพาะทหารอเมริกันตามฐานทัพต่าง ๆในประเทศไทย เช่น อู่ตะเภา จ. อุบลราชธานี จ. นครราชสีมา เป็นต้น โดย ทหารอเมริกัน ได้จ้างอาจารย์เทควันโดจากประเทศเกาหลีมาเป็นผู้ฝึกสอนให้ ยุคก่อนปัจจุบัน เป็นครั้งแรกที่เผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้เรียน เมื่อประมาณ 25 ปี กว่าได้มีการเรียนการสอนที่บริเวณ ด้านหลังโรงภาพยนตร์ลิโด สยามสแควร์ ซึ่งก็ยังมีคนเรียนกันไม่มากนัก ในเวลาต่อมาเทควันโดได้เปิดสอนที่ โรงเรียนศิลปะ ป้องกันตัวอาภัสสาถ. สุขุมวิท ตรงข้ามสถานทูตอังกฤษ โดยการนำของ คุณมัลลิกา ขัมพานนท์ ผู้ซึ่งมีความสนใจและรักกีฬา เทควันโด อย่างจริงจัง ทั้งยังได้พัฒนาและเผยแพร่เทควันโดในประเทศไทย โดยการนำ อ. ซอง กิยอง จากประเทศเกาหลีมาเป็นอาจารย์สอนที่โรงเรียน และ คุณมัลลิกา ยังเป็นนายกสมาคมเทควันโดคนแรกของประเทศไทย หลังจากนั้นเทควันโดก็ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยมา ปัจจุบันเทควันโดเป็นกีฬาที่ได้รับการบรรจุเข้าเป็นกีฬาประเภทหนึ่งในกีฬาแห่งชาติของไทย รวมทั้งซีเกมส์ เอเชี่ยนเกมส์ ทำให้มีการถ่ายทอดข่าวสู่ประชาชนทั้ง หนังสือพิมพ์ และข่าวโทรทัศน์ เทควันโดจึงเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน และได้มีการเปิดสอน เทควันโดตามสถานที่ต่าง ๆ อย่างมากมาย เช่น สมาคม สโมสรต่าง ๆ ศูนย์กีฬาต่าง ๆ รวมถึงตามโรงเรียนทั้งอนุบาล ประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย ขยายวงกว้างไปถึงตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ จังหวัดต่าง ๆ เช่น เชียงใหม่ ชลบุรี ขอนแก่น ตรัง กระบี่ สุรินทร์ นครราชสีมา และพิษณุโลก เป็นต้น
เทควันโดเป็นศิลปะการต่อสู้ ที่เน้นการใช้มือและเท้าที่มี เทคนิคต่างไปจากศิลปะการต่อสู้ชนิดอื่นๆ มีการกระโดดและการหมุนตัวที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้เป็นที่น่าสนใจ ในวงการณ์ศิลปะการต่อสู้อีกชนิดเลยทีเดียว เริ่มต้นมาจากศิลปะการต่อสู ้ของโรมัน ญี่ปุ่น จีน เกาหลี อินเดีย ได้เริ่มมีการพัฒนาการต่อสู้ โดยปราศจากอาวุธและได้พัฒนาจนกลายเป็นศิลปะการป้องกันตัวศิลปะการป้องกันตัวของเกาหลีมีมากว่า 2000 ปี ในปี1955 มีองค์กรได้ถูกจัดตั้งขึ้นมาในนามองค์การควบคุมศิลปะแห่งชาติ ถูกจัดตั้งเพื่อเผยแพร่แก่สาธารณะชนองค์กรทางทหาร ซึ่งขึ้นกับเงินทุนกองกลางที่มีสมาชิกขององค์กรเป็นผู้ที่มีความสามารถที่ เชี่ยวชาญมารวมตัวกัน โดยมีมีนายพล Choi Hong Hi เป็นผู้ตั้งชื่อใหม่ว่า " เทควันโด" หลังจากที่ประเทศเกาหลีได้รับการประกาศเอกราช เป็นอิสระภาพจากการ ปกครองของประเทศญี่ปุ่น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวเกาหลีเริ่มได้มี การพัฒนาขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาติขึ้น ปรมาจารย์ ผู้อาวุโส ซองคุกดี แห่งสำนัก เทคิวโด (TeakKwondo) ได้แสดงสาธิต ศิลปะป้องกันตัวเทควันโดขี้น ต่อหน้าประธานาธิบดีของสาธารณรัฐเกาหลี โดย ฯพณฯ นายยังแมนลี (SyngmanRhee) ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของอาจารย์ซองคุกคีได้แสดงให้เห็นความแตกต่างของวิชาศิลปะการต่อสู้แบบเทควันโดและคาราเต้ของญี่ปุ่น อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรก ของการจุดประกายวิชานี้ขึ้นมาให้สาธารณชนได้รับรู้ต่อมาก็ได้มี การเปิด โรงฝึก (Gymnasiu) ของวิชาเทควันโด ไปทั่วประเทศเกาหลีและ หลังจากสงครามเกาหลี( ค. ศ.1950–1953) วิชาเทควันโด้ได้รับความนิยมเป็น อย่างมากไปทั่วประเทศเกาหลี ได้มีการผลิตและส่งผู้เชี่ยวชาญ ครูฝึกสอนวิชาเทควันโด ออกไปเผยแพร่ยังต่างประเทศกว่า 2,000 คน และในประเทศกว่า 100 ประเทศทั่วโลก หลังจากนั้นก็ได้มีการเสนอให้ วิชาเทควันโดเป็นศิลปะป้องกันตัวประจำชาติเกาหลี ในปี ค. ศ. 1971 ตามมาด้วยการก่อตั้งศูนย์ เทควันโดแห่งชาติ Kukkiwon ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของกรุงโซล และได้ใช้เป็นศูนย์กลาง การฝึก, การแข่งขัน, การบริหาร และการเผยแพร่วิชาเทควันโดตราบจนปัจจุบัน ต่อมาเมื่อ วันที่ 28 พฤษภาคม 1973 ก็ได้มีการก่อตั้ง สหพันธ์ เทควันโดโลกสากล( The World Taekwondo Federation ) WTF มีหน้าที่ดูแลประเทศสมาชิกกว่า 108 ประเทศ และในปีเดียวกันนี้ เองก็ได้การเริ่มแข่งขัน ชิงแชมป์เทควันโดระดับโลกขึ้นและได้จัดแข่งเป็นประจำทุก 2 ปีตลอดมา เมื่อแรกก่อตั้งมีสมาชิกเพียง 50 ประเทศ แต่ในปัจจุบันมีถึงกว่า 150 ประเทศ ประธานสหพันธ์คนแรก และคนปัจจุบันได้แก่ ดร. อุน ยอง คิม ซึ่งท่านผู้นี้เป็นกำลัง สำคัญ ในการผลักดันให้มีการบรรจุกีฬาเทควันโดในเอเชี่ยนเกมส์ ในปี ค. ศ.1974 ปีถัดมาการแข่งขันกีฬาเทควันโด ได้มีการยอมรับเป็น ทางการจากสหพันธ์กีฬาสมัครเล่นของสหรัฐอเมริกา และเป็นกีฬาสากลตลอดจนไปถึงการยอมรับวิชาเทควันโดไปฝึกในโรงเรียนทหาร ในปี ค. ศ.1979-1980 ได้มีการยอมรับวิชาเทควันโดไปยังสหพันธ์กีฬาทั่วโลก จนในที่สุดคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ก็ได้บรรจุให้มี การแข่งขันเป็นทางการระดับสากลได้ จนในที่สุด ปี ค. ศ.2000 เทควันโดก็ได้มีการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก ที่ประเทศออสเตรเลีย นับได้ว่ากีฬาเทควันโดเข้าสู่การแข่งขันระดับสากลได้เป็นผลสำเร็จ
ประวัติเทควันโดในประเทศไทย
ยุคแรก เทควันโดมีการเรียนการสอนเฉพาะทหารอเมริกันตามฐานทัพต่าง ๆในประเทศไทย เช่น อู่ตะเภา จ. อุบลราชธานี จ. นครราชสีมา เป็นต้น โดย ทหารอเมริกัน ได้จ้างอาจารย์เทควันโดจากประเทศเกาหลีมาเป็นผู้ฝึกสอนให้ ยุคก่อนปัจจุบัน เป็นครั้งแรกที่เผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้เรียน เมื่อประมาณ 25 ปี กว่าได้มีการเรียนการสอนที่บริเวณ ด้านหลังโรงภาพยนตร์ลิโด สยามสแควร์ ซึ่งก็ยังมีคนเรียนกันไม่มากนัก ในเวลาต่อมาเทควันโดได้เปิดสอนที่ โรงเรียนศิลปะ ป้องกันตัวอาภัสสาถ. สุขุมวิท ตรงข้ามสถานทูตอังกฤษ โดยการนำของ คุณมัลลิกา ขัมพานนท์ ผู้ซึ่งมีความสนใจและรักกีฬา เทควันโด อย่างจริงจัง ทั้งยังได้พัฒนาและเผยแพร่เทควันโดในประเทศไทย โดยการนำ อ. ซอง กิยอง จากประเทศเกาหลีมาเป็นอาจารย์สอนที่โรงเรียน และ คุณมัลลิกา ยังเป็นนายกสมาคมเทควันโดคนแรกของประเทศไทย หลังจากนั้นเทควันโดก็ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยมา ปัจจุบันเทควันโดเป็นกีฬาที่ได้รับการบรรจุเข้าเป็นกีฬาประเภทหนึ่งในกีฬาแห่งชาติของไทย รวมทั้งซีเกมส์ เอเชี่ยนเกมส์ ทำให้มีการถ่ายทอดข่าวสู่ประชาชนทั้ง หนังสือพิมพ์ และข่าวโทรทัศน์ เทควันโดจึงเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน และได้มีการเปิดสอน เทควันโดตามสถานที่ต่าง ๆ อย่างมากมาย เช่น สมาคม สโมสรต่าง ๆ ศูนย์กีฬาต่าง ๆ รวมถึงตามโรงเรียนทั้งอนุบาล ประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย ขยายวงกว้างไปถึงตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ จังหวัดต่าง ๆ เช่น เชียงใหม่ ชลบุรี ขอนแก่น ตรัง กระบี่ สุรินทร์ นครราชสีมา และพิษณุโลก เป็นต้น
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
TRITON

ภาพจาก ร้านแต่ง PS Modify (ชลบุรี) ผู้นำด้านงานไฟเบอร์ยานยนต์ ของจังหวัดชลบุรี ออกแบบสปอยเลอร์ ซ่อมงานไฟเบอร์ ประตูปีกนก งานแอร์บัช สีเกล็ด สีเหลือบมุก เคาะปะผุ ดึงซุ้ม แปลงไฟ ติดตั้งระบบไฮดรอลิก ติดต่อทีมงาน PS Modify โทร. 089-092-1888,089-401-4012 หรือดูรายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่ http://www.ps-modifycar.com
วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
15 แซ่ของผู้ชายในผับ(อ่านฮาๆ เผื่อจะตรงกับแซ่ใครบ้าง)
1.แซ่หวัง - ชื่อเต็ม หวังฟันเจ้า แซ่นี้เป็นแซ่ที่ใหญ่มากๆ ประมาณ 95% ของผู้ชายในผับจะสังกัดอยู่ในแซ่นี้ 50 % ของผู้ชายในแซ่นี้จะเป็นลูกครึ่งฝรั่ง โดยใช้ชื่อว่า 'Wang One Night' (หวังวันไนท์) โดยที่ผู้ชายในแซ่นี้ส่วนใหญ่จะเกี่ยวดองกับแซ่อื่นๆด้วย(ตามแต่วิธีจีบหญิง)
2.แซ่เสี่ยว - ชื่อเต็ม เสี่ยวจิงจิง 'เหนื่อยมั้ยที่ต้องวิ่งในหัวใจพี่' 'เจ็บมั้ยเวลาที่น้องตกลงมาจากฟ้า' หรืออะไรเทือกนี้คือคำทักทายของผู้ชายแซ่นี้ ผู้ชายแซ่นี้พอลงรถที่หมอชิต หรือเสร็จจากแบกปูนก็จะมาเที่ยวผับทันที แซ่นี้จะมีอาชีพเป็นคนรับใช้มาตั้งแต่โบราณ เรียกได้ว่าเป็นอาชีพประจำแซ่เลยก็ว่าได้ โดยที่ในสมัยโบราณจะเรียกคนแซ่นี้ว่า 'เสี่ยวเอ้อ' ข้อควรระวัง ถ้าคุณได้มีคราวเคราะห์เข้าลิฟท์กับคนแส่นี้ อย่าได้ถามหรือกดลิฟท์ให้เขาเชียวนะ เพราะถ้าคุณถามว่า 'ชั้นอะไร' เพราะเขาจะตอบคุณว่า 'ชั้นรักเธอ'
3.แซ่โชว์ - ชื่อเต็ม โชว์ป๋าอ๋อง แซ่นี้จะต้องเป็นระดับ คหบดีหรือขุนนางเท่านั้น เพราะจะต้องใช้ทุนทรัพย์อย่างต่ำ 2-3 พันกับการสีหญิง 1 ครั้ง ผู้ชายแซ่นี้บางคนจะเป็นโรคความจะเสื่อมเป็นพักๆ(เหมือนลูกนักการเมืองบางคน) เพราะเวลามีเรื่องจะชอบถามคนอื่นว่า 'รู้มั้ยว่า กุลูกใคร?'
4.แซ่หล่อ-ชื่อเต็ม หล่อจางเว่ย แซ่นี้แทบไม่ต้องทำอะไรเลย แต่ยืนเฉยๆก็มีสาวมาติด หรืออย่างเก่งก็แค่ขอไฟจุดบุหรี่ก็เรียบร้อย
5.แซ่เก๊ก - ชื่อเต็ม เก๊กจางเลย แซ่นี้จะมาดนิ่ง เป็นศิษย์ปรมาจารไทเก๊ก จางซานฟง คติประจำใจคือ 'นิ่งสยบเคลื่อนไหว' จะไม่ค่อยเห็นคนในแซ่นี้เต้นเท่าไหร่ อย่างเก่งก็แค่ผงกหัวตามจังหวะ
6.แซ่แมน - ชื่อเต็ม แมนซิกหาย แซ่นี้จะมีร่างกายที่กำยำ ชอบใส่เสื้อฟิตโชว์กล้ามเนื้อ ทำอะไรจะชอบใช้กำลังเข้าว่า หรือในแบบที่ผู้ชายแซ่อื่นเรียกว ่า 'พวกบ้าพลัง' จุดอ่อนของผู้ชายแซ่นี้คือ ไม่สามารถเดินสีลมซอย 2 และ 4 ได้ เพราะเสี่ยงต่อการเป็นชายเหนือชายได้ ต้นตระกูลเป็นลูกครึ่ง มีเชื้อฝรั่ง จึงใช้ชื่อแซ่ว่า แมน ที่มาจากภาษาอังกฤษ MAN ผู้ชายแซ่นี้จะแพ้ ผู้ชายแซ่เดียวกันที่ใช้ชื่อว่า แมน(อยาก)มีเมนส์
7.แซ่กั๊ก - ชื่อเต็ม เหลาต้องกั๊ก แซ่นี้จะมีอาชีพเป็นวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เวลาพาหญิงมาที่โต๊ะจะติดนิสัยให้หญิงยืนอยู่ข้างหลังของตัวเอง (เหมือนตอนนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์) และจะไม่แนะนำให้เพื่อนๆรู้จัก โดยที่ผู้ชายแซ่นี้จะมีพ่อแซ่กั๊ก แม่แซ่หวง
8.แซ่ซุ่ม - ชื่อเต็ม ซุ่มจีบหญิง ผู้ชายแซ่นี้น่ากลัวมากสำหรับเพื่อนๆที่ไปด้วยกัน เพราะมันจะหายไป 5-15 นาที แล้วก็เดินมาบอกเพื่อนๆที่โต๊ะว่า 'ไปล่ะ' ผู้ชายแซ่นี้โดยมากจะลูกผสมระหว่าง แซ่ซุ่มและแซ่เซียน
9.แซ่ชิง - ชื่อเต็ม ชอบชิงจัง ผู้ชายแซ่นี้จะมีเพื่อนน้อยมากๆ ใครที่เป็นเพื่อนกับผู้ชายแซ่นี้สังเกตุได้ง่ายมาก คือ ที่หลังจะมีมีดเสียบอยู่ หรือที่บ้านจะไม่มีห้องครัว(เพราะโดยตีท้ายหมดแล้ว) ชื่อไทยของผู้ชายแซ่นี้ คือ 'ชู้' จริงๆแล้ว แซ่นี้ไม่ใช่ แซ่ 'ชิง' แต่เป็นแซ่ 'กัง' ต้นตระกูลของแซ่นี้คนแรกคือ 'กังฉิน' แต่ซึ่งในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากอยู่ตามผับมาเป็นสภา(ผู้)แทน ปัจจุบันแซ่นี้ได้ขยายพันธุ์ไปประเทศญี่ปุ่น โดยเปลี่ยนแซ่เป็น แซ่ 'ชิน' ต้นตระกูลแซ่นี้ในญี่ปุ่นใช้ชื่อว่า 'ชินจัง' ที่ปัจจุบันมีชื่อเสียงโด่งดังในหลายประเทศ
10.แซ่เนียน - ชื่อเต็ม เนียนเนียนด้าย ผู้ชายแซ่นี้มีความสามารถในการทำตัวกลมกลืนได้เป็นอย่างดี กว่าเพื่อนๆจะรู้ว่ามันได้หญิงก็ไปตอนที่มันเดินกอดหญิงออกไปจากร้าน สไตล์ค่อยๆเป็นค่อยๆไป ไม่จู่โจม เป็น Strategy หลักของผู้ชายแซ่นี้
11.แซ่เนี๊ยบ - ชื่อเต็ม เนี๊ยบมาเลย ผู้ชายแซ่นี้ตั้งแต่หัวจรดเท้าจะเนี๊ยบตลอด ผมจะใส่เจลชนิดโดนพายุใต้ฝุ่นก็ไม่เสียทรง เสื้อผ้าเรียบตึงเปรี๊ยะ! แต่ต้องระวังเพราะผู้ชายแซ๋นี้บางส่วนจะเป็น'ชายได้ชาย'
12.แซ่เซียน - ชื่อเต็ม เซียนเสี้ยนเสี้ยน ผู้ชายแซ่นี้จะไม่ชอบนอนบ้านของตัวเอง อาบน้ำเองไม่เป็น มีประสบกามโชกโชน ผู้ชายแซ่นี้ที่โด่งดัง ไ ปทั่วโลก คือ Hugh Hefner ซึ่งได้เปลี่ยนเป็นสัญชาติเป็นสัญชาติอเมริกัน หลังจากประสบความสำเร็จในการทำนิตยสาร Playboy ที่มียอดขายทั่วโลก
13.แซ่เหงา - ชื่อเต็ม เหงาเดียวดาย ผู้ชายแซ่นี้โดยมากจะเป็นพวกอ่อนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ใจอ่อน คออ่อน เงินอ่อน หน้าอ่อน ประสบการณ์(และประสบกาม)อ่อน แซ่ นี้มีที่มาจากจอมยุทธ์ที่โด่งดังในยุทธจักรในอดีต ที่มีฉายาว่า 'กระบี่เดียวดาย' อาหารที่ผู้ชายแซ่นี้ชอบกินคือ 'แห้ว' ชื่อไทยของผู้ชายแซ่นี้คือ 'ละอ่อน'
14.แซ่หลง - ชื่อเต็ม หลงตัวจิง ผู้ชายแซ่นี้ จะมีความมั่นใจในตัวเองอย่างมาก สังคมของผู้ชายแซ่นี้จะแคบ มีเพื่อนน้อย และผู้หญิงที่เข้ามาส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีเท่าไหร่ นอกจากพวกสิ้นคิด
15.แซ่ โง่ - ชื่อเต็ม โง่จางเลย ผู้ชายแซ่นี้น่าสงสารที่สุด เพราะด้วยมันสมองที่มีอยู่น้อย ทำให้มักจะโดนหลอก(กินฟรี) หรือโดนปั่นหัวเล่นได้โดยง่าย ผู้ชายแซ่นี้ ปัจจุบันมีเหลืออยู่น้อยมาก แต่ก็ยังไม่สูญพันธุ์ไปเพราะรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ โดยมากผู้ชายแซ่นี้จะ ดองกับ แซ่เหงา
2.แซ่เสี่ยว - ชื่อเต็ม เสี่ยวจิงจิง 'เหนื่อยมั้ยที่ต้องวิ่งในหัวใจพี่' 'เจ็บมั้ยเวลาที่น้องตกลงมาจากฟ้า' หรืออะไรเทือกนี้คือคำทักทายของผู้ชายแซ่นี้ ผู้ชายแซ่นี้พอลงรถที่หมอชิต หรือเสร็จจากแบกปูนก็จะมาเที่ยวผับทันที แซ่นี้จะมีอาชีพเป็นคนรับใช้มาตั้งแต่โบราณ เรียกได้ว่าเป็นอาชีพประจำแซ่เลยก็ว่าได้ โดยที่ในสมัยโบราณจะเรียกคนแซ่นี้ว่า 'เสี่ยวเอ้อ' ข้อควรระวัง ถ้าคุณได้มีคราวเคราะห์เข้าลิฟท์กับคนแส่นี้ อย่าได้ถามหรือกดลิฟท์ให้เขาเชียวนะ เพราะถ้าคุณถามว่า 'ชั้นอะไร' เพราะเขาจะตอบคุณว่า 'ชั้นรักเธอ'
3.แซ่โชว์ - ชื่อเต็ม โชว์ป๋าอ๋อง แซ่นี้จะต้องเป็นระดับ คหบดีหรือขุนนางเท่านั้น เพราะจะต้องใช้ทุนทรัพย์อย่างต่ำ 2-3 พันกับการสีหญิง 1 ครั้ง ผู้ชายแซ่นี้บางคนจะเป็นโรคความจะเสื่อมเป็นพักๆ(เหมือนลูกนักการเมืองบางคน) เพราะเวลามีเรื่องจะชอบถามคนอื่นว่า 'รู้มั้ยว่า กุลูกใคร?'
4.แซ่หล่อ-ชื่อเต็ม หล่อจางเว่ย แซ่นี้แทบไม่ต้องทำอะไรเลย แต่ยืนเฉยๆก็มีสาวมาติด หรืออย่างเก่งก็แค่ขอไฟจุดบุหรี่ก็เรียบร้อย
5.แซ่เก๊ก - ชื่อเต็ม เก๊กจางเลย แซ่นี้จะมาดนิ่ง เป็นศิษย์ปรมาจารไทเก๊ก จางซานฟง คติประจำใจคือ 'นิ่งสยบเคลื่อนไหว' จะไม่ค่อยเห็นคนในแซ่นี้เต้นเท่าไหร่ อย่างเก่งก็แค่ผงกหัวตามจังหวะ
6.แซ่แมน - ชื่อเต็ม แมนซิกหาย แซ่นี้จะมีร่างกายที่กำยำ ชอบใส่เสื้อฟิตโชว์กล้ามเนื้อ ทำอะไรจะชอบใช้กำลังเข้าว่า หรือในแบบที่ผู้ชายแซ่อื่นเรียกว ่า 'พวกบ้าพลัง' จุดอ่อนของผู้ชายแซ่นี้คือ ไม่สามารถเดินสีลมซอย 2 และ 4 ได้ เพราะเสี่ยงต่อการเป็นชายเหนือชายได้ ต้นตระกูลเป็นลูกครึ่ง มีเชื้อฝรั่ง จึงใช้ชื่อแซ่ว่า แมน ที่มาจากภาษาอังกฤษ MAN ผู้ชายแซ่นี้จะแพ้ ผู้ชายแซ่เดียวกันที่ใช้ชื่อว่า แมน(อยาก)มีเมนส์
7.แซ่กั๊ก - ชื่อเต็ม เหลาต้องกั๊ก แซ่นี้จะมีอาชีพเป็นวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เวลาพาหญิงมาที่โต๊ะจะติดนิสัยให้หญิงยืนอยู่ข้างหลังของตัวเอง (เหมือนตอนนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์) และจะไม่แนะนำให้เพื่อนๆรู้จัก โดยที่ผู้ชายแซ่นี้จะมีพ่อแซ่กั๊ก แม่แซ่หวง
8.แซ่ซุ่ม - ชื่อเต็ม ซุ่มจีบหญิง ผู้ชายแซ่นี้น่ากลัวมากสำหรับเพื่อนๆที่ไปด้วยกัน เพราะมันจะหายไป 5-15 นาที แล้วก็เดินมาบอกเพื่อนๆที่โต๊ะว่า 'ไปล่ะ' ผู้ชายแซ่นี้โดยมากจะลูกผสมระหว่าง แซ่ซุ่มและแซ่เซียน
9.แซ่ชิง - ชื่อเต็ม ชอบชิงจัง ผู้ชายแซ่นี้จะมีเพื่อนน้อยมากๆ ใครที่เป็นเพื่อนกับผู้ชายแซ่นี้สังเกตุได้ง่ายมาก คือ ที่หลังจะมีมีดเสียบอยู่ หรือที่บ้านจะไม่มีห้องครัว(เพราะโดยตีท้ายหมดแล้ว) ชื่อไทยของผู้ชายแซ่นี้ คือ 'ชู้' จริงๆแล้ว แซ่นี้ไม่ใช่ แซ่ 'ชิง' แต่เป็นแซ่ 'กัง' ต้นตระกูลของแซ่นี้คนแรกคือ 'กังฉิน' แต่ซึ่งในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากอยู่ตามผับมาเป็นสภา(ผู้)แทน ปัจจุบันแซ่นี้ได้ขยายพันธุ์ไปประเทศญี่ปุ่น โดยเปลี่ยนแซ่เป็น แซ่ 'ชิน' ต้นตระกูลแซ่นี้ในญี่ปุ่นใช้ชื่อว่า 'ชินจัง' ที่ปัจจุบันมีชื่อเสียงโด่งดังในหลายประเทศ
10.แซ่เนียน - ชื่อเต็ม เนียนเนียนด้าย ผู้ชายแซ่นี้มีความสามารถในการทำตัวกลมกลืนได้เป็นอย่างดี กว่าเพื่อนๆจะรู้ว่ามันได้หญิงก็ไปตอนที่มันเดินกอดหญิงออกไปจากร้าน สไตล์ค่อยๆเป็นค่อยๆไป ไม่จู่โจม เป็น Strategy หลักของผู้ชายแซ่นี้
11.แซ่เนี๊ยบ - ชื่อเต็ม เนี๊ยบมาเลย ผู้ชายแซ่นี้ตั้งแต่หัวจรดเท้าจะเนี๊ยบตลอด ผมจะใส่เจลชนิดโดนพายุใต้ฝุ่นก็ไม่เสียทรง เสื้อผ้าเรียบตึงเปรี๊ยะ! แต่ต้องระวังเพราะผู้ชายแซ๋นี้บางส่วนจะเป็น'ชายได้ชาย'
12.แซ่เซียน - ชื่อเต็ม เซียนเสี้ยนเสี้ยน ผู้ชายแซ่นี้จะไม่ชอบนอนบ้านของตัวเอง อาบน้ำเองไม่เป็น มีประสบกามโชกโชน ผู้ชายแซ่นี้ที่โด่งดัง ไ ปทั่วโลก คือ Hugh Hefner ซึ่งได้เปลี่ยนเป็นสัญชาติเป็นสัญชาติอเมริกัน หลังจากประสบความสำเร็จในการทำนิตยสาร Playboy ที่มียอดขายทั่วโลก
13.แซ่เหงา - ชื่อเต็ม เหงาเดียวดาย ผู้ชายแซ่นี้โดยมากจะเป็นพวกอ่อนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ใจอ่อน คออ่อน เงินอ่อน หน้าอ่อน ประสบการณ์(และประสบกาม)อ่อน แซ่ นี้มีที่มาจากจอมยุทธ์ที่โด่งดังในยุทธจักรในอดีต ที่มีฉายาว่า 'กระบี่เดียวดาย' อาหารที่ผู้ชายแซ่นี้ชอบกินคือ 'แห้ว' ชื่อไทยของผู้ชายแซ่นี้คือ 'ละอ่อน'
14.แซ่หลง - ชื่อเต็ม หลงตัวจิง ผู้ชายแซ่นี้ จะมีความมั่นใจในตัวเองอย่างมาก สังคมของผู้ชายแซ่นี้จะแคบ มีเพื่อนน้อย และผู้หญิงที่เข้ามาส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีเท่าไหร่ นอกจากพวกสิ้นคิด
15.แซ่ โง่ - ชื่อเต็ม โง่จางเลย ผู้ชายแซ่นี้น่าสงสารที่สุด เพราะด้วยมันสมองที่มีอยู่น้อย ทำให้มักจะโดนหลอก(กินฟรี) หรือโดนปั่นหัวเล่นได้โดยง่าย ผู้ชายแซ่นี้ ปัจจุบันมีเหลืออยู่น้อยมาก แต่ก็ยังไม่สูญพันธุ์ไปเพราะรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ โดยมากผู้ชายแซ่นี้จะ ดองกับ แซ่เหงา
โลกแตก..ยังอะ
ปฏิทินมายาทำนายว่า ปี ค.ศ. 2012 เป็นวาระสุดท้ายของโลกจริงหรือ?
ปฏิทินมายามีหลายแบบ แบบหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับปี ค.ศ. 2012 คือแบบที่เรียกกันว่า ปฏิทินรอบยาว (long count) ระบุวันด้วยชุดของตัวเลข ตัวเลขชุดนี้แทนวันที่ได้ยาวนาน 5,126 ปี เทียบกับวันที่ตามระบบปฏิทินสากลตั้งแต่ วันที่ 11 สิงหาคม 3114 ปีก่อนคริสต์กาลไปจนสุดจำนวนเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 2012
การสิ้นสุดของตัวเลขปฏิทินมายา หรือการครบจำนวนสูงสุดที่กำหนดไว้ในระบบนับวันระบบใดระบบหนึ่ง จะแสดงถึงการสิ้นสุดของโลกเชียวหรือ
คอมพิวเตอร์สมัยก่อนก็มีระบบปฏิทินในตัวเครื่องที่แสดงวันเดือนปีได้จนถึงสิ้น ค.ศ. 2000 อันเป็นที่รู้จักกันในนามของปัญหา Y2K แต่เมื่อสิ้นสุด ค.ศ. 2000 โลกก็ไม่ได้แตกตามระบบนับวันของคอมพิวเตอร์
ทำนองเดียวกัน โลกก็จะไม่แตกสลายเพราะว่าสุดตัวเลขปฏิทินมายา หลังวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 2012 ปฏิทินมายาก็จะเริ่มนับรอบใหม่
ปฏิทินมายามีหลายแบบ แบบหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับปี ค.ศ. 2012 คือแบบที่เรียกกันว่า ปฏิทินรอบยาว (long count) ระบุวันด้วยชุดของตัวเลข ตัวเลขชุดนี้แทนวันที่ได้ยาวนาน 5,126 ปี เทียบกับวันที่ตามระบบปฏิทินสากลตั้งแต่ วันที่ 11 สิงหาคม 3114 ปีก่อนคริสต์กาลไปจนสุดจำนวนเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 2012
การสิ้นสุดของตัวเลขปฏิทินมายา หรือการครบจำนวนสูงสุดที่กำหนดไว้ในระบบนับวันระบบใดระบบหนึ่ง จะแสดงถึงการสิ้นสุดของโลกเชียวหรือ
คอมพิวเตอร์สมัยก่อนก็มีระบบปฏิทินในตัวเครื่องที่แสดงวันเดือนปีได้จนถึงสิ้น ค.ศ. 2000 อันเป็นที่รู้จักกันในนามของปัญหา Y2K แต่เมื่อสิ้นสุด ค.ศ. 2000 โลกก็ไม่ได้แตกตามระบบนับวันของคอมพิวเตอร์
ทำนองเดียวกัน โลกก็จะไม่แตกสลายเพราะว่าสุดตัวเลขปฏิทินมายา หลังวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 2012 ปฏิทินมายาก็จะเริ่มนับรอบใหม่
นารุโตะ
ประวัติของนารูโตะ
ระวังเสียอรรถรส ข้อความด้านล่างนี้กล่าวถึงเนื้อเรื่องหรือฉากจบ
นารูโตะ นินจาของหมู่บ้านโคโนฮะ สูง165ซม.หนัก40.1กก. ผู้ที่ถูกผนึกจิ้งจอกเก้าหางใว้ในท้องในช่วงที่เกิดใหม่ โดยโฮคาเงะรุ่นที่ 4 ผู้สละชีวิตตัวเองต่อสู้กับปีศาจจิ้งจอกเก้าหางและผนึกจิ้งจอกเก้าหางลงไปในตัวนารูโตะ จึงสามารถฝึกวิชาของรุ่นที่4ได้ง่ายกว่าใครๆอย่างกระสุนวงจักรและรวมทั้งวิชาพื้นฐานด้วย เนื่องจากนารูโตะได้รับอิทธิพลมาจาก จิ้งจอกเก้าหางโดยตรงทำให้นารูโตะมีจักระที่เยอะมากกว่าคนอื่นในระดับเดียวกัน นารูโตะเติบโตมากับความโดดเดี่ยวที่ไม่มีพ่อและแม่ และมากกว่านั้นนารูโตะโดนนินจาผู้ใหญ่ในหมู่บ้านคนอื่นเกลียดชัง เนื่องจากหาว่ามีจิ้งจอกเก้าหางที่เคยมาทำลายหมู่บ้านอยู่ในร่างกาย อูมิโนะ อิรุกะอาจารย์คนแรกของนารูโตะเป็นคนที่ให้ความสำคัญและดูแลเอาใจใส่นารูโตะเหมือนลูก อิรุกะเข้าใจความรู้สึกของนารูโตะเนื่องจากมีชีวิตในวัยเด็กเหมือนกัน ที่สูญเสียพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก และ จิ้งจอกเก้าหางที่สิงอยู่ในร่างของนารูโตะนั้นเคยทำร้ายพ่อแม่ของครูอิรุกะอีกด้วย 12 ปีต่อมานารูโตะตัวแสบของหมู่บ้านโคโนฮะเข้าสอบเพื่อเลื่อนเป็นเกะนินแต่ไม่สำเร็จ และ ได้ถูกมิซึกิหลอกให้ไปเอาคัมภีร์ที่รวบรวมวิชานินจามาให้ เพื่อตนเองจะได้เอาไปและให้นารูโตะเป็นแพะรับบาป แต่ อิรุกะได้มาช่วยนารูโตะไว้ มิซึกิได้บอกว่าในตัวนารูโตะมีตัวจิ้งจอกเก้าหางอยู่ในตัว และ ได้ฆ่าพ่อแม่ของอิรุกะ นารูโตะได้เรียนวิชานินจากับซาซึเกะ,ซากุระ และ ครูคาคาชิซึ่งร่วมมือกันในภารกิจต่างๆในหน่วย 7 โดยเฉพาะภารกิจที่ช่วยคุ้มครองการสร้างสะพาน ตอนภาคสอง นารูโตะและซากุระพร้อมกันไปช่วย กาอาระ{คาเซคาเงะ}ที่โดนกลุ่มแสงอุษาลักพาตัวไป
ฉายา นินจาจอมเพี้ยน-นินจาอันดับหนึ่งด้านเหนือความคาดหมาย,แหกกฏ
นารูโตะเป็นนินจาที่ค่อนข้างจะโชคดีในเรื่องโชคลาภ เพราะในตอนที่จิไรยะเอาเงินของนารูโตะไปใช้เลยทำให้เงินหมด แต่เพราะไปเล่นเสี่ยงโชคขูดสลากครั้งเดียว นารูโตะสามารถเอาเงินกลับคืนมาได้หมด
วิชานินจาที่นารูโตะใช้
คาถามหารัญจวญ เป็นคาถาที่ค่อนข้างต่ำทรามอย่างมากคือการแปลงร่างเป็นผู้หญิงเปลือยกายและมีเมฆคอยเซนเซอร์
คาถาฮาเร็ม จะเป็นการใช้คาถาแยกเงาพันร่างและคาถามหารัญจวญทำให้มีผุ้หญิงเปลือยกายมากผลก็คือทำให้คนนั้นเลือดกำเดาไหล ใช้ได้ดีกับจิไรยะ หรือ เซียนลามกเพื่อขอร้อง
คาถาแยกเงาพันร่าง เป็นท่าที่นารูโตะใช้มากสุดไม่เหมือนคาถาแยกร่างเพราะแยกเงาพันร่างทำให้ทุกตัวมีตัวตนเพราะถูกโจมตีก็จะสลายหายไปโดยปกติจะแบ่งอย่างน้อยให้ได้ห้าคนเพื่อใช้ท่าลูกเตะนารูโตะ แต่ถ้าใช้จักระจิ้งจอกเก้าหางก็จะแบ่งได้ถึงพันร่างโดยแต่ละร่างจะถูกแบ่งจักระให้เท่ากันทุกร่าง
กระสุนวงจักร(Rasengan) ท่าไม้ตายที่นารูโตะฝึกมาจากจิไรยะซึ่งนารูโตะใช้เวลาฝึกได้เร็วมากในช่วงที่เขาสามารถทำกระสุนวงจักรได้นั้นได้ท้าพนันกับซึนาเดะว่าจะต้องเป็นเซียนท่านี้ให้ได้ผลสรุปนารูโตะสามารถทำได้ นารูโตะนั้นเป็นคนที่ควบคุมจักระยากและไม่ค่อยได้ทันสังเกตศัตรูเลยทำให้เป็นจุดอ่อนในช่วงนั้น แต่ด้วยคาถาแยกเงาพันร่างทำให้สามารถเฝ้าดูและสร้างพลังจากมือขวานารูโตะร่างจริงได้
กระสุนวงจักรบอลยักษ์(Oodama Rasengan) กระสุนวงจักรที่ดัดแปลงแล้ว ใช้นพุ่งไปโจมตีพร้อมกัน 2 ร่าง
คาถาลม กระสุนวงจักร (Fuuton: Rasengan) กระสุนวงจักรที่ดัดแปลงแล้ว ธาตุลม ถูกดัดแปลงเป็น คาถาลม กระสุนวงจักร
ดาวกระจายวงจักร(Fuuton: Rasenshuriken) (50%) ท่าไม้ตายสุดยอดที่นารูโตะก็จะได้รับผลกระทบด้วย โจมตีโดยทำลายเซลล์ของเหยื่อ ใช้การแปลงคุณสมบัติและแปลงลักษณะจักระ
ดาวกระจายวงจักร (100%) ดาวกระจายวงจักรที่ใช้ตอนเป็นโหมดเซียน สามารถขว้างและขยายได้
กระสุนวงจักรมหายักษ์ กระสุนวงจักรลูกใหญ่ที่ใช้ได้เฉพาะโหมดเซียน
กระสุนวงจักรคู่ กระสุนวงจักรที่ใช้ 2 มือ และในแต่ละมือมีกระสุนวงจักร 1 ลูก
คาถาอัญเชิญ คาถาที่ต้องทำสัญญากับสัตว์อัญเชิญด้วยเลือด โดยจะอัญเชิญเหล่ากบมาจากภูเขาเมียวโบคุซัน
โหมดเซียน วิชาที่นารูโตะใช้ได้สมบูรณ์แบบที่สุดในบรรดาทุกคนที่ฝึกมา จะมีแววตาคล้ายกบ ขอบตาสีแดง พลังงานมากขึ้น โดยใช้จักระเซียน ซึ่งได้จากธรรมชาติ แต่ก็มีหลายคนฝึกไม่สำเร็จ จนรวมเป็นหนึ่งกับธรรมชาติ(กลายเป็นรูปปั้นหิน)
จักระจิ้งจอกเก้าหาง เป็นจักระสีแดงอันชั่วร้ายของนารูโตะที่อยู่ในตัวมีพลังมหาศาลถูกใช้ครั้งแรกตอนสู้กับฮาคุในศึกปกป้องสะพานซึ่งจักระจิ้งจอกเก้าหางมีมากมายมหาศาลที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งเก้าหาง ซึ่งสามารถทราบได้ว่าคือหางที่ปลดปล่อยออกมา
ก่อนปลดปล่อยหางออกมามีพลังมากซึ่งนารูโตะมักจะใช้
1 หาง ตอนประทะกับซาสึเกะในร่างอักขระสำหรับนารูโตะยังพอควบคุมได้
2 หาง ตอนแค้นเดอิดาระที่ฆ่ากาอาระ ร่างแยกจะร้อนจนหายไป ควบคุมตัวเองไม่ได้,คาดว่ายังกลายร่างไม่เสร็จ
3 หาง ควบคุมตัวเองแทบไม่ได้ มีพลังที่น่ากลัว
4 หาง เสียสติ ร่างกายคลอบคลุมไปด้วยเลือด มีพลังที่น่ากลัว เพราะแค้นโอโรจิมารุที่เอาตัวซาสึเกะไป
5 หาง ?
6 หาง เกิดจากแค้นที่เพนทำร้ายฮินาตะรูปร่างคล้ายตอน 4 หางแต่มีกระดูกคลอบคลุมร่างกายด้วย และมี 6 หาง และสามารถทำลาย ผนึกสกด(สร้อยคอของซึนาเดะ)ได้
7 หาง ?
8 หาง ร่างที่ใกล้เคียงกับจิ้งจอกเก้าหางที่สุด เริ่มมีกล้ามเนื้อ และเมื่อถึงหางนี้ รุ่นที่ 4 จะโผล่มาในตัวนารูโตะ
9 หาง ตอนนั้นนารูโตะได้เข้าสู่หางที่ 9 แต่รุ่นที่ 4 ได้มาขัดขวางเสียก่อน (คาดว่าจะกลายเป็นจิ้งจอกเก้าหาง)
ชื่อของนารูโตะ
อุซึมากิ (うずまき) มีความหมายว่า "ขดเป็นวง" เป็นสัญลักษณ์ของจิ้งจอกเก้าหางที่โดนผนึกไว้ที่ท้องของนารูโตะ
นารูโตะ มีความหมายได้สองอย่างคือ น้ำวน หรือ คะมะโบะโกะ (ลูกชิ้นปลาชนิดหนึ่งที่มีสีขาวและชมพูโดยมีลวดลายเป็นวงตรงกลาง) นิยมใส่ในราเม็ง ซึ่งเป็นอาหารโปรดของนารูโตะ
ระวังเสียอรรถรส ข้อความด้านล่างนี้กล่าวถึงเนื้อเรื่องหรือฉากจบ
นารูโตะ นินจาของหมู่บ้านโคโนฮะ สูง165ซม.หนัก40.1กก. ผู้ที่ถูกผนึกจิ้งจอกเก้าหางใว้ในท้องในช่วงที่เกิดใหม่ โดยโฮคาเงะรุ่นที่ 4 ผู้สละชีวิตตัวเองต่อสู้กับปีศาจจิ้งจอกเก้าหางและผนึกจิ้งจอกเก้าหางลงไปในตัวนารูโตะ จึงสามารถฝึกวิชาของรุ่นที่4ได้ง่ายกว่าใครๆอย่างกระสุนวงจักรและรวมทั้งวิชาพื้นฐานด้วย เนื่องจากนารูโตะได้รับอิทธิพลมาจาก จิ้งจอกเก้าหางโดยตรงทำให้นารูโตะมีจักระที่เยอะมากกว่าคนอื่นในระดับเดียวกัน นารูโตะเติบโตมากับความโดดเดี่ยวที่ไม่มีพ่อและแม่ และมากกว่านั้นนารูโตะโดนนินจาผู้ใหญ่ในหมู่บ้านคนอื่นเกลียดชัง เนื่องจากหาว่ามีจิ้งจอกเก้าหางที่เคยมาทำลายหมู่บ้านอยู่ในร่างกาย อูมิโนะ อิรุกะอาจารย์คนแรกของนารูโตะเป็นคนที่ให้ความสำคัญและดูแลเอาใจใส่นารูโตะเหมือนลูก อิรุกะเข้าใจความรู้สึกของนารูโตะเนื่องจากมีชีวิตในวัยเด็กเหมือนกัน ที่สูญเสียพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก และ จิ้งจอกเก้าหางที่สิงอยู่ในร่างของนารูโตะนั้นเคยทำร้ายพ่อแม่ของครูอิรุกะอีกด้วย 12 ปีต่อมานารูโตะตัวแสบของหมู่บ้านโคโนฮะเข้าสอบเพื่อเลื่อนเป็นเกะนินแต่ไม่สำเร็จ และ ได้ถูกมิซึกิหลอกให้ไปเอาคัมภีร์ที่รวบรวมวิชานินจามาให้ เพื่อตนเองจะได้เอาไปและให้นารูโตะเป็นแพะรับบาป แต่ อิรุกะได้มาช่วยนารูโตะไว้ มิซึกิได้บอกว่าในตัวนารูโตะมีตัวจิ้งจอกเก้าหางอยู่ในตัว และ ได้ฆ่าพ่อแม่ของอิรุกะ นารูโตะได้เรียนวิชานินจากับซาซึเกะ,ซากุระ และ ครูคาคาชิซึ่งร่วมมือกันในภารกิจต่างๆในหน่วย 7 โดยเฉพาะภารกิจที่ช่วยคุ้มครองการสร้างสะพาน ตอนภาคสอง นารูโตะและซากุระพร้อมกันไปช่วย กาอาระ{คาเซคาเงะ}ที่โดนกลุ่มแสงอุษาลักพาตัวไป
ฉายา นินจาจอมเพี้ยน-นินจาอันดับหนึ่งด้านเหนือความคาดหมาย,แหกกฏ
นารูโตะเป็นนินจาที่ค่อนข้างจะโชคดีในเรื่องโชคลาภ เพราะในตอนที่จิไรยะเอาเงินของนารูโตะไปใช้เลยทำให้เงินหมด แต่เพราะไปเล่นเสี่ยงโชคขูดสลากครั้งเดียว นารูโตะสามารถเอาเงินกลับคืนมาได้หมด
วิชานินจาที่นารูโตะใช้
คาถามหารัญจวญ เป็นคาถาที่ค่อนข้างต่ำทรามอย่างมากคือการแปลงร่างเป็นผู้หญิงเปลือยกายและมีเมฆคอยเซนเซอร์
คาถาฮาเร็ม จะเป็นการใช้คาถาแยกเงาพันร่างและคาถามหารัญจวญทำให้มีผุ้หญิงเปลือยกายมากผลก็คือทำให้คนนั้นเลือดกำเดาไหล ใช้ได้ดีกับจิไรยะ หรือ เซียนลามกเพื่อขอร้อง
คาถาแยกเงาพันร่าง เป็นท่าที่นารูโตะใช้มากสุดไม่เหมือนคาถาแยกร่างเพราะแยกเงาพันร่างทำให้ทุกตัวมีตัวตนเพราะถูกโจมตีก็จะสลายหายไปโดยปกติจะแบ่งอย่างน้อยให้ได้ห้าคนเพื่อใช้ท่าลูกเตะนารูโตะ แต่ถ้าใช้จักระจิ้งจอกเก้าหางก็จะแบ่งได้ถึงพันร่างโดยแต่ละร่างจะถูกแบ่งจักระให้เท่ากันทุกร่าง
กระสุนวงจักร(Rasengan) ท่าไม้ตายที่นารูโตะฝึกมาจากจิไรยะซึ่งนารูโตะใช้เวลาฝึกได้เร็วมากในช่วงที่เขาสามารถทำกระสุนวงจักรได้นั้นได้ท้าพนันกับซึนาเดะว่าจะต้องเป็นเซียนท่านี้ให้ได้ผลสรุปนารูโตะสามารถทำได้ นารูโตะนั้นเป็นคนที่ควบคุมจักระยากและไม่ค่อยได้ทันสังเกตศัตรูเลยทำให้เป็นจุดอ่อนในช่วงนั้น แต่ด้วยคาถาแยกเงาพันร่างทำให้สามารถเฝ้าดูและสร้างพลังจากมือขวานารูโตะร่างจริงได้
กระสุนวงจักรบอลยักษ์(Oodama Rasengan) กระสุนวงจักรที่ดัดแปลงแล้ว ใช้นพุ่งไปโจมตีพร้อมกัน 2 ร่าง
คาถาลม กระสุนวงจักร (Fuuton: Rasengan) กระสุนวงจักรที่ดัดแปลงแล้ว ธาตุลม ถูกดัดแปลงเป็น คาถาลม กระสุนวงจักร
ดาวกระจายวงจักร(Fuuton: Rasenshuriken) (50%) ท่าไม้ตายสุดยอดที่นารูโตะก็จะได้รับผลกระทบด้วย โจมตีโดยทำลายเซลล์ของเหยื่อ ใช้การแปลงคุณสมบัติและแปลงลักษณะจักระ
ดาวกระจายวงจักร (100%) ดาวกระจายวงจักรที่ใช้ตอนเป็นโหมดเซียน สามารถขว้างและขยายได้
กระสุนวงจักรมหายักษ์ กระสุนวงจักรลูกใหญ่ที่ใช้ได้เฉพาะโหมดเซียน
กระสุนวงจักรคู่ กระสุนวงจักรที่ใช้ 2 มือ และในแต่ละมือมีกระสุนวงจักร 1 ลูก
คาถาอัญเชิญ คาถาที่ต้องทำสัญญากับสัตว์อัญเชิญด้วยเลือด โดยจะอัญเชิญเหล่ากบมาจากภูเขาเมียวโบคุซัน
โหมดเซียน วิชาที่นารูโตะใช้ได้สมบูรณ์แบบที่สุดในบรรดาทุกคนที่ฝึกมา จะมีแววตาคล้ายกบ ขอบตาสีแดง พลังงานมากขึ้น โดยใช้จักระเซียน ซึ่งได้จากธรรมชาติ แต่ก็มีหลายคนฝึกไม่สำเร็จ จนรวมเป็นหนึ่งกับธรรมชาติ(กลายเป็นรูปปั้นหิน)
จักระจิ้งจอกเก้าหาง เป็นจักระสีแดงอันชั่วร้ายของนารูโตะที่อยู่ในตัวมีพลังมหาศาลถูกใช้ครั้งแรกตอนสู้กับฮาคุในศึกปกป้องสะพานซึ่งจักระจิ้งจอกเก้าหางมีมากมายมหาศาลที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งเก้าหาง ซึ่งสามารถทราบได้ว่าคือหางที่ปลดปล่อยออกมา
ก่อนปลดปล่อยหางออกมามีพลังมากซึ่งนารูโตะมักจะใช้
1 หาง ตอนประทะกับซาสึเกะในร่างอักขระสำหรับนารูโตะยังพอควบคุมได้
2 หาง ตอนแค้นเดอิดาระที่ฆ่ากาอาระ ร่างแยกจะร้อนจนหายไป ควบคุมตัวเองไม่ได้,คาดว่ายังกลายร่างไม่เสร็จ
3 หาง ควบคุมตัวเองแทบไม่ได้ มีพลังที่น่ากลัว
4 หาง เสียสติ ร่างกายคลอบคลุมไปด้วยเลือด มีพลังที่น่ากลัว เพราะแค้นโอโรจิมารุที่เอาตัวซาสึเกะไป
5 หาง ?
6 หาง เกิดจากแค้นที่เพนทำร้ายฮินาตะรูปร่างคล้ายตอน 4 หางแต่มีกระดูกคลอบคลุมร่างกายด้วย และมี 6 หาง และสามารถทำลาย ผนึกสกด(สร้อยคอของซึนาเดะ)ได้
7 หาง ?
8 หาง ร่างที่ใกล้เคียงกับจิ้งจอกเก้าหางที่สุด เริ่มมีกล้ามเนื้อ และเมื่อถึงหางนี้ รุ่นที่ 4 จะโผล่มาในตัวนารูโตะ
9 หาง ตอนนั้นนารูโตะได้เข้าสู่หางที่ 9 แต่รุ่นที่ 4 ได้มาขัดขวางเสียก่อน (คาดว่าจะกลายเป็นจิ้งจอกเก้าหาง)
ชื่อของนารูโตะ
อุซึมากิ (うずまき) มีความหมายว่า "ขดเป็นวง" เป็นสัญลักษณ์ของจิ้งจอกเก้าหางที่โดนผนึกไว้ที่ท้องของนารูโตะ
นารูโตะ มีความหมายได้สองอย่างคือ น้ำวน หรือ คะมะโบะโกะ (ลูกชิ้นปลาชนิดหนึ่งที่มีสีขาวและชมพูโดยมีลวดลายเป็นวงตรงกลาง) นิยมใส่ในราเม็ง ซึ่งเป็นอาหารโปรดของนารูโตะ
ประวัติเมืองทอง ยูไนเต็ด
ประวัติสโมสร
บุคคลที่เป็นผุ้ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด ขึ้นมาไม่ใช่ใครเป็นนายวรวีร์ มะกูดี ซึ่งปัจจุบันเป็นนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นั่นเองโดยเป็นการก่อตั้งหลังจากทีมโรงเรียนศาสนวิทยา หรือทีมบีอีซี เทโรศาสน ในปัจจุบันแค่เพียง 3 ปีเท่านั้น ชื่อแรกที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสมาคมฟุตบอลฯหาใช่เป็นเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด เช่นทุกวันนี้ไม่ แต่เป็นชื่อทีมโรงเรียนหนองจอกพิทยานุสรณ์ ย่างก้าวแรกก่อนจะมาถึงจุดสูงสุด ณ วันนี้ได้นั้น ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ เริ่มไตเต้าจากถ้วยเล็กสุดอย่างถ้วยพระราชทานประเถท ง มาก่อน กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปพร้อมกับการผ่องถ่ายเปลี่ยนมือคนที่เข้ามาสร้างทีมยุคสู่ยุคหลายต่อหลายคนเคยมีโอกาสได้เข้ามาทำทีม ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ กระทั่งในการแข่งขันฟุตบอลลีกดิวิชั่น1ฤดูกาล2545-2546 ทีม ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็นหนแรกเป็น สโมสรฟุตบอลไข่มุกดำหนองจอก โดยได้นายหัว วีระ มุสิกพงศ์ อดีตนักการเมืองดังเข้ามาเทกโอเวอร์ทำทีมแต่แค่ฤดูกาลเดียวเมื่อไม่ประสบความสำเร็จนายหัว วีระ ก็เลิกลาไปโดยที่ทีมยังคงอยู่ในลีกดิวิชั่น1 ต่อไป ฤดูกาลต่อมาของลีกดิวิชั่น1 2546-2547 ทีมเปลี่ยนชื่ออีกครั้งตามกลุ่มที่เข้าเทกโอเวอร์รับทำทีมต่อก้คือ สโมสรฟุตบอล หลักทรัพย์โกล์เบล็ค หนองจอก โดยมีโค้ชหลอ สมศักดิ์ เซ็นเชาวนิช เป็นกุนซือแต่ปีนั้นทีมทำผลงานได้ย่ำแย่จนสุดท้ายก็ต้องตกชั้นไปเล่นในถ้วยพระราชทานประเถท ข ในฤดูกาล 2547-2548 โดยกลับไปใช้ชื่อเดิม ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จุดเริ่มต้นจริงๆก่อนจะมายิ่งใหญ่เช่นทุกวันนี้นั้นน่าจะเป็นเพราะสมาคมฟุตบอลฯต้องการยกระดับลีกการแข่งขันในประเทศของไทยให้เป็นสากลมากขึ้นจึงก่อตั้งลีกดิวิชั่น2 ขึ้นมาโดยนำทีมจากถ้วยพระราชทาน ข และ ค มาผสมรวมกันเพื่อแข่งขันในลีกนี้ในฤดูกาล2549-2550 ซึ่งแน่นอนว่า ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ได้สิทธิ์เข้าแข่งขันด้วยและปีนั้นกับลีกดิวิชั่น2 ของไทยครั้งแรกชื่อทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด ก็ปรากฏขึ้นมาโดยผู้สนับสนุนทีมคือ นายระวิ โหลทอง ที่รับตำแหน่งประธานสโมสรด้วยตนเอง ใครก็รู้ดีว่านายใหญ่ของค่ายสยามสปอร์ต ผู้นี้ที่เป็นเจ้าพ่อสื่อกีฬาในปัจจุบันนั้นพิสมัยเกมลูกหนังขนาดไหนด้วยใจรักจึงอยากจะมีทีมฟุตบอลของตัวเองขึ้นมาสักทีมเพื่อหวังทำให้ประสบความสำเร็จเหมือนที่เคยทำหนังสือพิมพ์กีฬาให้โด่งดังมาแล้ว ปีนั้นทีมใช้บริการกุนซืออย่าง นพพร เอกศาสตรา คุมทีมโดยมี มร.โรเบิร์ต โปรคูเรอร์ เป็นผจก.ทีมและสุดท้ายปีนั้นชื่อทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด ก็ได้รับการจารึกว่าเป็นเจ้าของแชมป์ลีกดิวิชั่น2 ครั้งแรกพร้อมได้สิทธิ์ก้าวไปเล่นลีดดิวิชั่น1 ในปี พ.ศ. 2551 ได้สำเร็จ ความสำเร็จจากแชมป์ลีกดิวิชั่น2 จุดประกายฝันให้ทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด เดินหน้าต่อในลีกดิวิชั่น1 ที่เขี้ยวและหินกว่าลีกดิวิชั่น2 เยอะแต่สุดท้ายทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด ก็ทำได้เมื่อกุนซืออย่าง โค้ชหมี สุรศักดิ์ ตังสุรัตน์ สามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น1 ประจำปี 2551 มาครอบครองได้สำเร็จ พร้อมตั๋วขึ้นชั้นมาเล่นไทยพรีเมียรืลีก2009 หรือไทยลีก ครั้งที่ 13 ได้สำเร็จ ไทยพรีเมียรืลีก2009 อันเป็นครั้งแรกของทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด หรือทีม ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ เดิม ได้ขึ้นมาเล่นลีกสูงสุดของประเทศได้เป็นครั้งแรกนับจากก่อตั้งสโมสรมา20ปีนั้น สุดท้ายประวัติศาสตร์ของวงการลูกหนังไทยก็ต้องจารึกอีกครั้งเป็นตำนานบทใหม่ว่าเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด นั้นเป็นทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลลีกของไทยไล่จากลีกดิวิชั่น2,ดิวิชั่น1 จนถึงลีกสูงสุดของไทยอย่าง ไทยพรีเมียร์ลีก แบบใช้เวลา 3ปี ถ้วยต่อถ้วยได้สำเร็จเป็นทีมแรกที่ยังไม่เคยมีสโมสรไหนทำได้มาก่อนนับแต่ที่ลีกลูกหนังไทยปรับโฉมมาเป็นลีกดิวิชั่น2,1 และไทยพรีเมียร์ลีก จากเดิมที่เป็นถ้วยง,ค,ข และลีกดิวิชั่น1 ก่อนถึงไทยลีกเท่านั้น
ผลงาน
2552 - ไทยพรีเมียร์ลีก - ชนะเลิศ
2551 - ไทยลีก ดิวิชั่น 1 - ชนะเลิศ
2550 - ไทยลีก ดิวิชั่น 2 - ชนะเลิศ
แหล่งที่มา
เว็บไซต์สโมสรอย่างเป็นทางการ
เว็บไซต์แฟนคลับในประเทศไทย
เว็บบอร์ดแฟนคลับในประเทศไทย
hi5แฟนคลับ
อ้างอิง
นิตยสาร เอ็มทียูทีดี รายเดือน เล่มที่ 1 หน้าที่ 4-5
บุคคลที่เป็นผุ้ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด ขึ้นมาไม่ใช่ใครเป็นนายวรวีร์ มะกูดี ซึ่งปัจจุบันเป็นนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นั่นเองโดยเป็นการก่อตั้งหลังจากทีมโรงเรียนศาสนวิทยา หรือทีมบีอีซี เทโรศาสน ในปัจจุบันแค่เพียง 3 ปีเท่านั้น ชื่อแรกที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสมาคมฟุตบอลฯหาใช่เป็นเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด เช่นทุกวันนี้ไม่ แต่เป็นชื่อทีมโรงเรียนหนองจอกพิทยานุสรณ์ ย่างก้าวแรกก่อนจะมาถึงจุดสูงสุด ณ วันนี้ได้นั้น ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ เริ่มไตเต้าจากถ้วยเล็กสุดอย่างถ้วยพระราชทานประเถท ง มาก่อน กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปพร้อมกับการผ่องถ่ายเปลี่ยนมือคนที่เข้ามาสร้างทีมยุคสู่ยุคหลายต่อหลายคนเคยมีโอกาสได้เข้ามาทำทีม ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ กระทั่งในการแข่งขันฟุตบอลลีกดิวิชั่น1ฤดูกาล2545-2546 ทีม ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็นหนแรกเป็น สโมสรฟุตบอลไข่มุกดำหนองจอก โดยได้นายหัว วีระ มุสิกพงศ์ อดีตนักการเมืองดังเข้ามาเทกโอเวอร์ทำทีมแต่แค่ฤดูกาลเดียวเมื่อไม่ประสบความสำเร็จนายหัว วีระ ก็เลิกลาไปโดยที่ทีมยังคงอยู่ในลีกดิวิชั่น1 ต่อไป ฤดูกาลต่อมาของลีกดิวิชั่น1 2546-2547 ทีมเปลี่ยนชื่ออีกครั้งตามกลุ่มที่เข้าเทกโอเวอร์รับทำทีมต่อก้คือ สโมสรฟุตบอล หลักทรัพย์โกล์เบล็ค หนองจอก โดยมีโค้ชหลอ สมศักดิ์ เซ็นเชาวนิช เป็นกุนซือแต่ปีนั้นทีมทำผลงานได้ย่ำแย่จนสุดท้ายก็ต้องตกชั้นไปเล่นในถ้วยพระราชทานประเถท ข ในฤดูกาล 2547-2548 โดยกลับไปใช้ชื่อเดิม ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จุดเริ่มต้นจริงๆก่อนจะมายิ่งใหญ่เช่นทุกวันนี้นั้นน่าจะเป็นเพราะสมาคมฟุตบอลฯต้องการยกระดับลีกการแข่งขันในประเทศของไทยให้เป็นสากลมากขึ้นจึงก่อตั้งลีกดิวิชั่น2 ขึ้นมาโดยนำทีมจากถ้วยพระราชทาน ข และ ค มาผสมรวมกันเพื่อแข่งขันในลีกนี้ในฤดูกาล2549-2550 ซึ่งแน่นอนว่า ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ได้สิทธิ์เข้าแข่งขันด้วยและปีนั้นกับลีกดิวิชั่น2 ของไทยครั้งแรกชื่อทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด ก็ปรากฏขึ้นมาโดยผู้สนับสนุนทีมคือ นายระวิ โหลทอง ที่รับตำแหน่งประธานสโมสรด้วยตนเอง ใครก็รู้ดีว่านายใหญ่ของค่ายสยามสปอร์ต ผู้นี้ที่เป็นเจ้าพ่อสื่อกีฬาในปัจจุบันนั้นพิสมัยเกมลูกหนังขนาดไหนด้วยใจรักจึงอยากจะมีทีมฟุตบอลของตัวเองขึ้นมาสักทีมเพื่อหวังทำให้ประสบความสำเร็จเหมือนที่เคยทำหนังสือพิมพ์กีฬาให้โด่งดังมาแล้ว ปีนั้นทีมใช้บริการกุนซืออย่าง นพพร เอกศาสตรา คุมทีมโดยมี มร.โรเบิร์ต โปรคูเรอร์ เป็นผจก.ทีมและสุดท้ายปีนั้นชื่อทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด ก็ได้รับการจารึกว่าเป็นเจ้าของแชมป์ลีกดิวิชั่น2 ครั้งแรกพร้อมได้สิทธิ์ก้าวไปเล่นลีดดิวิชั่น1 ในปี พ.ศ. 2551 ได้สำเร็จ ความสำเร็จจากแชมป์ลีกดิวิชั่น2 จุดประกายฝันให้ทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด เดินหน้าต่อในลีกดิวิชั่น1 ที่เขี้ยวและหินกว่าลีกดิวิชั่น2 เยอะแต่สุดท้ายทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด ก็ทำได้เมื่อกุนซืออย่าง โค้ชหมี สุรศักดิ์ ตังสุรัตน์ สามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น1 ประจำปี 2551 มาครอบครองได้สำเร็จ พร้อมตั๋วขึ้นชั้นมาเล่นไทยพรีเมียรืลีก2009 หรือไทยลีก ครั้งที่ 13 ได้สำเร็จ ไทยพรีเมียรืลีก2009 อันเป็นครั้งแรกของทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด หรือทีม ร.ร.หนองจอกพิทยานุสรณ์ เดิม ได้ขึ้นมาเล่นลีกสูงสุดของประเทศได้เป็นครั้งแรกนับจากก่อตั้งสโมสรมา20ปีนั้น สุดท้ายประวัติศาสตร์ของวงการลูกหนังไทยก็ต้องจารึกอีกครั้งเป็นตำนานบทใหม่ว่าเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด นั้นเป็นทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลลีกของไทยไล่จากลีกดิวิชั่น2,ดิวิชั่น1 จนถึงลีกสูงสุดของไทยอย่าง ไทยพรีเมียร์ลีก แบบใช้เวลา 3ปี ถ้วยต่อถ้วยได้สำเร็จเป็นทีมแรกที่ยังไม่เคยมีสโมสรไหนทำได้มาก่อนนับแต่ที่ลีกลูกหนังไทยปรับโฉมมาเป็นลีกดิวิชั่น2,1 และไทยพรีเมียร์ลีก จากเดิมที่เป็นถ้วยง,ค,ข และลีกดิวิชั่น1 ก่อนถึงไทยลีกเท่านั้น
ผลงาน
2552 - ไทยพรีเมียร์ลีก - ชนะเลิศ
2551 - ไทยลีก ดิวิชั่น 1 - ชนะเลิศ
2550 - ไทยลีก ดิวิชั่น 2 - ชนะเลิศ
แหล่งที่มา
เว็บไซต์สโมสรอย่างเป็นทางการ
เว็บไซต์แฟนคลับในประเทศไทย
เว็บบอร์ดแฟนคลับในประเทศไทย
hi5แฟนคลับ
อ้างอิง
นิตยสาร เอ็มทียูทีดี รายเดือน เล่มที่ 1 หน้าที่ 4-5
ชื่อ ตรีชิต เลิศวัฒนาสมบัติ
เล่น แป็ง
เรียน ปตรี แต่เรียนละเอียด
เกิด 28-02-30
ที่อยู่ 26/75-76 ม6 แขวง บางบอน เขต บางบอน จ กทม 10150
E-mail nu_pain@hotmail.com
hi5-fagebook มี
คติ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำมัวได้เต็ม ทำไม่เป็นลอกเพื่อน
กีฬาที่ชอบ ฟุตบอล เทควันโด้...เยอะมากมาย
ทีมที่ชอบ แมน ยู คือต่างชาติ แต่ไทยลีกต้องเมืองทอง
เหตุผล เพราะบอลนอกอยูในใจบอลไทยอยู่ในสายเลือด
อนาคต ยากรวยเวลามีปัญหาจะได้หนี้ไปต่างประเทศได้
เล่น แป็ง
เรียน ปตรี แต่เรียนละเอียด
เกิด 28-02-30
ที่อยู่ 26/75-76 ม6 แขวง บางบอน เขต บางบอน จ กทม 10150
E-mail nu_pain@hotmail.com
hi5-fagebook มี
คติ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำมัวได้เต็ม ทำไม่เป็นลอกเพื่อน
กีฬาที่ชอบ ฟุตบอล เทควันโด้...เยอะมากมาย
ทีมที่ชอบ แมน ยู คือต่างชาติ แต่ไทยลีกต้องเมืองทอง
เหตุผล เพราะบอลนอกอยูในใจบอลไทยอยู่ในสายเลือด
อนาคต ยากรวยเวลามีปัญหาจะได้หนี้ไปต่างประเทศได้
วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552
การรีเอ็นจิเนียริ่ง ขั้นที่ 3
การรีเอ็นจิเนียริ่ง ขั้นที่ 3 การชี้ให้เห็นถึงกระบวนการหลักของการบริหารองค์การ
1. วิธีการทำรีเอ็นจิเนียริ่ง
1.1 ศึกษารูปแบบกระบวนการทำงานให้เข้าใจ
- ผู้นำ
- ผู้เป็นเจ้าของกระบวนการ
- ทีมงานรีเอ็นจิเนียริ่ง
- คณะกรรมการผู้ชี้นำ
- ผู้มีอำนาจทำรีเอ็นจิเนียริ่ง
1.2 การจัดรูปแบบกระบวนการทำงานใหม่
- การใช้วิธีการทำรีเอ็นจิเนียริ่งที่ถูกต้อง
- ตั้งชื่อกระบวนการทำงาน
- สร้างแผนภูมิกระบวนการทำงานในระดับสูง
- เลือกกระบวนการทำงานที่จัดขึ้นมาใหม่
- ทำความเข้าใจและทำการจัดรูปแบบกระบวนการทำงานใหม่
- การใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเต็มที่
- การใช้เทคนิคในการทำรีเอ็นจิเนียริ่ง
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความสำเร็จในการทำรีเอ็นจิเนียริ่ง มีดังนี้
1. ใช้กลยุทธ์เป็นตัวนำ
2. ต้องอาศัยริเริ่มและการบังคับบัญชา โดยผู้บริหารระดับสูง เพราะการรีเอ็นจิเนียริ่ง เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานหลายหน่วยงาน
3. สร้างบรรยากาศของความเร่งด่วน
4. การออกแบบกระบวนการจากภายนอก เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งเป็นปัจจัยนำไปสู่ความสำเร็จ
5. การดำเนินการกับที่ปรึกษา ควรให้เข้ามาร่วมงานตั้งแต่ต้นจนจบ ฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญในองค์การเพื่อถ่ายทอดให้ถึงระดับล่าง
6. การผนวกกิจกรรมของระดับบนสู่ระดับล่างกับกิจกรรมของระดับล่างขึ้นสู่ระดับบนเข้าด้วยกัน
1. วิธีการทำรีเอ็นจิเนียริ่ง
1.1 ศึกษารูปแบบกระบวนการทำงานให้เข้าใจ
- ผู้นำ
- ผู้เป็นเจ้าของกระบวนการ
- ทีมงานรีเอ็นจิเนียริ่ง
- คณะกรรมการผู้ชี้นำ
- ผู้มีอำนาจทำรีเอ็นจิเนียริ่ง
1.2 การจัดรูปแบบกระบวนการทำงานใหม่
- การใช้วิธีการทำรีเอ็นจิเนียริ่งที่ถูกต้อง
- ตั้งชื่อกระบวนการทำงาน
- สร้างแผนภูมิกระบวนการทำงานในระดับสูง
- เลือกกระบวนการทำงานที่จัดขึ้นมาใหม่
- ทำความเข้าใจและทำการจัดรูปแบบกระบวนการทำงานใหม่
- การใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเต็มที่
- การใช้เทคนิคในการทำรีเอ็นจิเนียริ่ง
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความสำเร็จในการทำรีเอ็นจิเนียริ่ง มีดังนี้
1. ใช้กลยุทธ์เป็นตัวนำ
2. ต้องอาศัยริเริ่มและการบังคับบัญชา โดยผู้บริหารระดับสูง เพราะการรีเอ็นจิเนียริ่ง เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานหลายหน่วยงาน
3. สร้างบรรยากาศของความเร่งด่วน
4. การออกแบบกระบวนการจากภายนอก เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งเป็นปัจจัยนำไปสู่ความสำเร็จ
5. การดำเนินการกับที่ปรึกษา ควรให้เข้ามาร่วมงานตั้งแต่ต้นจนจบ ฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญในองค์การเพื่อถ่ายทอดให้ถึงระดับล่าง
6. การผนวกกิจกรรมของระดับบนสู่ระดับล่างกับกิจกรรมของระดับล่างขึ้นสู่ระดับบนเข้าด้วยกัน
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
